เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 486 แผงลอยริมถนน
ตอนที่ 486 แผงลอยริมถนน
………………..
หลังจากเหลียงซานหมิงเข้าใจเรื่องราวแล้ว เขาก็ให้สัญญากับซ่งจื่อเซวียนด้วย
รอให้รวบรวมข้อมูลการตรวจสอบบัญชีเรียบร้อย เขาจะเปิดเผยต่อสาธารณะทันที เมื่อถึงตอนนั้นข้อสงสัยทางการเงินของบริษัทถังกรุ๊ปจะคลี่คลายไปโดยปริยาย
ซ่งจื่อเซวียนขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าและรีบยื่นบัตรใบหนึ่งให้เหลียงซานหมิงทันที
เมื่อเหลียงซานหมิงมองซ้ายขวาแล้วไม่มีใคร เขาก็รับมาเก็บไว้ในกระเป๋า
ซ่งจื่อเซวียนจึงสบายใจ อันที่จริงการทำเรื่องแบบนี้จะวางใจได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายยอมรับของขวัญ
หากไม่ยอมรับแสดงว่าเขาไม่คิดที่จะจัดการธุระให้คุณเลย
โดยทั่วไปหากรับแล้วก็มีโอกาสสูงที่จะทำสำเร็จ
นอกจากนี้บัตรใบนี้มีมูลค่าสามหมื่นหยวน เหลียงซานหมิงจึงรู้ดีว่าควรทำอย่างไร แน่นอนว่าสามหมื่นหยวนนี้คุ้มค่าสำหรับเรื่องใหญ่เช่นนี้
เมื่อออกจากสำนักงานตรวจสอบบัญชี ซ่งจื่อเซวียนก็ขอบคุณหงหยวนเซิน และกลับไปที่บริษัทถังกรุ๊ป
ตอนนี้ถังหย่าฉียังเฝ้ารออยู่ที่นั่น
เมื่อมาถึงบริษัทถังกรุ๊ป ซ่งจื่อเซวียนก็เล่าเรื่องนี้ให้ถังหย่าฉีฟัง
“หย่าฉี ไม่ต้องห่วง อาถังจะไม่เป็นไร”
ถังหย่าฉีสวมกอดซ่งจื่อเซวียน “จื่อเซวียน ถ้าไม่ได้นาย ฉันไม่รู้เลยว่าควรจะทำยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนลูบไหล่ของเธอ “ฉันจะอยู่ด้วยตลอดไปเลย”
……
ในคืนนั้นถังหย่าฉีได้รับแจ้งว่าถังจวิ้นสามารถออกจากสถานกักขังได้แล้ว
ซ่งจื่อเซวียนจึงรีบให้ฟางรุ่ยออกรถและไปรับเขาพร้อมกับถังหย่าฉีทันที
ถังจวิ้นก็ค่อยๆ เดินออกมาที่ประตูสถานกักขังตอนพลบค่ำ
เขาสวมกางเกงขายาวสีเทาและเสื้อยืดมีปกสีอ่อน ทรงผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย และผมหงอกก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เสื้อผ้าบนตัวเขาพลิ้วไหวไปตามสายลม
เห็นได้ว่าถังจวิ้นผอมลงมาก
เขาหันกลับไปมองประตูสถานกักขังด้วยความขมขื่นใจ
“พ่อ…”
“อาถัง”
ถังจวิ้นมองไปที่ลูกสาวและซ่งจื่อเซวียน จากนั้นพยักหน้า “เหอะๆ ในที่สุด…คนในครอบครัวก็มารับฉัน ดีใจมากเลย”
ได้ยินเช่นนี้ ถังหย่าฉีก็เหลือบมองซ่งจื่อเซวียนโดยไม่รู้ตัว คนในครอบครัว…รวมถึงเขาด้วยเหรอ
ถังจวิ้นตบไหล่ซ่งจื่อเซวียน “จื่อเซวียน ช่วงนี้ดูแลลูกสาวฉันคงลำบากใช่ไหม”
“อาถังอย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่าครับ คุณต่างหากที่ลำบากและถูกกระทำมาหลายวัน”
ถังจวิ้นยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่เป็นไร ถังกรุ๊ปเป็นยังไงบ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนและถังหย่าฉีต่างก็เงียบ
ถังจวิ้นพยักหน้า “แพ้ยับเยินสินะ ยับเยินจริงๆ”
“พ่อคะ มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด จื่อเซวียนไปที่สำนักงานตรวจสอบบัญชีแล้วบอกว่าบัญชีของเราไม่ได้มีปัญหา และปัญหาของพ่อเกิดจากพวกถังเซินที่เป็นคนทำทั้งหมด จื่อเซวียนส่งหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วค่ะ”
