เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 481 ใช้เงินสกปรก
ตอนที่ 481 ใช้เงินสกปรก
………………..
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ หลินหย่วนเฉียงและพวกลูกน้องด้านหลังก็หัวเราะขึ้นมา
เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มแบบนี้ สำหรับหลินหย่วนเฉียง ก็เป็นแค่ไอ้เด็กเปรตคนหนึ่งที่พูดจาอวดดี
“ฮ่าๆๆ ไอ้หนู แกกำลังล้อฉันเล่นอยู่หรือไง แกคิดว่า…พวกแกสองคนจะกระทืบเราสี่คนได้เรอะ”
สิ้นเสียง อันธพาลสามคนของหลินหย่วนเฉียงก็ก้าวมาด้านหน้ากันหมด
เมื่อครู่ฟางรุ่ยลงมือกะทันหันเกินไป อีกทั้งท่าทางรวดเร็วอย่างมาก พวกเขาไม่ทันได้ตอบสนองเลย
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว พวกเขาถกแขนเสื้อขึ้น ท่าทางอยากจะทะเลาะวิวาท
ซ่งจื่อเซวียนไม่มีเวลาปะทะฝีปากกับพวกเขา เขาจ้องไปทางฟางรุ่ย “รุ่ยจื่อ รออะไร ฉันให้เวลานายห้าวิ!”
ซ่งจื่อเซวียนเพิ่งพูดจบ ฟางรุ่ยได้ยินคำสั่งก็พุ่งไปหาพวกเขาสี่คนโดยไม่แม้แต่จะคิด
สี่คนนั้นเมื่อครู่ยังจ้องมองอย่างชั่วร้าย ส่วนตอนนี้ก็อึ้งไปแล้ว
แม่งเอ๊ย นึกว่าจะเป็นสี่รุมสอง กลายเป็นสี่รุมหนึ่งเฉยเลย
เห็นเพียงฟางรุ่ยพุ่งมาราวกับพยัคฆ์ร้าย รัศมีนั้นกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก
หลายปีมานี้หลินหย่วนเฉียงชินกับนิสัยป่าเถื่อน และเคยซ้อมคนไปไม่น้อย แต่ยังเป็นครั้งแรกที่เจอรัศมีแบบนี้
ไม่รอให้พวกเขาได้ตอบโต้ แรงกระแทกจากฟางรุ่ยรุนแรงมาก ตอนที่สองไหล่กระแทกไปที่ลูกน้องสามคน ทั้งสามก็กระเด็นไป
ตึง! ตึง! โครม…
โต๊ะเก้าอี้ของหอเยวี่ยซีและตู้ยาโดนชนจนล้มระเนระนาด บานกระจกของตู้ยานั่นแตกทันที
เห็นลูกน้องสามคนลงไปกองกับพื้นลุกไม่ขึ้น หลินหย่วนเฉียงก็อึ้งไป
สามคนนี้เป็นบอดี้การ์ดที่จ้างมาด้วยเงินหนึ่งแสนหยวนทุกเดือน อีกทั้งยังไม่ใช่เงินที่เขาออก แต่เป็นอาจารย์ของเขา…
เฝิงเหยาจง เซียนมีดตะวันตกเฉียงเหนือ!
ครั้งนี้เฝิงเหยาจงให้หลินหย่วนเฉียงพาบอดี้การ์ดออกมา หนึ่งคือมาซื้อพวกวัตถุดิบที่ตลาดมืดตู้เหมิน ส่วนสองคือไปเยี่ยมรุ่นพี่รุ่นน้องที่วิทยาลัยอาหาร
แต่ตอนนี้ยังจัดการเรื่องราวไม่ได้ บอดี้การ์ดสามคนร่วงไปแล้ว จะบอกอาจารย์ยังไงดี…
ตอนนี้ฟางรุ่ยหิ้วบอดี้การ์ดคนหนึ่งขึ้นมา ไปทิ้งที่ด้านนอกหอเยวี่ยซี
จากนั้น หลินหย่วนเฉียงที่ยังอยู่ในภวังค์ความคิด สติยังไม่กลับมา คิดได้เพียงว่าคอเสื้อแน่นขึ้น ทั้งร่างโดนฟางรุ่ยจับไว้แน่น แล้วถูกพาไปทิ้งที่นอกประตู
“กล้าแตะต้องฉันเหรอ ไม่กลัวสำนักมีดใบไม้มาแก้แค้นหรือไง”
ซ่งจื่อเซวียนชำเลืองมองหลินหย่วนเฉียงแวบหนึ่ง ไม่สนใจ มองไปทางเหล่าซุนทันที
“เหล่าซุน เจ้าพวกนี้พังแล้ว ผมจะชดใช้ให้เอง”
“นายท่านรองกล่าวหนักไปแล้วครับ ไม่มีค่าเลย คุณไม่ต้องชดใช้หรอก”
แน่นอนว่าเหล่าซุนก็เป็นคนฉลาด เขารู้อยู่แล้วว่านายท่านรองท่านนี้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ถึงโต๊ะเก้าอี้และชั้นวางจะเป็นไม้แดงของจริง ค่อนข้างมีราคา แต่เทียบกับเงินที่นายท่านรองใช้จ่ายแล้ว นั่นไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง
“นายท่านรอง ไม่ทราบว่าวันนี้คุณตามหาของอะไรอยู่เหรอครับ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “กาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิง!”
