เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 492 โหวตโต้วหลงเหมินหนึ่งคะแนน
ตอนที่ 492 โหวตโต้วหลงเหมินหนึ่งคะแนน
………………..
สำหรับอาจารย์แล้ว ซุนจิ้งจัวกับหยางจวิ้นเย่รู้จักเขาเป็นอย่างดี
ปกติมีใบหน้าที่อ่อนโยน แต่ถ้าเขาออกคำสั่งจริงๆ นั่นคือจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
หลายปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินความน่าเกรงขามของอาจารย์เลย
“พูดมา พวกนายจำได้หรือยัง!”
ซุนจิ้งจัวกับหยางจวิ้นเย่สองคนสบตากัน แล้วจึงพยักหน้าในท้ายที่สุด
“อาจารย์ พวกเราจะจำไว้ครับ”
แต่ซุนจิ้งจัวกลับแอบพูดในใจ ‘หึ ก็แค่ซ่งจื่อเซวียนคนเดียวเท่านั้น หรือว่าเขากลายเป็นเทพเจ้าที่ได้รับความเคารพนับถือจากวิทยาลัยอาหารไปแล้ว
แม้แต่อาจารย์ก็ยังให้ความสำคัญ แต่…ฉันซุนจิ้งจัวไม่กลัวหรอก
คนที่แข่งขันชนะเพราะพึ่งการสนับสนุนจากกรรมการ จะเก่งได้สักกี่น้ำ’
ในลานประลอง โต้วหลงเหมินของซ่งจื่อเซวียนใกล้จะทำเสร็จแล้ว
แต่ฝั่งของหลงรื่อเยวี่ยก็อยู่ในช่วงสุดท้ายแล้วเหมือนกัน ตุ๋นเนื้อจนเปื่อยกับน้ำซุปที่เข้มข้น
หลังจากปรุงน้ำซุปเสร็จแล้ว ก็เหลือขั้นตอนสุดท้าย นั่นก็คือต้มบะหมี่
ดูเหมือนจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่แสนจะง่ายดาย แต่จำเป็นต้องใช้เทคนิคอันประณีตเช่นกัน
เมื่อต้มน้ำจนเดือดแล้ว หลงรื่อเยวี่ยก็ใส่เครื่องปรุงสองสามอย่างลงไปในน้ำต้มเดือด
นักเรียนบางส่วนมองแล้วต่างอุทานชื่นชมไม่หยุด
“โอ้พระเจ้า ไม่เสียแรงที่เป็นอาจารย์หลง แค่บะหมี่เนื้อง่ายๆ ชามเดียวกลับทำได้ซับซ้อนขนาดนี้”
“ใช่แล้ว ตั้งแต่ทำบะหมี่ไปจนถึงน้ำซุปทำอย่างละเมียดละไมทั้งหมด ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
“มีไข่ในเส้นบะหมี่ ใส่เครื่องปรุงรสหลายชนิด คิดไม่ถึงว่าแม้แต่น้ำที่ต้มบะหมี่ก็ยังใส่เครื่องปรุงไปด้วย”
“เหอะๆ สิ่งเหล่านี้พวกเราเดาไม่ออกเลย อาจารย์หลงเรียกได้ว่าเป็นบุคคลระดับปรมาจารย์ของประเทศจีน”
“แน่นอนอยู่แล้ว นอกจากยอดเชฟสองสามคนและผู้อำนวยการวิทยาลัยแล้ว คนรุ่นหนุ่มอย่างอาจารย์หลงจะต้องรับผิดชอบหน้าที่สูงสุดอย่างแน่นอน”
บะหมี่เมื่อลงน้ำ ก็ราวกับมังกรยักษ์ลงทะเล ขณะที่ใส่ลงไปน้ำ หลงรื่อเยวี่ยก็เคลื่อนไหวเร็วมาก
แต่กลับไม่ได้โยนบะหมี่ลงไปในหม้อทันที ทว่าใส่ลงไปจากท่อนปลายก่อน
หลงรื่อเยวี่ยใส่บะหมี่ลงไป ขณะเดียวกันก็ใช้ตะเกียบยาวสาวขึ้นมาด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ช่วงที่บะหมี่ลงไปแล้วตักออกมาจากน้ำ ก็เหมือนกับมังกรยักษ์ติดด้วยเกล็ดมังกร เส้นแน่นและมันวาวอิ่มน้ำเปล่งประกาย
ทุกคนเห็นดังนั้นต่างอุทานด้วยความตกใจ ไม่เสียแรงที่เป็นหัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันตก
ยังไม่ต้องพูดถึงรสชาติของบะหมี่ชามนี้ก่อน ลำพังแค่ขั้นตอนการปรุงอาหาร ก็มากพอที่จะทำให้ทุกคนเห็นเป็นบุญตาแล้ว
เฉิงหวาลี่ที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าช้าๆ “ฝีมือของรื่อเยวี่ย ไม่ด้อยไปกว่าเซียนมีดตะวันตกเฉียงเหนือเลย”
“เหอะๆ ผอ.เฉิง นี่คือความโชคดีของวิทยาลัยอาหารเลยนะครับ” หลินอู๋ซิ่วกล่าว
หลิงเจิ้นพลันแค่นหัวเราะ “หึๆ การทำอาหารไม่ใช่การต่อยด้วยหมัดเตะด้วยขา แต่ยังต้องดูแก่นแท้ในการชิมตอนสุดท้าย”
โอวหยางเฟิ่งเหยาพยักหน้า “ท่านผู้เฒ่าหลิงพูดถูกครับ การประเมินขั้นสุดท้ายต้องดูสีกลิ่นและรสชาติด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นอันไหนก็ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการปรุงอาหารเลย”
เมื่อได้ยินยอดเชฟสองคนพูดเช่นนี้ เฉิงหวาลี่และคนอื่นๆ จึงหุบปากไม่พูดอะไรอีก
“ทำเสร็จแล้วครับ!”
“ทำเสร็จแล้วครับ!”
ทั้งสองคนแทบจะตะโกนพร้อมกัน
หลงรื่อเยวี่ยพูด พร้อมกับมีบะหมี่เนื้อร้อนกรุ่นๆ หนึ่งชาม
น้ำซุปสีเข้มข้น ชวนให้อยากอาหาร เนื้อตุ๋นในซอสน้ำแดงที่วางอยู่บนเส้นบะหมี่ยิ่งดึงดูดคนมากกว่า
อีกทั้งการประดับด้วยต้นหอมและผักชี ทำให้สีสันสวยงามไร้ที่ติ
ส่วนด้านของซ่งจื่อเซวียน น้ำซุปสีเหลืองอ่อน น้ำมันลอยด้านบนเงาวับ ก็ชนะเรื่องสีสันเช่นกัน
หลงรื่อเยวี่ยมองซ่งจื่อเซวียนหนึ่งครั้ง “ซ่งจื่อเซวียน คงต้องเชิญผอ.และยอดเชฟทั้งสองในงานช่วยตัดสินแล้วล่ะ!”
หลิงเจิ้นพูดเช่นนี้ อีกสองสามคนต่างฟังออก ยังไม่ทันได้ชิม เขาก็เลือกยืนข้างซ่งจื่อเซวียนแล้ว
พวกเขาสองสามคนเดินไปตรงหน้าคนทั้งสอง เฉิงหวาลี่เอ่ยว่า “รื่อเยวี่ย จื่อเซวียน วันนี้พวกเราผอ.ทั้งสามคนกับยอดเชฟอีกสองคนจะช่วยตัดสินให้พวกนาย ได้ไหม”
หลงรื่อเยวี่ยยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดทันที “ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ นับว่าเป็นเกียรติของผู้น้อย”
หลงรื่อเยวี่ยไม่กังวลว่าผลการตัดสินครั้งนี้จะเกิดปัญหาเหมือนครั้งที่แล้ว
หากจะพูดว่าการแข่งขันของหยางจวิ้นเย่กับซ่งจื่อเซวียนได้รับผลที่ไม่ยุติธรรม แต่เขาหลงรื่อเยวี่ยไม่มีทางเป็นเช่นนั้น
ไม่ว่าจะเป็นซ่งจื่อเซวียนหรือหยางจวิ้นเย่ เมื่อเทียบคุณสมบัติและประสบการณ์กับหลงรื่อเยวี่ยแล้วก็ยังห่างชั้นอีกมาก
ระยะเวลาที่เข้าวิทยาลัยนานกว่า ตำแหน่งที่นั่งอยู่ก็สูงกว่า นี่คือความจริง
ในสายตาของหลงรื่อเยวี่ย ทุกคนน่าจะมีความยุติธรรม หากจะพูดว่ามีคนเดียวที่ไม่ยุติธรรม นั่นก็คือหลิงเจิ้น
จากเรื่องราวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ หลงรื่อเยวี่ยมองออกว่าหลิงเจิ้นกับซ่งจื่อเซวียนมีความสนิทกันแบบส่วนตัว
