เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 491 อย่าท้าทายคุณซ่ง
ตอนที่ 491 อย่าท้าทายคุณซ่ง
………………..
“หืม? คุณโอวหยาง เอ่อ…”
โอวหยางเฟิ่งเหยาเพียงแค่ยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก
พวกเฉิงหวาลี่รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เมื่อครู่ตะบี้ตะบันแนะนำเสียเหลือเกิน ถึงขนาดได้ยินว่าวิทยาลัยไม่ยอมรับก็ยังโกรธ แต่ตอนนี้…ไม่แนะนำแล้วเหรอ
ภายในการแข่งขัน การเคลื่อนไหวของซ่งจื่อเซวียนเรียกได้ว่าคล่องแคล่วดุจสายน้ำ
ทุกขั้นตอนมีความคล่องตัวและลึกลับอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะตอนที่ทำโต้วหลงเหมินต้องทำหม้อให้ร้อนก่อน วินาทีที่ใส่น้ำแข็งลงไปในหม้อ ทุกคนแทบจะงงเป็นไก่ตาแตก
แม้แต่โอวหยางเฟิ่งเหยาที่นั่งดูอยู่กับผู้นำของคณะอาจารย์สองสามคนก็ยังดูไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิง
หลังจากอุ่นหม้อเหล็กให้ร้อนแล้วก็ใส่น้ำแข็งลงไปหนึ่งก้อนเหรอ และปลาก็ยังอยู่ในนั้นด้วย?
“คุณโอวหยาง ซ่งจื่อเซวียนเขา…”
โอวหยางเฟิ่งเหยาก็มีสีหน้าฉงนสนเท่ห์เหมือนกัน พลางส่ายหน้าอย่างช้าๆ
ระหว่างพวกเขานั้น ยังเว้นที่นั่งว่างที่หนึ่งไว้อยู่ตลอด
เห็นได้ชัดว่าเก็บไว้ให้หลิงเจิ้น
แต่เมื่อเริ่มการแข่งขันได้สองสามนาที หลิงเจิ้นก็ยังไม่เข้ามา
เฉิงหวาลี่หันไปมองวังเหว่ย แล้วพูดเสียงเบา “ทำไมท่านผู้เฒ่าหลิงยังไม่มา”
“เอ่อ…ตามหลักแล้วไม่น่านะครับ เมื่อกี้คุยโทรศัพท์กับท่านผู้เฒ่าหลิง เขาบอกว่าลงมาจากตึกแล้ว แต่ตอนนี้…”
เฉิงหวาลี่อดเป็นห่วงไม่ได้
อย่างไรหลิงเจิ้นก็อายุมากแล้ว เขากลัวว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ในวิทยาลัย
ยังไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกัน แต่หากดูในเรื่องของทางการแล้ว วิทยาลัยอาหารของเขารับผิดชอบหน้าที่นี้ไม่ไหว
“นายรีบไปดู แล้วเรียกคนอีกสองสามคนไปด้วย ถ้าท่านผู้เฒ่าหลิงเป็นอะไร พวกเราต้องแย่แน่!”
