เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 493 งานใหม่ของหลี่เหยียน
ตอนที่ 493 งานใหม่ของหลี่เหยียน
………………..
ยอดเชฟสองคนต่างให้ซ่งจื่อเซวียนคนละหนึ่งคะแนน หลงรื่อเยวี่ยเริ่มนั่งไม่อยู่แล้ว
หากเขาอยากชนะในตอนนี้ ต้องได้สามคะแนนจากเฉิงหวาลี่ หลินอู๋ซิ่วและวังเหว่ย
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว….ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
ยังไม่ต้องพูดถึงผู้อำนวยการทั้งสามว่าจะยุติธรรมหรือไม่ เพราะประเด็นสำคัญคือยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้ให้คะแนนเรียบร้อยแล้ว พวกเฉิงหวาลี่ทั้งสามคนจะกล้าให้คะแนนฝ่ายตรงข้ามเหรอ
เช่นนั้นคือไม่ไว้หน้ายอดเชฟกันเกินไป!
“เดี๋ยวก่อนครับ!”
หลงรื่อเยวี่ยตะโกนพูดในทันใด
เขาไม่อยากแพ้อย่างไม่รู้เรื่อง เหมือนกับหยางจวิ้นเย่ในครั้งนั้น
ที่ทำแพะซานตงตุ๋น แต่พ่ายแพ้ให้กับซาลาเปาสองสามลูกของอีกฝ่าย…
ประเด็นสำคัญคือ เขาไม่เคยชิมซาลาเปาของอีกฝ่ายเลย ก็แพ้โดยไม่รู้สาเหตุ
ทุกคนตกตะลึง เฉิงหวาลี่เอ่ยว่า “รื่อเยวี่ย มีอะไร”
“ผอ.เฉิง ผม…ขอเสนอชิมอาหารของอีกฝ่ายได้ไหมครับ”
หลงรื่อเยวี่ยมองน้ำซุปปลาชามนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าทำไมยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้พร้อมกับผู้อำนวยการอีกสองสามคนถึงตอบสนองด้วยสีหน้าที่เกินจริงเช่นนี้
หากทุกอย่างเป็นความจริง เช่นนั้นฝีมือการทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนเกรงว่าน่าจะอยู่สูงกว่าเขามากกว่าหนึ่งระดับ
แต่หากไม่ใช่…ส่วนของการแสดงนี้คงดูเกินจริงเกินไป
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องชิมให้ได้
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่จึงมองไปที่ยอดเชฟทั้งสองคน
โอวหยางเฟิ่งเหยาก็มองไปที่หลิงเจิ้นอีกที เห็นได้ชัดว่าต้องการให้คนที่มีคุณสมบัติสูงที่สุดในงานเป็นผู้ตัดสินใจ
หลงรื่อเยวี่ยรีบเดินไปตรงหน้าซ่งจื่อเซวียนทันที
“เหอะๆ ฉันอยากลองชิมจริงๆ ว่าอาหารที่ผู้อาวุโสสองสามคนนี้ต่างชื่นชม มีรสชาติเป็นยังไงกันแน่”
ซ่งจื่อเซวียนยักไหล่ “มีประโยคหนึ่งพูดว่า…ถ้าตายก็ต้องตายอย่างเข้าใจ นี่คือสภาพจิตใจของนายในตอนนี้ใช่ไหม”
“จนกระทั่งตอนนี้ ฉันก็ไม่รู้สึกว่าอาหารของนายจะดีไปกว่าของฉัน!”
ขณะพูด หลงรื่อเยวี่ยยื่นมือยกถ้วยขึ้นมา ถึงแม้จะเป็นส่วนที่เหลือของเฉิงหวาลี่ แต่ตอนนี้เพื่อพิสูจน์รสชาติอาหารของซ่งจื่อเซวียน เขาไม่สนใจอะไรแล้ว
แต่มือยังแตะไม่ถึงชาม ซ่งจื่อเซวียนก็ใช้ฝ่ามือปิดชามนั้นไว้
เมื่อเห็นการกระทำเช่นนี้ หลายคนจึงเกิดความประหลาดใจ
“เป็นอะไร อาจารย์ซ่งไม่อยากให้อาจารย์หลงชิมใช่ไหม”
“หึ ฉันคิดอยู่แล้วต้องมีอะไรอยู่ในนี้แน่นอน ฝีมือการทำอาหารของเขาจะสูงกว่าอาจารย์หลงได้ยังไง ต้องเล่นตุกติกอะไรเป็นแน่!”