แต่เฉิงหวาลี่ หลินอู๋ซิ่วจะไม่ทำแน่นอน หากจะพูดว่าลำเอียง อย่างมากที่สุดพวกเขาก็ต้องเข้าข้างตน
หลงรื่อเยวี่ยมั่นใจเรื่องนี้มาก
และโอวหยางเฟิ่งเหยายอดเชฟแห่งภาคใต้ หลงรื่อเยวี่ยก็มั่นใจมากเหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะเข้าข้างตน
ลูกศิษย์หยางจวิ้นเย่แพ้ให้ซ่งจื่อเซวียน เขาจะต้องเกลียดซ่งจื่อเซวียนแน่นอน
และเมื่อครู่หลงรื่อเยวี่ยเห็นพวกอาจารย์กับลูกศิษย์กำลังคุยกัน ถึงแม้จะไม่ได้ยินเนื้อหา แต่ก็พอเดาออก
จะต้องเป็นเรื่องที่หยางจวิ้นเย่พ่ายแพ้ซ่งจื่อเซวียนแน่นอน จากนั้นโอวหยางเฟิ่งเหยารู้สึกว่าตัวเองขายหน้า ดังนั้นจึงไม่พอใจ
แต่ในใจของเขา จะต้องเกลียดซ่งจื่อเซวียนแน่นอน
หลิงเจิ้นชิมอาหารเป็นคนแรก เขาชิมน้ำซุปของโต้วหลงเหมินหนึ่งคำ จากนั้นจึงคีบปลาฉือนึ่งใส่เข้าปาก
ความสดอร่อยของปลาฉือเดิมทียากจะลืมเลือนอยู่แล้ว และโต้วหลงเหมินก็กระตุ้นความอร่อยของปลาฉือจนถึงขีดสุด ทำให้ยอดเชฟอย่างเขายืนแทบไม่อยู่เมื่อได้ลิ้มลอง
หลิงเจิ้นหลับตาทั้งสองข้างเล็กน้อยด้วยใบหน้าที่เพลิดเพลิน
นับประสาอะไรกับฐานะของยอดเชฟ ไปทั่วประเทศจีนแล้วจะยังไม่เคยกินอาหารอร่อยอะไรบ้าง
หลิงเจิ้นวางตะเกียบลง แล้วเดินไปตรงหน้าหลงรื่อเยวี่ย
เวลานี้ บะหมี่เนื้อชามนี้ถูกแบ่งเป็นห้าถ้วยขนาดเล็กแล้ว
หลิงเจิ้นยกชามขึ้นมาชิมน้ำซุปหนึ่งคำ จากนั้นจึงพยักหน้าช้าๆ
แล้วจึงกินเนื้อกับบะหมี่อีกหนึ่งคำ สีหน้าของเขาแสดงความชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นจึงเดินถอยกลับไปนั่งที่
และมองออกว่า หลิงเจิ้นจะตัดสินโดยยึดกฎของการแข่งขันอาหาร
ซึ่งก็คือรอกรรมการทุกคนชิมเสร็จแล้วค่อยตัดสินพร้อมกัน
ต่อจากนั้นก็ถึงตาของโอวหยางเฟิ่งเหยา
โอวหยางเฟิ่งเหยาเลือกชิมบะหมี่เนื้อก่อน
เมื่อชิมบะหมี่ เนื้อและน้ำซุปแล้ว โอวหยางเฟิ่งเหยาจึงยิ้มเล็กน้อย “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ของเฝิงเหยาจงบะหมี่นี้…อร่อยมาก”
หลงรื่อเยวี่ยยิ้มอย่างรู้ใจ “ยอดเชฟชมเกินไปแล้วครับ”
เขาพลางพูดในใจ นี่คือเมนูปิดท้ายของสำนักมีดใบไม้
ซึ่งก็คือหลังจากเข้าสำนักแล้ว มีเพียงต้องทำบะหมี่ไข่เนื้อตุ๋นได้เท่านั้น จึงจะออกจากสำนักมีดใบไม้แล้วออกไปท่องโลกกว้างได้
แน่นอนว่า หลังจากออกมาแล้ว ก็ยังเป็นลูกศิษย์ของสำนักมีดใบไม้เหมือนเดิม
จากนั้น โอวหยางเฟิ่งเหยาจึงเดินไปตรงหน้าซ่งจื่อเซวียน
เห็นโอวหยางเฟิ่งเหยา ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
เมื่อครู่เห็นพวกเขาเดินเข้ามา ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกว่าคุ้นหน้า แต่มีระยะห่างพอสมควร ดังนั้นจึงไม่ค่อยแน่ใจนัก
แต่ตอนนี้เห็นชัดเจนแล้ว เขาก็คือพี่โอว!