จากนั้น วังเหว่ยจึงลุกขึ้นไปตามหาหลิงเจิ้น
หลงรื่อเยวี่ยก็มีความคืบหน้าเร็วมากเหมือนกัน
อาหารจีนภาคตะวันตกเฉียงเหนือเน้นอาหารประเภทแป้งเป็นหลัก ถึงแม้หลงรื่อเยวี่ยจะเรียนอาหารตระกูลใหญ่สองสามชนิดในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาก็ตาม แต่สิ่งที่เขาถนัดมากที่สุด ก็คือคืออาหารจีนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ
ซึ่งมากพอที่จะแสดงให้เห็นว่าหลงรื่อเยวี่ยให้ความสำคัญกับการแข่งขันกับซ่งจื่อเซวียนเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าเขาเองก็หวังจะจัดการซ่งจื่อเซวียนได้จากการต่อสู้ในครั้งนี้ ต่อไปจะได้ไม่ต้องกังวลอะไรอีก
หลงรื่อเยวี่ยเทแป้งสาลีลงไปในชาม จากนั้นเทน้ำลงไปตรงกลางแป้งสาลี ใส่ไข่ไก่และเครื่องปรุงสองสามชนิดลงไปในเวลาเดียวกัน
เขานวดแป้งด้วยสองมืออย่างรวดเร็ว ความเร็วของเขาเหมือนเห็นเพียงแค่เงาเท่านั้น ยากที่จะแยกแยะออก
ในไม่ช้า การผสมผสานของแป้งกับน้ำ ก็กลายเป็นรูปของหยินหยาง
เมื่อเห็นดังนั้น โอวหยางเฟิ่งเหยาจึงหยักหน้าช้าๆ “หลงรื่อเยวี่ย…ลูกศิษย์ของเซียนมีดตะวันตกเฉียงเหนือเรอะ”
“ใช่ครับ คุณโอวหยางรอบรู้จริงๆ ครับ” หลินอู๋ซิ่วกล่าว
“อืม มีความสามารถมากจริงๆ วิธีการนวดแป้งนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเคยเห็นตอนที่แข่งกับเซียนมีดตะวันตกเฉียงเหนือ”
“นอกจากการเข้าเรียนช่วงแรก เกรงว่ายังไม่เคยมีใครเห็นรื่อเยวี่ยทำอาหารมาก่อนครับ ก่อนหน้านี้มากสุดจะเห็นตอนที่สาธิตเป็นตัวอย่างเวลาสอนครับ”
“เหอะๆ ยอดฝีมือมักจะถ่อมตัวเป็นธรรมดา พวกนายเคยเห็นซ่งจื่อเซวียนทำข้าวผัดจักรพรรดิไหม”
เฉิงหวาลี่และหลินอู๋ซิ่วล้วนพยักหน้า
อันที่จริงพวกเขาก็แอบดีใจอยู่เหมือนกัน เด็กหนุ่มที่มีศักยภาพแฝงสูงทั้งสองคนได้อยู่ในวิทยาลัยของพวกเขา นับว่าเป็นเกียรติของพวกเขาเช่นกัน
ในไม่ช้า แป้งของหลงรื่อเยวี่ยก็นวดเสร็จแล้ว เขาทาน้ำมันหนึ่งชั้นบนแป้งนวด เห็นถึงความนุ่มและเด้งอย่างชัดเจน
จากนั้นเห็นเพียงเขาจับแป้งนวดด้วยสองมือ แล้วยืดออกอย่างรวดเร็ว ต่อจากนั้นจึงเห็นแป้งนวดเด้งขึ้นลงสามสี่ครั้งบนแผ่นนวดแป้งที่อยู่ตรงหน้า
วิธีการนวดแป้งดูเหมือนจะเห็นได้บ่อย ตามร้านขายบะหมี่ก็เป็นเช่นนี้ แต่ในสายตาของโอวหยางเฟิ่งเหยา เขากลับแอบชื่นชมไม่หยุด
ถึงแม้จะเป็นการยืดแป้งเหมือนกัน แต่ระดับความแรงและวิธีการกลับแตกต่างกันอย่างยิ่ง
ตอนที่หลงรื่อเยวี่ยยืดแป้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เพิ่งยืด หรือว่าเริ่มกลายเป็นเส้นเล็กในภายหลัง ความเด้งของเส้นบะหมี่ก็ถูกยกระดับขึ้นอีกครั้ง
เส้นบะหมี่สีเหลืองอ่อนยังไม่ได้ลงน้ำ ก็มีความน่าดึงดูดมากพอแล้ว
ในขณะเดียวกัน เนื้อวัวตุ๋นในหม้อเล็กก็เริ่มสุกแล้ว
เนื่องจากเป็นหม้ออัดแรงดัน เนื้อวัวจึงสุกค่อนข้างเร็ว ระดับความเปื่อยกำลังดี
เขามองซ่งจื่อเซวียนหนึ่งที แล้วอดไม่ได้ที่จะแค่นหัวเราะ “เอาชนะด้วยส่วนผสมงั้นเหรอ ใช้อาหารทะเลมากมายขนาดนั้น นายคิดว่าจะทำอาหารอร่อยออกมาได้เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ เขาเริ่มขั้นตอนการทำโต้วหลงเหมินและตุ๋นน้ำแกง
ท่ามกลางกลุ่มผู้คน วังเหว่ยมองหาไปรอบๆ จนเหงื่อท่วมตัว
เมื่อครู่เขาไปที่อาคารอำนวยการแล้ว แต่ไม่เจอหลิงเจิ้นเลย แล้วจึงโทรหาสองสามรอบ แต่ก็ไม่มีคนรับสาย
ทำให้เขาร้อนใจมาก คนแก่อายุมากอย่างหลิงเจิ้นราวกับหายวับไปกลางอากาศ
ขณะที่เขากำลังร้อนใจอยู่นั้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “ผอ.วังดูสิครับ ท่านผู้เฒ่าหลิง!”