พอได้ยินประโยคนี้ เหล่าซุนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เอ่อ…นายท่านรอง ของแบบนี้ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับ”
“เหล่าซุน ในตลาดมืด ทรัพยากรหอเยวี่ยซีของพวกคุณนับว่ากว้างขวางที่สุด สินค้าครบครันที่สุด ร้านอื่นผมก็ขี้เกียจจะไปตระเวนหา คุณช่วยถามให้ผมหน่อยได้ไหมครับ”
“ครับๆๆ นายท่านรองวางใจ ผมจะบันทึกไว้ครับ”
เจรจากับเหล่าซุนอีกสองสามประโยค ซ่งจื่อเซวียนก็จากไป
พวกหลินหย่วนเฉียงยังอยู่ที่หน้าประตู เห็นซ่งจื่อเซวียนและฟางรุ่ยออกมา ก็รีบหลีกทางให้ กลัวว่าจะโดนกระทืบอีก
เห็นพวกเขาจากไป ลูกน้องคนหนึ่งก็เอ่ยว่า “พี่เฉียง ครั้งนี้พลาดจริงๆ ครับ”
“หึ เรื่องนี้ยังไม่จบ ไป ไปสืบเบื้องลึกเบื้องหลังของไอ้หมอนั่นกับฉัน แค้นนี้ฉันต้องชำระ!”
เหล่าซุนได้ยินก็อึ้ง หันหลังไปทันที เผยรอยยิ้ม
ที่ยิ้ม เหตุผลหนึ่งคือเหล่าซุนคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้มาหลายปีแล้ว บริการด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เป็นการรักษาลูกค้าอย่างยิ่ง
ส่วนอีกเหตุผล…ที่ตลาดมืดแห่งนี้ ยังไม่มีใครกล้าก่อเรื่องที่หอเยวี่ยซี
นายท่านงูทำไม่ได้ คนด้านหน้าพวกนี้ก็ยิ่งทำไม่ได้
“เหอะๆ นายท่านกลับมาอีกแล้ว ยังต้องการซื้อโสมนั่นอยู่ไหมครับ”
ได้ยินดังนั้น หลินหย่วนเฉียงก็ถลึงตาเอ่ย “แม่งเอ๊ย ไอ้แก่อย่างแกนี่มัน ฉันถามแกฟังไม่รู้เรื่องหรือไง ไอ้หมอนั่นที่มาเมื่อกี้มันทำอะไร ชื่ออะไร”
เหล่าซุนยิ้ม “ขอโทษด้วยนะครับ นายท่าน เราต้องปกป้องข้อมูลของลูกค้าครับ อีกทั้ง…ถ้าถามถึงชื่อ กระผมไม่ทราบจริงๆ”
“แก…
ฉันว่าแกหาเรื่องโดนกระทืบแล้วแหละ กระทืบมัน!”
เหล่าซุนได้ยินก็ถอยหลังไปครึ่งก้าว “หืม ทำไมพวกคุณต้องลงมือกับคนแก่อย่างผมด้วยล่ะครับ”
“หึ หาเรื่องสำนักมีดใบไม้ ก็อย่ามีชีวิตดีๆ ต่อไปเลย!”
