เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 480 เอาให้หนัก
ตอนที่ 480 เอาให้หนัก
………………..
ซุนจิ้งจัวพูดแล้วเอื้อมมือไปจับไหล่ของซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนเอี้ยวตัวหลบ แล้วคว้าข้อมือของซุนจิ้งจัวทันที
ตอนนี้เขากำลังร้อนใจจะเป็นจะตาย แถมไอ้เวรซุนจิ้งจัวนี่ยังมายุ่งวุ่นวายอีก ซ่งจื่อเซวียนจึงไม่คิดจะไว้หน้าอีกต่อไป
ซุนจิ้งจัวถูกจับข้อมือเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที
ใบหน้าที่แดงเถือกด้วยความโมโห เปลี่ยนเป็นขาวซีดเหมือนกระดาษในชั่วพริบตา
“ฉันไม่สนว่าแกเป็นใคร แต่ฉันบอกไว้เลยว่าตอนนี้ฉันมีเรื่องด่วนต้องไปจากที่นี่ ไม่มีเวลามาเล่นกับแก
แกจะมีเรื่องอะไรไว้ค่อยบอกตอนฉันว่าง เข้าใจไหม”
พูดจบซ่งจื่อเซวียนก็ออกแรงบีบข้อมือ จนซุนจิ้งจัวร้องโอดโอยออกมา
หยางจวิ้นเย่ที่อยู่ข้างๆ ได้แต่ยืนอึ้ง
ทันใดนั้นเขารู้สึกโชคดีมากที่ถึงแม้ว่าตนจะแพ้ซ่งจื่อเซวียน แต่ก็ไม่ได้ถูกอีกฝ่ายระเบิดอารมณ์ใส่แบบนี้
กลับไปที่ซุนจิ้งจัว แม้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะปล่อยมือเขาไปแล้ว เขาก็ยังกุมข้อมือของตนไว้แน่น เจ็บจนน้ำตาคลอหน่วย
“อ๊าก…หักแล้ว แขนหักแล้วแน่ๆ…ไอ้เวรนี่!”
อันที่จริงข้อมือของซุนจิ้งจัวไม่ได้หัก ซ่งจื่อเซวียนกะแรงได้อย่างดีเยี่ยม
อีกอย่างเขายังแข็งแกร่งไม่เท่าพวกฟางรุ่ย แค่ออกแรงนิดหน่อยไม่ทำให้ข้อมือของใครหักได้
เพียงแต่ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงมากเสียจนซุนจิ้งจัวหลอนไปเอง
ซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไรเลยตลอดทาง
ปกติหลี่เหยียนและฟางรุ่ยไม่ใช่คนพูดมากอยู่แล้ว ยิ่งเห็นว่าซ่งจื่อเซวียนอารมณ์ไม่ดี พวกเขาเลยไม่เอ่ยปากใดๆ
ภายในรถเรียกได้ว่าเงียบสงัด แม้แต่เพลงก็ยังไม่เปิด
กระทั่งมาจอดที่หน้าสวนสวินเฟิง ซ่งจื่อเซวียนผลักประตูรถออก แล้วแทบจะวิ่งเข้าไปในสวนสวินเฟิง
แต่เขาต้องประหลาดใจที่ถังหย่าฉีไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายอย่างที่คิด
ซ่งจื่อเซวียนคิดว่าพอวิ่งเข้ามาในสวนสวินเฟิงแล้ว เขาจะได้เจอกับถังหย่าฉีที่ร้องไห้โฮ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น…
ดูเหมือนว่าถังหย่าฉีจะแข็งแกร่งกว่าที่เขาคิดเสียอีก
ซ่งจื่อเซวียนค่อยๆ สาวเท้าเข้าใกล้ ด้วยกลัวว่าจะเสียงดังจนทำให้ถังหย่าฉีตกใจ
“หย่าฉี…”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยเสียงแผ่วเบา
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ถังหย่าฉีก็หันไปโผกอดซ่งจื่อเซวียนทันทีโดยไม่ลังเล
เธอหลับตาลงเบาๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้…เธอจะรู้สึกสบายใจได้จริงๆ
แต่ถังหย่าฉีไม่ได้ร้องไห้ เธอแค่หลับตาและดื่มด่ำกับอ้อมกอดของซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนลูบผมยาวของเธออย่างแผ่วเบา “หย่าฉี เป็นยังไงบ้าง”
ถังหย่าฉีส่ายหน้า ไม่พูดอะไร