วังเหว่ยมองตามนิ้วที่ชี้ไป เขารีบวิ่งเข้าไปทันที เป็นหลิงเจิ้นจริงๆ
“ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณมาที่นี่ได้ยังไงครับ”
หลิงเจิ้นหันไปมองวังเหว่ย “อ้อ ตรงนี้วิวสวยดี ฉันมาดูเขาทำอาหารกันน่ะ”
“ตรงนี้มีแต่คนเต็มไปหมด พวกเราไปที่อื่นเถอะครับ”
“นักเรียนเยอะเกินไป ฉันเองก็เบียดไม่ไหว เลยยืนดูอยู่ตรงนี้ นายดูสิ มองเห็นสองคนนั้นทำอาหารได้พอดีเลยนะ”
วังเหว่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและร้องไห้ ชายชราคนนี้ใช้ได้จริงๆ ถึงขนาดยืนดูอยู่ท่ามกลางผู้คน…
“ท่านผู้เฒ่าหลิง พวกเราไปทางโน้นดีกว่า มองเห็นชัดกว่าครับ และยังมีที่นั่งด้วย”
ถึงแม้จะเป็นยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้เหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับตำแหน่งแล้ว โอวหยางเฟิ่งเหยายังต่างอยู่เล็กน้อย หลักๆ แล้วเป็นสาเหตุจากคุณสมบัติและประสบการณ์
ทั้งสองคนอายุห่างกันยี่สิบกว่าปี ไม่ว่าจะพูดอย่างไร หลิงเจิ้นก็เป็นผู้อาวุโส
ถึงแม้ในใจโอวหยางเฟิ่งเหยาจะไม่ยินยอม แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง
“ท่านผู้เฒ่าหลิง พวกเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ”
เวลานี้ เฉิงหวาลี่กับวังเหว่ยได้ประคองหลิงเจิ้นเดินเข้ามา
หลิงเจิ้นยิ้มเล็กน้อยพลางพยักหน้า “โอวหยาง จริงๆ เลย พวกเรามานั่งด้วยกัน นั่งคุยกันเถอะ”
เมื่อพวกเขาเห็นดังนั้นจึงแอบยิ้มอยู่ในใจ ไม่มีใครไม่รู้จักยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้ แต่เมื่อดูจากตอนนี้…กลับดูไม่เหมือนจริงๆ
“ท่านผู้เฒ่าหลิง ได้ยินว่าช่วงนี้สุขภาพไม่ค่อยดี ตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ”
“ดีขึ้นเยอะแล้ว เป็นเพราะจื่อเซวียนแท้ๆ” ขณะพูด หลิงเจิ้นก็ชี้ไปที่ซ่งจื่อเซวียนทันที
โอวหยางเฟิ่งเหยาอึ้งไป ดูท่า…ท่านผู้เฒ่าหลิงจะรู้จักซ่งจื่อเซวียนอยู่แล้ว
พวกเขาเป็นอะไรกัน หรือว่าจะเป็น…ลูกศิษย์ของท่านผู้เฒ่าหลิง
หากเป็นแบบนี้จริง ฝ่ายของยอดเชฟแห่งภาคเหนือก็ยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านตระกูลหลิงก่อนหน้านี้โอวหยางเฟิ่งเหยาพอได้ข่าวอยู่บ้าง ซึ่งรวมถึงเรื่องของจงเทียนอวี่ด้วย
หลิงเจิ้นตัดขาดกับลูกศิษย์ไปแล้ว เรียกได้ว่าเสียกำลังไปมากโข