เฉิงหวาลี่เอ่ยว่า “จื่อเซวียน ฉันยังไม่ได้แนะนำนาย คนคนนี้คือโอวหยางเฟิ่งเหยายอดเชฟแห่งภาคใต้!”
“โอะ…โอวหยาง?”
แต่พอชิมคำแรก โอวหยางเฟิ่งเหยาก็ยิ่งตะลึง
หากจะพูดว่าปฏิกิริยาของหลิงเจิ้นนั้นเกินจริง เช่นนั้นปฏิกิริยาของโอวหยางเฟิ่งเหยากลับเกินจริงยิ่งกว่า
เขาเงยหน้าเบิกตามองซ่งจื่อเซวียนด้วยความเหลือเชื่อ
แท้จริงแล้วตอนที่กลิ่นหอมของโต้วหลงเหมินชามนั้นลอยมาเตะจมูก เขาก็เริ่มสงสัย ทำเมนูอะไรอยู่ ทำไมถึงหอมขนาดนี้
ตอนที่อาหารเข้าปาก ความสงสัยนี้ก็คลายลงในพริบตากลายเป็นความประหลาดใจ
ทำอาหารมาหลายสิบปี โอวหยางเฟิ่งเหยายอมรับว่า เขาทำเมนูนี้ออกมาไม่ได้!
ปกติยอดเชฟจะเดินทางไปทั่วและได้ลองชิมอาหารเลิศรสจากถิ่นต่างๆ โดยทั่วไปเขาสามารถเข้าใจอาหารเลิศรสประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซนต์ด้วยการกัดเพียงคำเดียว
แต่ไม่เหมือนอาหารที่ซ่งจื่อเซวียนทำ เขาเดาไม่ออกเลยว่าทำออกมาได้อย่างไร
เขาไม่ได้รู้จักเครื่องปรุงรสทั้งหมดแต่ก็เกือบหมด ทว่าในวินาทีนี้เขากลับไม่รู้ว่าชนิดไหนถึงจะถูกต้อง
เขายืนอยู่ตรงหน้าซ่งจื่อเซวียนนานครึ่งนาทีกว่า โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ถ้วยที่อยู่ในมือกระทั่งสั่นอยู่บ้าง
เห็นสีหน้าเช่นนี้ หลงรื่อเยวี่ยถึงกับงง วันนี้เป็นอะไรกัน
เป็นการแสดงโชว์ใช่ไหม นี่คือยอดเชฟแห่งภาคใต้เชียวนะ กะอีแค่ซุปปลาชามเดียว
หยางจวิ้นเย่และซุนจิ้งจัวก็ตะลึงงันเหมือนกัน
พวกเขาไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้ของอาจารย์มาก่อน
“อาจารย์เป็นอะไร วันนี้…แปลกจริงๆ” หยางจวิ้นเย่เอ่ย
ซุนจิ้งจัวขมวดคิ้วเล็กน้อย “ใครจะไปรู้ ดูผิดปกติกันทั้งหมด!”
“คุณโอวหยางเหรอ”
เฉิงหวาลี่เรียกหนึ่งประโยค โอวหยางเฟิ่งเหยาเพิ่งได้สติกลับมา เขาพยักหน้า “อ้อๆ หวาลี่ นายชิมสิ…”
พูดจบแล้ว โอวหยางเฟิ่งเหยาจึงยกถ้วยชามนั้นออกไป กลับไปนั่งที่แล้วเริ่มกินใหม่
ซุนจิ้งจัวพยักหน้าช้าๆ ดูเหมือนจะมั่นใจในคำพูดนี้
จากนั้น เฉิงหวาลี่ หลินอู๋ซิ่วและวังเหว่ยจึงเริ่มชิมอาหาร
พวกเขาเป็นผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการของวิทยาลัย มีตำแหน่งสูงที่สุด แต่การชิมอาหารในวันนี้กลับอยู่ในลำดับรองลงมา
ใครสั่งให้วันนี้มียอดเชฟอยู่ถึงสองคนเล่า!