“เมื่อกี้ฉันก็ไม่เชื่อ แต่ดูจากตอนนี้แล้ว…น่าจะเป็นเรื่องจริง น่าผิดหวังมากจริงๆ ใช่ไหม”
“ทองมักจะเปล่งแสงเสมอ ถ้าเป็นของปลอมก็จะถูกเปิดโปง อาจารย์ซ่งคนนี้…เป็นคนที่ชอบใช้เส้นสายจริงๆ”
“สงสัยที่เขาชนะหยางจวิ้นเย่ครั้งที่แล้วต้องมีปัญหาเหมือนกัน ฉันก็คิดอยู่แค่ซาลาเปาสองสามลูกจะชนะได้ยังไง!”
เสียงวิจารณ์ในกลุ่มผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่สนใจ และยังคงเอามือปิดชามนั้นต่อไป
หลงรื่อเยวี่ยหัวเราะหึๆ “เป็นอะไร ซ่งจื่อเซวียน นายกลัวเหรอ”
“กลัวเหรอ นายไม่คู่ควรให้ฉันต้องกลัวด้วยซ้ำ!”
“แล้วนายจะทำอะไร กลัวว่าฉันชิมอาหารของนายแล้วจะแฉนายอย่างนั้นเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนกลับส่ายหน้า
“จะพนันด้วยอะไรล่ะ หลงรื่อเยวี่ย ก่อนที่เราจะตัดสินแพ้ชนะ ต้องพูดว่าเดิมพันด้วยอะไรก่อน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลงรื่อเยวี่ยตกตะลึงเล็กน้อย
การแข่งขันครั้งนี้…ต้องมีการเดิมพันด้วยเรอะ
หากหลงรื่อเยวี่ยชนะ วิทยาเขตตะวันตกจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก และได้รับการพัฒนาที่ไวขึ้น
แต่หากซ่งจื่อเซวียนชนะ เช่นนั้นสถานการณ์ของวิทยาเขตตะวันออกในอนาคตก็จะเปลี่ยนแปลงไป
หัวหน้าอาจารย์ที่แข็งแกร่งจะคิดหาวิธีเพื่อนำทรัพยากรที่ดีที่สุดมาให้วิทยาเขตของตัวเองอย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้น…วิยาลัยอาหารอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แต่เวลานี้ซ่งจื่อเซวียนกลับพูดถึงการเดิมพัน จึงอธิบายได้ว่าเขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้!
“เดิมพันเหรอ นายอยากจะเดิมพันอะไร”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย “หลงรื่อเยวี่ย ความจริงนายกับฉันไม่มีความแค้นต่อกัน แต่ฉันรู้สึกดูถูกนายก็แค่นั้นเลย”
“นาย…ซ่งจื่อเซวียน ได้ ฉันจะเดิมพันกับนายสักตา วันนี้ถ้านายแพ้ นายต้องออกไปจากวิทยาลัยนี้!”
“ฮ่าๆๆ เอ่อ…นายรับผิดชอบได้ใช่ไหม ฉันน่ะทิ้งตำแหน่งหัวหน้าอาจารย์ได้ แต่ว่าใครจะมานั่งตำแหน่งนี้ นายเป็นคนตัดสินใจเลยแล้วกัน!”
ได้ยินดังนั้น หลงรื่อเยวี่ยแอบดีใจ หากเป็นแบบนี้ เขาจะสามารถไล่ซ่งจื่อเซวียนออกไปได้ และสั่งให้หยางจวิ้นเย่ขึ้นตำแหน่งแทน
“โอเค คำไหนคำนั้น ถ้าฉันแพ้แล้วจะทำยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ง่ายมาก คุกเข่า ขอโทษหลี่เหยียนในฐานะตัวแทนสำนักมีดใบไม้ของพวกนาย!”
“หา?
หึ สั่งให้ฉันคุกเข่าให้เขา ล้อเล่นอะไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น นายรู้ไหมว่าสำนักมีดใบไม้เป็นยังไง ขอโทษนะ…ไม่มีทาง”
ซ่งจื่อเซวียนเชิดหน้าเล็กน้อย “ไม่กล้าเหรอ ถ้างั้นนายก็ไม่มีสิทธิ์ชิมอาหารของฉัน!”