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว หากซ่งจื่อเซวียนเป็นคนของสำนักตระกูลหลิง เช่นนั้นถึงแม้จะเป็นโอวหยางเฟิ่งเหยาก็ไม่กล้าเทียบด้วยเหมือนกัน
ถึงแม้ลูกศิษย์แต่ละคนของเขาจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับซ่งจื่อเซวียนแล้ว แตกต่างกันมาก โอวหยางเฟิ่งเหยารู้ดีอยู่แก่ใจ
นึกถึงตรงนี้ โอวหยางเฟิ่งเหยาก็แอบรู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที
“ท่านผู้เฒ่าหลิง…รู้จักซ่งจื่อเซวียนด้วยเหรอครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว รู้จักกันดี ฮ่าๆๆๆ พรสวรรค์ของเด็กหนุ่มคนนี้ แม้แต่ฉันก็ไม่สามารถคาดเดาได้”
โอวหยางเฟิ่งเหยาพยักหน้าช้าๆ การประเมินเช่นนี้เหมือนที่ตนประเมินไว้ทุกประการ
เหตุผลแสนง่ายดาย เพราะความเป็นหนุ่ม!
เมื่อวานข้าวต้มทะเลชามนั้นดูเหมือนจะไม่สะดุดตา แต่กลับหลอมรวมประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหลายปี และความคล่องแคล่วชำนิชำนาญของโอวหยางเฟิ่งเหยา
หากเปลี่ยนเป็นหลิงเจิ้น ก็จะทำข้าวต้มรสคลาสสิกออกมาได้เหมือนกัน
แต่ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของพวกเขา ทว่าซ่งจื่อเซวียนเพิ่งจะอายุประมาณยี่สิบปี กลับมีความคิดเหมือนเขาแทบทุกประการ จุดนี้น่ากลัวอย่างแท้จริง
อีกสองสามปี หากมีฝีมือการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนอยู่ ยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้ยังจะเทียบเคียงกับเขาได้หรือไม่
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ลูกศิษย์สองคนของโอวหยางเฟิ่งเหยาก็เดินเข้ามา ซึ่งก็คือซุนจิ้งจัวกับหยางจวิ้นเย่
“อาจารย์ หาท่านผู้เฒ่าเจอแล้วใช่ไหมครับ”
ซุนจิ้งจัวเข้าไปถามใกล้ๆ
เมื่อเห็นซุนจิ้งจัว โอวหยางเฟิ่งเหยาจึงยิ้มเล็กน้อย นี่คือลูกศิษย์ที่น่าภูมิใจของตน
“จิ้งจัว จวิ้นเย่ พวกนายมาแล้วเหรอ มาทักทายท่านผู้เฒ่าหลิงก่อน!”
ทั้งสองคนมองไปทางท่านผู้เฒ่าหลิง ซุนจิ้งจัวรีบกำหมัดแสดงความเคารพทันที “ลูกศิษย์ซุนจิ้งจัวคารวะท่านผู้เฒ่าหลิงครับ”
หยางจวิ้นเย่ที่อยู่ข้างๆ งุนงงอยู่พอสมควร เพราะเขาโต้เถียงกับหลิงเจิ้นมาก่อนหน้านี้
ตอนนี้อาจารย์สั่งให้พวกเขาทักทาย เขาจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนจริงๆ
หลิงเจิ้นหลือบตามองเขาหนึ่งที “หึ!”