แต่เพิ่งจะสิ้นเสียงเขา ก็เห็นผู้ชายสี่คนเดินเข้ามา
สี่คนนี้สวมชุดรปภ.กันทั้งหมด แต่บุคลิกไม่ได้เป็นเหมือนกับรปภ.ธรรมดา
ส่วนสูงของสี่คนนี้สูงร้อยแปดสิบเซนติเมตรขึ้นไป และรูปร่างกำยำมาก
ที่สำคัญที่สุดคือท่าทางของสี่คนนี้เย็นชามาก กระทั่งสายตายังฉายแววจิตสังหาร
อาศัยท่าทางการเดินก็ประเมินได้ว่าคนพวกนี้น่าจะเป็นทหาร อีกทั้งยังไม่ได้อยู่ในหน่วยธรรมดา
ทั้งสี่คนถือกระบอง เดินมาทางหลินหย่วนเฉียง
“พวกแกก่อเรื่องเหรอ”
ตอนนี้ พวกหลินหย่วนเฉียงอึ้งกันหมด
“หึ อย่ามาเสือ* ไม่งั้นแม้แต่พวกแกก็จะเก็บไปด้วยเลย”
หลินหย่วนเฉียงอาศัยลูกน้องตนคนที่ต่อยตีได้ ถึงเมื่อครู่จะโดนฟางรุ่ยจับทุ่ม แค่ก็พวกเขาก็ไม่ได้บาดเจ็บมากนัก
ตอนนี้ดีขึ้นแล้วเล็กน้อย อย่างไรก็คงเก่งกว่ารปภ.แหละมั้ง
ได้ยินดังนั้น รปภ.ที่เดินนำมาก็เอ่ยว่า “เราเป็นภาคส่วนที่ดูแลตลาด กล้าก่อเรื่องในตลาดมืด ก็จะไล่พวกคุณออกไปเดี๋ยวนี้!”
“งั้นเหรอ แม่ง วันนี้โชคร้ายไปครั้งหนึ่ง ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะโชคร้ายสองครั้งได้ กระทืบ!”
ปกติก็เคยชินกับนิสัยป่าเถื่อน หลินหย่วนเฉียงไม่คิดว่ารปภ.พวกนี้จะมีความสามารถสักเท่าไรอยู่แล้ว
แต่เขาก็อึ้งไปทันที เห็นเพียงว่ารปภ.สี่คนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ท่วงท่าที่ว่องไว กระบองที่โบกอยู่ในมือก็ไม่ได้มีไว้เฉยๆ จริงๆ
ฟาดไปทีเดียว ลูกน้องคนหนึ่งของหลินหย่วนเฉียงก็ตาเหลือกสลบไป
ถัดมาก็เป็นคนที่สอง คนที่สาม แล้วก็หลินหย่วนเฉียง…
ตอนที่พวกเขาฟื้นขึ้นมา ก็ถูกทิ้งไว้ที่ด้านนอกตลาดมืดแล้ว
ลมหนาวพัดโชย ใบหน้าพวกเขามีรอยแผลน่าเวทนา…
…
ในหอเยวี่ยซี เหล่าซุนจัดการสินค้าต่อ
สถานการณ์พิเศษที่แทรกเข้ามาเมื่อครู่ไม่ได้มีผลกระทบกับเขา อยู่ที่เยวี่ยซีมานานขนาดนี้ เหล่าซุนก็ชินตั้งนานแล้ว
อย่างไรคนที่มาที่นี่ส่วนใหญ่ค่อนข้างจะมีอำนาจกันทั้งนั้น
และที่มีมากกว่าคนมีอำนาจก็คือพวกที่ประเมินความสามารถของตนสูงเกินไป คิดว่าตนเองเจ๋ง
ดังนั้น คนพวกนี้ก็ได้รับบทเรียนที่แตกต่างกันจากตลาดมืด ภายหลังที่มาก็จะเจียมเนื้อเจียมตัวมากขึ้น
รปภ.ที่ภาคส่วนบริหารตลาดมืดจ้างมาทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึก
แน่นอนว่า เงินเดือนมากกว่ารปภ.ทั่วไปหลายเท่าตัว ก่อเรื่องที่นี่…ส่วนใหญ่ก็จะถูกโยนไปข้างนอก
ขณะที่กำลังจัดการสินค้า เหล่าซุนก็รับสายโทรศัพท์
“เหล่าซุน เมื่อกี้นายท่านรองมาทำอะไร”
“อ้อๆ ชื่อว่ากาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิง ผมจะสอบถามมาให้เขาโดยเร็วที่สุดครับ”
“อืม โดยเร็วที่สุดนะ ลองถามในตลาดวันนี้ตอนนี้ ถ้ามีก็ซื้อราคาสูงๆ มาเลย ถึงตอนนั้นผูกขาดขายให้นายท่านรองเลย”
“เข้าใจแล้วครับเถ้าแก่”
“เมื่อกี้จัดการไอ้คนพวกนั้นหรือยัง”
“ครับ เหมือนกับเมื่อก่อน โดนโยนออกไปแล้วครับ”
วางสายเรียบร้อย ตวนมู่เยวี่ยก็ยิ้ม ถอดหน้ากากออกมาแล้วพิงกับเตียงนอน
ดูกล้องวงจรปิดในโทรศัพท์ ก็อดยิ้มไม่ได้ “ซ่งจื่อเซวียน คนอย่างนายนี้ไม่ซื่อสัตย์เลยจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะแอบหนีไปที่หอหงเยวี่ยของฉัน”