ซ่งจื่อเซวียนเองก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา เพราะไม่อยากทำลายความสงบใจของเธอในขณะนี้
ผ่านไปสักพักหนึ่ง ถังหย่าฉีจึงถอนหายใจออกมา “จื่อเซวียน ดีใจจังที่นายอยู่ที่นี่”
ซ่งจื่อเซวียนคลายอ้อมกอดจากถังหย่าฉี แล้วคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ
“หย่าฉี ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ไหนบอกฉันมาซิ”
คนที่ทำให้นายท่านรองคุกเข่าลงมาคุยด้วย คงมีแค่หานหรงผู้เป็นแม่ และถังหย่าฉีเท่านั้น
หลังจากนั้น ถังหย่าฉีก็เล่าเรื่องของบริษัทถังกรุ๊ป ซึ่งพูดได้เต็มปากว่ามีปัญหารุมเร้าทั้งข้างนอกและข้างใน
ทั้งถูกตรวจสอบจากภายนอก และถูกสอบบัญชีจากภายใน นอกจากแรงกดดันจากความคิดเห็นของมวลชนแล้ว บอร์ดบริหารยังเสนอให้ถังจวิ้นเป็นผู้รับผิดชอบ พูดง่ายๆ ก็คือแพะรับบาป
บริษัทถังกรุ๊ปเป็นบริษัทใหญ่ ในฐานะประธานบริษัท ถังจวิ้นไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นในอุตสาหกรรมของเขากันแน่
เรื่องนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไรที่จะให้เขารับผิดในตอนนี้
ทว่าตอนนี้…
“หย่าฉี ฉันต้องการรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทถังกรุ๊ป และหวังว่าเธอจะช่วยอธิบายให้ฉันฟังได้”
ถังหย่าฉีพยักหน้า
หลายวันมานี้ เธอพยายามศึกษาข้อมูลของบริษัทถังกรุ๊ป ด้วยหวังว่าจะพบจุดเปลี่ยนอะไรบ้าง แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า
เธอหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงได้โทรหาซ่งจื่อเซวียน ใจจริงเธอไม่อยากรบกวนการทำงานของซ่งจื่อเซวียนเลย
ดังนั้นตอนที่ซ่งจื่อเซวียนขอรายชื่อผู้ถือหุ้น ถังหย่าฉีก็รีบค้นหาจากเอกสารบนโต๊ะทันที
เนื่องจากถังหย่าฉีไม่ใช่พนักงานของบริษัทถังกรุ๊ป และยิ่งไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูง ข้อมูลชุดนี้จึงเป็นฉบับสำรองที่ถังจวิ้นเคยนำมาให้เธอก่อนหน้านี้
ตอนนี้มีแต่ตัวสำเนาทั้งหมด
ซ่งจื่อเซวียนหยิบขึ้นมาพลิกหน้าไปเรื่อยๆ เขาพบว่าถึงแม้ถังจวิ้นจะเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่กลับมีผู้ถือหุ้นสามคนอยู่ภายใต้ชื่อของเขา และมีจำนวนหุ้นพอๆ กัน
ถังจวิ้นมีหุ้นบริษัทถังกรุ๊ป ซึ่งหมายความว่าต่อให้คนอื่นๆ จะพยายามแค่ไหน ก็ไม่มีวันเอาชนะเขาได้
แต่อีกสามคนกลับมีหุ้นเป็นจำนวน 17% 13%และ 9%
ทั้งสามคนรวมกันมีหุ้นถึง 39%
ส่วนที่เหลืออีก 4% เป็นหุ้นกระจัดกระจาย ซึ่งโดยทั่วไปพนักงานมักจะถือหุ้นเท่าๆ กัน
อ่านมาถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หรี่ตาลงเล็กน้อย “หย่าฉี ถังเซิน กงหมิง แล้วก็หวงลี่ลี่ สามคนนี้มีตำแหน่งอะไรในบริษัทเหรอ”
“ถังเซินเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน พ่อของเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของพ่อฉัน หวงลี่ลี่เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล ส่วนกงหมิงฉันไม่รู้”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ถ้างั้น…เรามาเริ่มจากตรงนี้ หย่าฉี เรื่องนี้ฉันว่ามันแปลกๆ ชอบกล”