หลังจากชิมแล้ว ปฏิกิริยาของทั้งสามคนก็เหมือนกับยอดเชฟสองคนนั้น
แม้แต่วังเหว่ยคนนอกวงการการทำอาหาร ยังตกตะลึงกับรสชาติของโต้วหลงเหมิน
บะหมี่ไข่เนื้อตุ๋นเดิมทีเป็นอาหารชั้นยอดอยู่แล้ว แต่เมื่อจัดลำดับอยู่กับโต้วหลงเหมินแล้ว กลับด้อยกว่าทันที
หากไม่ใช่การแข่งขัน ได้ชิมบะหมี่ไข่เนื้อตุ๋น จะต้องรู้สึกว่านี่คือรสชาติที่สามวันก็ลืมไม่ลง
แต่เสียดาย…
เมื่อได้ชิมโต้วหลงเหมินแล้ว นั่นคือรสชาติที่ยากจะลืมไปตลอดชีวิต
“บะหมี่ไข่เนื้อตุ๋นของรื่อเยวี่ย เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดคุณภาพของบะหมี่ในประเทศจีน จนฉันคิดว่าเหมือนได้ชิมรสชาติของอาหารอาจารย์เฝิงมาทำเองด้วยซ้ำไป”
คำพูดของท่านผู้เฒ่าหลิงทำให้เงียบกริบไปทั้งงาน สุดยอดคุณภาพ…ได้รับการประเมินเช่นนี้ เรียกได้ว่าถึงจุดสูงสุดแล้ว
“แต่โต้วหลงเหมินของจื่อเซวียนในวันนี้ สามารถเรียกได้ว่าอาหารรสเลิศที่เป็นสมบัติของชาติได้อย่างแน่นอน และไม่ต้องสงสัย โต้วหลงเหมินชนะ!”
ชั่วขณะนั้น เสียงปรบมือดังสนั่น แน่นอนว่า เสียงปรบมือเหล่านี้แทบจะมาจากนักเรียนของวิทยาเขตตะวันออก
ส่วนนักเรียนของวิทยาเขตตะวันตก กลับตึงเครียดเป็นอย่างมาก
ในสายตาของพวกเขา หลงรื่อเยวี่ยอยู่ในระดับขั้นเทพแล้ว วันนี้หลายคนมาดูการแข่งขันถือว่าเป็นเรื่องรอง พวกเขารู้สึกว่าหลงรื่อเยวี่ยต้องชนะอย่างแน่นอน
แต่พวกเขาได้เห็นการปรุงอาหารของหัวหน้าอาจารย์หลงกับตาตัวเอง ถือว่าคุ้มค่ามากที่ได้เห็น
“โต้วหลงเหมิน…เหลือเชื่อจริงๆ ฉันเดาไม่ออกว่าทำเมนูนี้ออกมาได้ยังไง แต่ฉันสามารถพูดได้หนึ่งประโยค ฝีมือการทำอาหารของหัวหน้าอาจารย์ซ่ง คู่ควรกับคำว่ายอดเชฟของจีนแล้ว!”
ครืนนน!
การประเมินนี้เหมือนเสียงระเบิดก็ไม่ปาน เกิดเสียงเอะอะโวยวายท่ามกลางฝูงชนขึ้นมาทันที
“ยอดเชฟ ระดับสูงสุดเหรอ หรือว่าสามารถเทียบไหล่กับยอดเชฟสองคนนี้ได้”
“น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว หัวหน้าอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกเป็นใครกันแน่”
“แต่ว่าเขา…ดูแล้วอายุไม่ต่างจากพวกเรามากนะ การประเมินของยอดเชฟแห่งภาคใต้น่าเหลือเชื่อเกินไปหรือเปล่า”
แม้แต่ตัวของหลงรื่อเยวี่ยก็แทบจะรับไม่ไหว ยอดเชฟแห่งภาคใต้ดันประเมินเช่นนี้ด้วยเหรอ
“วันนี้ ฉันต้องขอโหวตให้โต้วหลงเหมินหนึ่งคะแนน!”
โอวหยางเฟิ่งเหยาพูดจบ ก็วางชามเปล่าไว้ข้างๆ
ไม่น่าเชื่อว่าเขากินหมดแล้ว!
……………………………………………………………………….
………………..