……
วันถัดมา เสี่ยหวงก็ส่งข่าวมาให้ซ่งจื่อเซวียน
ถังเซิน กงหมิง และหวงลี่ลี่ทั้งสามก็มีปัญหาตามคาด เรื่องของบริษัทถังกรุ๊ปมีความเกี่ยวพันที่แยกออกจากกันไม่ได้กับพวกเขา
ในบรรดานั้น ถังเซินและหวงลี่ลี่เป็นคนรักกัน ลูกพี่ลูกน้องของถังหย่าฉีคนนี้มีคนรักอยู่ไม่น้อย หวงลี่ลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น
ส่วนกงหมิงนับว่าเป็นคนที่มีความสามารถของถังเซิน
ปกติเขาที่ดูสุภาพเรียบร้อย กลับทำตามคำสั่งของถังเซินตลอด
รวมถึงเรื่องพิษในอาหารครั้งนี้ กระทั่งที่เรียกนักข่าวมาหลังจากนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่กงหมิงทำ
ถังหย่าฉีได้ข่าวนี้ ก็โกรธจนกำหมัดแน่น
“ไอ้สารเลว พ่อฉันมองว่าเป็นคนกันเอง คิดไม่ถึงว่าจะทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้”
ซ่งจื่อเซวียนตบบ่าถังหย่าฉี “อยู่ต่อหน้าเงินทอง คนพวกนี้จะยังมีความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหนล่ะ”
ถังหย่าฉีถอนใจ “เฮ้อ…ความเป็นมนุษย์ สำหรับคนแบบนี้เป็นความฟุ่มเฟือย จื่อเซวียน ตอนนี้เราจะทำยังไงกันดี แจ้งความไหม”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้ ข่าวกรองของหวงฟาน่าจะแม่นยำมาก แต่ยังไม่ได้หลักฐานมัดตัว”
“หืม ทั้งหมดนี้เป็นการคาดเดาเหรอ” ในสายตาของถังหย่าฉีมีแววหดหู่พาดผ่าน
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม ลูบหัวของถังหย่าฉี
“ยัยเด็กโง่ กงหมิงเป็นคนรับผิดชอบห้องทำงาน มีกล้องวงจรปิดอยู่ตรงไหนเขาจะไม่รู้เหรอ เขาจะต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมดได้แน่นอน”
ถังหย่าฉีถึงได้พยักหน้า “ก็ใช่ คนของเสี่ยหวง…เข้าไปติดตั้งกล้องวงจรปิดในถังกรุ๊ปได้เหรอ”
“เหอะๆ ยัยหนู เรื่องราวมากมายในสังคมเป็นเรื่องที่เธอไม่ได้เห็นในมหา’ลัยหรอก
หลักฐานของเสี่ยหวงอยู่ที่ถังกรุ๊ปทั้งหมด ท่าทางเราต้องไปปักกิ่งเองสักรอบ ไปเอาหลักฐานอีกส่วนมา”
“อีกส่วนเหรอ” ถังหย่าฉีเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม เรียกให้ฟางรุ่ยเตรียมตัวกลับปักกิ่งในคืนนั้นทันที
ตลอดทาง ถังหย่าฉีไม่ได้พูดอะไรเลย
ซ่งจื่อเซวียนลูบมือเธอไปพลาง รู้สึกถึงความหนาวเย็น
ซ่งจื่อเซวียนดึงเธอเข้ามากอดในอ้อมอก เอ่ยว่า “ยัยหนู อย่ากังวลเลย ทุกเรื่องมีหนทางแก้ไขเสมอนะ”
ถังหย่าฉีเงยหน้ามองเขา “จื่อเซวียน จะ…แก้ไขได้เหรอ”
“เชื่อฉันสิ ได้แน่นอน”
หลังจากนั้นสองชั่วโมงกว่า รถก็จอดอยู่ด้านหน้าวิลล่าหลังหนึ่งแถวชานเมืองปักกิ่ง
มองวิลล่าหลังนั้น ถึงจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่ดูจากด้านนอกตกแต่งได้อย่างพิถีพิถัน
อีกทั้งวิลล่าแบบนี้ในปักกิ่ง…น่าจะราคาสูงกว่าอาคารสี่ชั้นของที่อื่นมาก มากกว่าถึงสองเท่า
“จื่อเซวียน เรามาที่นี่ทำไมเหรอ”
“เหอะๆ มาหาลูกพี่ลูกน้องของเธอที่มีอนาคตดีๆ คนนั้นไง!”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็ลงจากรถ เงยหน้ามองวิลล่าหลังนี้
“รวยจริงๆ น่าเสียดายที่ใช้เงินสกปรก!”
……………………………………………