“นายจะบอกว่า…สงสัยในตัวถังเซินงั้นเหรอ”
“พูดยาก เรื่องนี้มันแปลก เราทำได้แค่เริ่มจากการสอบถามพวกเขาเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป…เราค่อยไปคิดหาทางอื่น”
“โอเค ฉันเชื่อนาย”
คืนนั้นซ่งจื่อเซวียนพาถังหย่าฉีกลับไปส่งถึงบ้านแล้ว ก็บึ่งรถไปที่ตลาดมืดทันที
จากความเข้าใจของเขาในตอนนี้ วิธีตามหากาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงที่ดีที่สุด คือการมาตามหาที่นี่
ตลาดยังคงครึกครื้นตามปกติ ยังไม่ทันเปิดตลาด ด้านหน้าทางเข้าก็มีรถจอดเต็มอยู่แล้ว
ทว่าซ่งจื่อเซวียนจอดรถห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น
รอจนกระทั่งตลาดเปิด จึงเดินเข้าไปเงียบๆ พร้อมกับฟางรุ่ย
…
หอเยวี่ยซี
พอเหล่าซุนวางสินค้าและเปิดประตูร้าน ก็มีลูกค้าจำนวนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านทันที
“ผู้จัดการ โสมแก่นี่ราคาเท่าไร”
เหล่าซุนหันไปตามเสียง และเห็นเป็นคนแปลกหน้า
ปกติเวลาคนที่คุ้นเคยมาเยือนตลาดมืด มักจะเรียกเขาว่าเหล่าซุน ไม่ใช่ผู้จัดการ
ชายคนนี้สวมกางเกงขายาวสีดำและเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำ หน้าตาเหมือนชุดทางการ แต่กลับตัวหลวมโพรก
เป็นสูทที่ใส่แล้วดูเหมือนชุดกีฬามากกว่า
“หึๆ นายท่านตาดีนะเนี่ย โสมอายุสามสิบปี แปดหมื่นหยวนครับผม”
ชายคนนั้นมองโสมในกล่องแล้วหัวเราะเบาๆ “แปดหมื่นหยวน? ล้อเล่นรึเปล่า โสมนี่อายุถึงสามสิบปีซะที่ไหน ห้าพันหยวนละกัน”
เหล่าซุนยิ้ม “นายท่าน โสมนี่อายุกำลังดี แล้วที่สำคัญยังอวบๆ อยู่เลยทั้งเหง้าทั้งขา แบบนี้หายากนา”
สินค้าอย่างโสม ไม่ได้ขายกันที่อายุเท่านั้น
แค่เป็นโสมป่า ราคาเริ่มต้นก็ดีดสูงแล้ว
ยิ่งรูปร่างอวบอ้วน ยิ่งมีมูลค่า
โสมบางเหง้าแม้ว่าอายุจะพอดี แต่หากรูปร่างตลอดจนแขนงรากของมันหงิกงอ ต่อให้แพงอย่างไร ก็ไม่มีคนซื้ออยู่ดี
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หอเยวี่ยซีถือเป็นร้านค้าที่มีสินค้าครบครันที่สุดในตลาดมืด แม้ว่าราคาจะค่อนข้างสูง แต่ก็มีสินค้าที่หาจากที่อื่นไม่ได้
“ฮ่าๆ บอกว่าอายุกำลังดีก็จบแล้วเหรอ”
ขณะพูดก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
“เหล่าซุน ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะครับ”
ได้ยินดังนั้น เหล่าซุนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง การทำธุรกิจนี้ ความจำดีเป็นสิ่งสำคัญ
ลูกค้าที่มาไม่ว่าจะมาบ่อยแค่ไหน ก็ต้องจำให้ได้
เพื่อที่เวลาลูกค้ากลับมาในครั้งหน้า จะได้เรียกชื่อถูก นอกจากจะลดความกระอักกระอ่วนแล้ว ยังเพิ่มความใส่ใจอีกด้วย
นี่เป็นกฎที่เขาได้มาจากการซื้อขายในวงการช่วงขวบปีแรกๆ
เหล่าซุนเดาออกว่าเป็นใครจากการฟังเสียงเพียงอย่างเดียว ท่านนี้คือนายท่านจ่ายหนักเมื่อตอนนั้น
เหล่าซุนหันหน้าไป พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่น “โอ้ นายท่านรอง วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะครับ”