ถังจวิ้นได้ยินก็ตกตะลึงแล้วมองไปที่ซ่งจื่อเซวียนด้วยความเหลือเชื่อ
เดิมทีเขาสับสนอยู่บ้าง ช่วงไม่กี่วันที่เขาอยู่ในสถานกักขัง เขาได้อธิบายทุกอย่างที่เขาควรอธิบายแล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่เชื่อเขาเลย
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาปักใจเชื่อแล้วว่านี่เป็นความรับผิดชอบของถังจวิ้น
แต่วันนี้จู่ๆ ก็บอกว่าจะปล่อยตัว เขาจึงสับสนอยู่ครู่หนึ่ง
แต่เมื่อฟังคำพูดของถังหย่าฉี ทุกอย่างก็กระจ่าง ที่แท้คนที่ทำคือซ่งจื่อเซวียน
จากนั้นถังหย่าฉีก็เล่าเรื่องราวที่ซ่งจื่อเซวียนได้ทำในช่วงสองวันที่ผ่านมาบนรถ ถังจวิ้นซาบซึ้งมาก
แต่ในใจก็รู้สึกปลื้มใจที่ลูกสาวของตัวเองไม่ได้มองแฟนหนุ่มคนนี้ผิดไป
ถังจวิ้นพยักหน้า “ดี พาฉันไปดูหน่อยสิ”
“หา? พ่อเพิ่งจะออกมา อย่าเพิ่งไปที่บริษัทดีไหมคะ”
ถังหย่าฉีพูดด้วยสีหน้าเป็นห่วง เพราะเห็นถังจวิ้นมีรูปร่างซูบผอมในตอนนี้จึงทำให้เธอปวดใจ
ซ่งจื่อเซวียนก็รีบเอ่ยว่า “ใช่ครับอาถัง เราไปทานข้าวกันก่อน แล้วค่อยกลับไปอาบน้ำอุ่นๆ นอนพักสักคืน พรุ่งนี้ก็ค่อยไปที่ถังกรุ๊ปดีกว่าครับ”
“นั่นสิ พ่อคะ ตอนนี้ถังกรุ๊ปไม่มีใครแล้ว เราจะไปตอนนี้หรือพรุ่งนี้ก็ไม่ต่างกัน”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ถังจวิ้นจึงรู้สึกหดหู่มาก อย่างไรนั่นก็เป็นบริษัทที่เขาสร้างเองกับมือมาสิบกว่าปี
ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงตึกสูง อิฐและกระเบื้องทุกชิ้นล้วนมีหยาดเหงื่อของเขาซึมอยู่
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะฟังลูกสาวจึงพูดว่า “ก็ได้ ไปหาอะไรกินกันก่อน”
“ไปที่ร้านไข่มุกแห่งท้องทะเลสิคะพ่อ พ่อชอบทานข้าวต้มปลิงทะเลที่นั่นมากที่สุดนี่นา”
ถังจวิ้นโบกมือ “ไม่ หาร้านอาหารเล็กๆ เถอะ ฉันอยากกินข้าวเงียบๆ”
“เงียบๆ เหรอ”
ถังหย่าฉีพูดด้วยความงง
อย่างไรร้านอาหารเล็กๆ ก็อยู่ในสถานที่ชุมชน เสียงดังขนาดนั้นมันจะเงียบได้ยังไง
แต่ซ่งจื่อเซวียนเข้าใจและยิ้ม “อาถังกลัวว่าบรรยากาศในโรงแรมใหญ่จะวุ่นวายสินะครับ แม้ว่าร้านริมถนนจะเสียงดัง แต่ก็รู้สึกสงบภายในใจ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ถังจวิ้นก็ยิ้มด้วยความพอใจ “จื่อเซวียนจัดการเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้มตอบเช่นกัน ฟังจากน้ำเสียงของถังจวิ้นคงจะยอมรับเขาแล้ว
ต่อมาซ่งจื่อเซวียนก็ให้ฟางรุ่ยจอดริมถนน
บนทางเท้ามีแผงร้านต่างๆ ทั้งปิ้งย่างเสียบไม้ อาหารทะเล และร้านโจ๊กอีกร้านหนึ่ง
ถังจวิ้นเห็นว่าโจ๊กก็ไม่ได้แย่ เขาจึงบอกว่าอยากทานโจ๊ก ทานเครื่องเคียง และดื่มเบียร์สักขวด
ถังจวิ้นนั่งพิงเก้าอี้ในที่นั่งกลางแจ้ง และรู้สึกว่าจิตใจค่อยๆ สงบลง
เขาไม่คิดถึงเรื่องบริษัทอีกแล้ว แต่กลับมีความสุขที่ได้อยู่กับลูกสาวแทน
บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้อาจทำให้เขาเข้าใจว่าเมื่อเขาอายุมาก ความสุขที่ยิ่งใหญ่คือการได้อยู่ร่วมกันกับครอบครัว
ส่วนเรื่องธุรกิจ…บางทีเขาก็อาจจะยังทำอยู่ แต่ความคิดของเขาคงจะเปลี่ยนไป
แผงขายโจ๊กริมถนนเป็นที่นิยมมากไม่น้อยไปกว่าปิ้งย่างเสียบไม้ ซึ่งพบเห็นได้ยากมาก
โดยทั่วไปปิ้งย่างเสียบไม้ถือเป็นราชาแผงลอยริมถนนในฤดูร้อน แต่แผงขายโจ๊กแห่งนี้กลับโผล่พรวดพราดขึ้นมา
เถ้าแก่ร้านกำลังทำอาหารอย่างรวดเร็วอยู่ที่หน้าเตา มีวัตถุดิบโจ๊กเกือบสามสิบอย่าง
หลังจากที่ปรุงในหม้อเสร็จแล้วก็เทลงในหม้อดิน กลิ่นไม่ต้องพูดถึง คงจะน่าทึ่งมากอยู่แล้ว
เพราะเหตุนี้โจ๊กร้านเขาจึงเป็นเมนูที่สั่งกันเกือบทุกโต๊ะและต้องสั่งทุกคน
ในไม่ช้าปิ้งย่างและเครื่องเคียงมากมายก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ ซ่งจื่อเซวียนสั่งโจ๊กทะเลร้อนๆ มาสี่ชาม
“ว้าว หอมจังเลย”
เมื่อถังหย่าฉีได้กลิ่นโจ๊กก็เอ่ยขึ้น
ถังจวิ้นพยักหน้าช้าๆ “หลังจากผ่านเรื่องครั้งนี้มา การได้กินโจ๊กกับหย่าฉีก็รู้สึกว่าหอมที่สุดแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ ถังหย่าฉีก็ขยับเข้าไปใกล้ไหล่ของถังจวิ้นแล้วคลี่ยิ้ม “รู้หรือยังคะว่าลูกสาวของพ่อเป็นสมบัติล้ำค่า”
“ยัยเด็กโง่ ฉันบอกตอนไหนว่าไม่ใช่ล่ะ”
ถังจวิ้นจิ้มใบหน้าของถังหย่าฉี
ถังหย่าฉีหัวเราะร่าทันที “นี่ ประธานถังพูดแบบนี้คือยอมปล่อยหนูไปและไม่คิดจะส่งไปต่างประเทศแล้วใช่ไหมคะ”
ถังจวิ้นชะงักและมองไปที่ซ่งจื่อเซวียนทันที
“เอ๊ะ คำถามนี้…พ่อว่าต้องถามจื่อเซวียนล่ะมั้ง ตอนนี้พ่อยุ่งกับลูกได้ที่ไหน”
ทันทีที่เขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็หัวเราะออกมา
หลังจากแลกแก้วกันและกัน ทุกคนก็ฉลองที่ถังจวิ้นรอดพ้นมาอย่างราบรื่น
“พ่อค่อยๆ ดื่มสิคะ ถังเซินคนนี้ไร้หัวใจ พ่อใจดีกับเขามากเกินไป เขาถึงได้กำเริบเสิบสานจนมาทำร้ายพวกเรา”
ถังจวิ้นพยักหน้า “เป็นเพราะผลประโยชน์ทั้งนั้น การทำธุรกิจก็เหมือนกัน ถ้าแสวงหาผลกำไรอย่างเดียวและลืมสิ่งอื่นไป ธุรกิจก็จะจบสิ้น”
“อาถัง หลักๆ…ผมคิดว่าคุณเชื่อใจเขามากเกินไป ถ้าไม่เป็นแบบนี้ คุณคงไม่มีทางไม่รู้ว่าช่วงนี้เขาทำเรื่องอะไรไป”
ถังจวิ้นถอนหายใจเมื่อได้ยิน “ใช่แล้ว หลานชายของฉัน…ฉันจะไปคิดได้ยังไง…”
“พ่อคะ จื่อเซวียน หยุดพูดแล้วกินอาหารก่อน โจ๊กจะเย็นแล้ว เมื่อกี้หนูชิมแล้วหอมมากเลย”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนและถังจวิ้นต่างก็ชิมโจ๊ก
ถังจวิ้นพยักหน้าซ้ำๆ หมายความว่าโจ๊กไม่ได้แย่ไปกว่าที่ทำในร้านอาหาร
แต่ซ่งจื่อเซวียนส่ายหัวช้าๆ
“รสชาติก็อร่อยดีนะ แต่…น่าเสียดาย”
“หา?” ถังหย่าฉีเอ่ย
“คนที่ทำโจ๊กฉลาดแกมโกง แต่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องทำ
การใส่ผงฟูลงในโจ๊กอาจทำให้โจ๊กเหนียวข้นขึ้นได้จริง แต่จะทำลายคุณค่าทางโภชนาการแถมรสชาติจะแย่ลงด้วย
กุ้งปอกเปลือกด้วยมือในโจ๊กอาจจะดูดี แต่ควรใส่กุ้งทั้งเปลือกลงไปด้วย โจ๊กจะได้สดอร่อยทั้งชาม