“หืม? ท่านผู้เฒ่าหลิง เหอะๆ ลูกศิษย์ยังเด็กนัก หรือว่า…เขาได้ทำให้คุณไม่สบายใจตรงไหนหรือเปล่าครับ”
โอวหยางเฟิ่งเหยารีบถามทันที อย่างไรนี่คือปัญหาเรื่องมารยาท
ในวงการนี้ อย่างอื่นสามารถพูดได้ว่าเรื่องเล็ก แต่มีเพียงเรื่องมารยาทอย่างเดียวที่เป็นเรื่องใหญ่
“ไม่มีหรอก เฟิ่งเหยานายสอนลูกศิษย์ดีมาก จะมาหาเรื่องฉันได้ยังไง”
เห็นได้ชัดว่ามีความหมายซ่อนอยู่ในคำพูด โอวหยางเฟิ่งเหยาฟังออกทันที
ซุนจิ้งจัวเห็นดังนั้น จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นออกมา หยางจวิ้นเย่หน้าแดงก่ำ
อันที่จริงเขาก็บุ่มบ่ามไป หากเกิดขึ้นอีกครั้ง เขาจะกล้าหาเรื่องยอดเชฟแห่งภาคเหนือได้อย่างไร
“โอหัง อาจารย์สอนนายแบบนี้เหรอ ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ยังไม่รีบขอโทษท่านผู้เฒ่าหลิงอีก”
“ไม่ต้อง เฟิ่งเหยา ฉันไม่ชอบวิธีนี้ ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอก”
โอวหยางเฟิ่งเหยาตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าหลิงเจิ้นโกรธจริง เขาจึงได้แต่ถอนหายใจหนึ่งที
“หึ สู้คนอื่นไม่ได้แล้วยังไม่ให้คนอื่นวิจารณ์อีก หยางจวิ้นเย่ นายคิดว่าฝีมือการทำอาหารของตัวเองไม่มีใครในโลกเทียบได้ใช่ไหม”
“เอ่อ…อาจารย์ ผม…”
“เรื่องในครั้งนี้จะไม่ปล่อยไว้แค่นี้” โอวหยางเฟิ่งเหยามองไปทางหลิงเจิ้น “ท่านผู้เฒ่าหลิง เฟิ่งเหยารู้ว่าคุณไม่ยอมรับการขอโทษ แต่โอวหยางจะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้เองครับ”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
“จิ้งจัว เรื่องนี้ก็มีส่วนรับผิดชอบเหมือนกันนะ เป็นศิษย์พี่ประสาอะไร”
“ครับ อาจารย์ จิ้งจัวผิดไปแล้วครับ”
โอวหยางเฟิ่งเหยามองซ่งจื่อเซวียนอีกครั้ง “ฝีมือการทำอาหารของคนในการดูแลของท่านผู้เฒ่าหลิงใช่ว่าพวกนายจะแตะต้องได้”
ซุนจิ้งจัวตกตะลึง คนของท่านผู้เฒ่าหลิง? หรือว่าซ่งจื่อเซวียนจะเป็นลูกศิษย์ของยอดเชฟแห่งภาคเหนือ
“เอ่อ…อาจารย์ ผมขอพูดตามตรง หลังจากซ่งจื่อเซวียนกับหลงรื่อเยวี่ยแข่งขันกันจบ ผมจะขอไปท้ากับซ่งจื่อเซวียนด้วยตัวเองครับ”
ยิ่งเป็นแบบนี้ ซุนจิ้งจัวยิ่งมั่นใจว่าตัวเองอยากจะแข่งขันกับซ่งจื่อเซวียนสักครั้ง
อย่างแรก เขาอยากทำให้หยางจวิ้นเย่เดินเชิดหน้าชูตาอยู่ในวิทยาลัยได้ อย่างที่สองเขาก็อยากอาศัยการแข่งขันในครั้งนี้เพื่อทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงในปักกิ่งเช่นกัน
ตอนนี้เมื่อรู้ว่าซ่งจื่อเซวียนเป็นลูกศิษย์ของยอดเชฟแห่งภาคเหนือ เช่นนั้นก็ยิ่งดี เพราะดูเหมือนจะเป็นโอกาสที่ประจวบเหมาะพอดี
เอาชนะเขา มีชื่อเสียงจากการต่อสู้เพียงครั้งเดียว!
“อะไรนะ ไม่ได้ พวกนายจำไว้ ใครก็อย่าท้าทายคุณซ่ง!”
โอวหยางเฟิ่งเหยาลุกขึ้นพูดทันที เวลานี้เขาไม่สนใจอะไรแล้ว สั่งสอนลูกศิษย์ต่อหน้าทุกคนไปเลย!
………………………………………….
………………..