ไม่แปลกใจที่เหล่าซุนจะกะตือรือร้นขนาดนี้ เพราะตอนนี้ชื่อเสียงของซ่งจื่อเซวียนเหนือกว่านายท่านงูไปแล้ว
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนพวกคุณน่ะสิครับ ผมกำลังตามหาของบางอย่างน่ะเหล่าซุน”
“นายท่านรองต้องการอะไรบอกมาได้เลยครับ ผมจะลองหาให้”
“ผม…”
แต่ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็แทรกขึ้นมา “ไอ้แก่ ฉันมาซื้อโสมหัวโด่อยู่นี่ ทำไมไปรับแขกคนอื่นก่อนล่ะ”
ชายคนนั้นแทบจะตะโกนออกมา เห็นได้ชัดว่าเริ่มมีน้ำโหแล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียง ก็มีคนสามคนพุ่งตัวเข้ามายืนด้านหลังเขา
ดูท่าทางแล้วเป็นอันธพาลอย่างแน่นอน
“อ้อ นายท่าน ผมแค่ทักทายนายท่านรองเท่านั้นเองครับ ตกลงจะรับโสมเหง้านี้หรือเปล่า”
ชายผู้นั้นเหลือบมองซ่งจื่อเซวียน แล้วแค่นเสียงเย็นชา “นายท่านรอง? เดี๋ยวนี้มันยังไงกันนะ แม้แต่เด็กเมื่อวานซืนยังถูกเรียกว่านายท่านด้วยเหรอ”
“คือว่า…”
“แกมาหาตีนฉันนี่…”
ชายคนนั้นพูดแล้วตรงเข้ามาผลักซ่งจื่อเซวียน
“ไม่ได้ยินที่ฉันพูดเหรอ แก…”
ก่อนที่จะพูดจบ ชายคนนั้นก็ต้องชะงักค้างทันที ฟางรุ่ยพุ่งตัวเข้ามาล็อกคอของเขาไว้ในชั่วขณะ
“ไอ้ลูกหมา ใครให้แกพูดจาแบบนี้กับนายท่านรอง”
อันธพาลทั้งสามคนยังต้องอึ้งไปตามๆ กัน
เนื่องจากอีกฝ่ายกำลังล็อกคอเจ้านายของตนอยู่ พวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า
ชายคนนั้นมองไปทางซ่งจื่อเซวียน “ไอ้หนู บอกลูกน้องแกปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ แกรู้หรือเปล่าว่าฉันเป็นใคร”
“หึๆ ก็ไม่เห็นแนะนำตัวนี่หว่า!”
ชายคนนั้นค่อยๆ หยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าเสื้อของแล้วส่งให้เขา
ซ่งจื่อเซวียนอ่านแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “หัวหน้าเชฟหลินหย่วนเฉียง ไม่รู้จักแฮะ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ส่งนามบัตรให้กับเหล่าซุน
เหล่าซุนดูแล้วสีหน้าแข็งทื่อไปเล็กน้อย
เขากระเถิบเข้าใกล้ซ่งจื่อเซวียน “นายท่านรอง คนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ตรงมุมนามบัตรของเขามีโลโก้สำนักมีดใบไม้ด้วยครับ”
“หืม?”
ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่ แต่เมื่อซ่งจื่อเซวียนได้ยินชื่อสำนักมีดใบไม้ ใบหน้าของเขาพลันฉายแววโกรธแค้นขึ้นมาทันที
“แกคือ…คนของสำนักมีดใบไม้งั้นเหรอ”
“หึ รู้แล้วก็เลยกลัวงั้นเหรอ ไอ้หนู หัดรู้ซะบ้างว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ถ้าจะว่าอย่างนั้น…แกก็คงรู้จักหลงรื่อเยวี่ยใช่ไหม”
“เออสิวะ นั่นมันศิษย์พี่ใหญ่ของฉัน!”
หลินหย่วนเฉียงพูดด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ
“แล้วรู้จักหลี่เหยียนหรือเปล่า”
“หลี่เหยียน? ฮ่าๆๆ ไอ้โง่ที่ถูกไล่ออกจากสำนักน่ะนะ”
“รุ่ยจื่อ โยนพวกมันออกไปให้หมด โยน…ให้หนักเลย!”
………………………………………….
………………..