ใส่ต้นหอมสับเร็วไป รสชาติของต้นหอมที่เหี่ยวจะกลบความสดของอาหารทะเล ถ้าใส่ลงไปในหม้อเป็นขั้นตอนสุดท้ายจะช่วยเพิ่มรสชาติให้ปากสดชื่น”
ถังจวิ้นได้ยินก็ยิ้มและพยักหน้า
แฟนหนุ่มของลูกสาวฉันเป็นเชฟ เขาพูดเชี่ยวชาญขนาดนี้ ถึงแม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคิดว่าเขาสุดยอดมาก…
“ฮ่าๆ จื่อเซวียน ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก นี่เป็นแค่แผงลอยริมถนนจะประณีตขนาดนั้นได้ยังไง ทำถึงขนาดนี้ได้ก็ดีมากแล้วล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหัวและยิ้ม “แต่ละขั้นตอนแย่เล็กน้อยเท่านั้นครับ แค่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยก็สามารถยกระดับขึ้นสองถึงสามระดับได้ ไม่ลำบากเลย”
ถังหย่าฉีอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกคำพูดจากโต๊ะข้างๆ ดึงดูดความสนใจไปก่อน
หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ ถังจวิ้น ถังหย่าฉีและฟางรุ่ยต่างก็ตกตะลึง
นี่…แทบจะเลียนแบบกันมาเลย!
ซ่งจื่อเซวียนจึงหันไปสนใจและเห็นว่าคนที่พูดนั้นเป็นผู้ชายในวัยห้าสิบปี
เสื้อผ้าที่ผู้ชายคนนั้นสวมใส่ไม่ได้มีราคาแพง แต่สะอาดสะอ้าน
เสื้อคอจีนสีกากีอ่อนไม่มีรอยเปรอะเปื้อน และถูกรีดจนเรียบอย่างเห็นได้ชัด
ทรงผมสั้นเรียบร้อย มีผมหงอกเล็กน้อยตรงขมับ ผิวของเขาค่อนข้างขาว และมีใบหน้าสุภาพเรียบร้อย
มือที่กำลังถือช้อนสวมแหวนทองเล็กๆ
ถึงแม้จะดูไม่หรูหราเท่าแหวนทองวงใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้สึกสง่าที่แตกต่างออกไป
มองดูการแต่งตัวชุดนี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีราคาแพง แต่ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกลึกๆ ว่า…คนคนนี้ไม่ธรรมดา
“เหอะๆ อาจารย์ โจ๊กแผงลอยริมถนนนี้จะเทียบกับที่อาจารย์ทำได้ยังไง” ชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้ามเขาเอ่ยขึ้น
ชายคนนั้นยิ้มเล็กน้อย “เหอะๆ แต่ละขั้นตอนแค่ต้องการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเพื่อยกระดับ ไม่ลำบากเลย”
ถังหย่าฉีมึนงงแล้วจริงๆ ประโยคนี้…เหมือนกันอีกแล้ว
“คุณผู้ชายคะ ขอถามหน่อย…”
เมื่อถังหย่าฉีเอ่ยปาก ชายคนนั้นก็หันมาด้วยสีหน้าใจดี “หืม? ยัยหนู มีอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ ฉันแค่อยากถามว่าที่คุณพูดมาเมื่อกี้หมายถึง…โจ๊กทะเลหรือเปล่าคะ”
ชายคนนั้นพยักหน้า “เหอะๆ เธอรู้ได้ยังไงกัน”
ขณะที่เขาพูด ชายคนนั้นมองไปที่โต๊ะข้างๆ และเห็นโจ๊กทะเลหลายชาม เขาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ที่แท้พวกเธอก็สั่งโจ๊กทะเลมาด้วย”
“ใช่ค่ะ ประเด็นคือ…สิ่งที่คุณพูดมาเมื่อกี้เหมือนกับที่แฟนของฉันพูดเปี๊ยบเลย!”
“โอ๊ะ”
ชายคนนั้นจึงรีบหันไปมองที่ซ่งจื่อเซวียนทันที
ทั้งสองคนมองหน้ากันสองสามวินาที ชายคนนั้นก็พยักหน้าและยิ้ม “ดูเหมือนว่าวีรบุรุษจะมีความคิดเหมือนกัน น้องชายเป็นเชฟเหรอ”
……………………………………………….
[1] หมาป่าตาขาว เป็นสำนวนหมายถึง คนเนรคุณ คนอกตัญญู
………………..