“นาย…”
หลงรื่อเยวี่ยโกรธจัด จากนั้นมองไปยังเฉิงหวาลี่และคนอื่นๆ ทันที
ผู้อำนวยการอนุญาตให้ฉันชิมแล้ว แต่นายกลับไม่ยอมเรอะ
แต่เวลานี้ หลิงเจิ้นเอ่ยว่า “ตามหลักแล้ว การแข่งขันการทำอาหารมีแต่กรรมการเท่านั้นที่สามารถชิมอาหารได้ ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงมีสิทธิ์พูดข้อเสนอ”
“โอเค ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะแพ้ ฉันรับปาก!”
ซ่งจื่อเซวียนจึงสั่งให้ฟางรุ่ยเดินตรงเข้ามา แล้วเริ่มหยิบโทรศัพท์บันทึกภาพ
“หลงรื่อเยวี่ย วันนี้นายกับฉันแข่งขันกัน ถ้านายแพ้ นายจะเป็นตัวแทนคุกเข่าขอโทษหลี่เหยียนแทนสำนักมีดใบไม้ นายตกลงไหม”
“นาย…จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ไหม”
หลงรื่อเยวี่ยดูท่าแล้ว เหมือนเป็นการเหยียดหยามกันชัดๆ แพ้ชนะยังไม่ตัดสิน ตัวเองก็ตอบตกลงไปแล้ว แต่จำเป็นต้องบันทึกภาพด้วยเหรอ
และการโดนถ่ายแบบนี้รู้สึกเหมือนโดนซักถามในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยว่า “ถ้านายตอบตกลงก็จะชิมได้ แต่ถ้าไม่ตกลง…ก็ไปยืนทางโน้น!”
หลงรื่อเยวี่ยกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง อันที่จริงเขากำลังต่อสู้อยู่ในใจ
สุดท้าย เขาก็ตอบตกลง
วินาทีที่ยกถ้วยขึ้นมา กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูก ความจริงหลงรื่อเยวี่ยก็ตกตะลึงอยู่บ้าง
ต้องยอมรับว่า กลิ่นหอมนี้แม้แต่ยอดเชฟแห่งภาคใต้ยังรู้สึกว่าไม่สามารถวิเคราะห์ได้ นับประสาอะไรกับเขา
ต่อจากนั้น หลงรื่อเยวี่ยจึงชิมหนึ่งคำ
เนื้อปลาฉือเข้าปาก บวกกับวัตถุดิบที่เป็นตัวช่วยเสริมอีกสองสามชนิด แต่ละชนิดเรียกได้ว่ามีรสชาติเลิศล้ำที่สุด
หลงรื่อเยวี่ยเข้าใจในท้ายที่สุด ทำไมบะหมี่ไข่เนื้อตุ๋นที่อาจารย์เป็นคนถ่ายทอดด้วยตัวเองถึงด้อยกว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารของซ่งจื่อเซวียน
ปัญหา…ไม่ได้อยู่ที่การตัดสิน
เพราะรสชาติของเมนูจานนี้ เขาจำเป็นต้องยอมรับ
“ซ่งจื่อเซวียน นายชนะแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนฟังก็พลันยิ้ม ดูเหมือนจะเดาออกนานแล้ว
เขาขี้เกียจพูดจาเสแสร้งอะไรอีก จึงเอ่ยพูดว่า “ฉันชนะแล้ว ถ้างั้นนายควรทำอะไรต่อ”
หลงรื่อเยวี่ยยืนอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนถูกซ่งจื่อเซวียนเหยียบหน้าจมดิน
เขากำหมัดแน่นทั้งสองข้างถลึงตามองซ่งจื่อเซวียน “นายมันแน่มากจริงๆ!”
พูดจบ เขาก็หันตัวเดินออกไปจากกลุ่มผู้คน
ชั่วขณะนั้น ความเงียบปกคลุมไปทั่วลานกว้าง
มองดูเงาหลังที่ผิดหวังของหลงรื่อเยวี่ยแล้ว จึงไม่มีใครพูดอะไรอีก
แม้แต่เสียงโห่ร้องไชโยของนักเรียนวิทยาเขตตะวันออก ก็ยังเงียบไปในวินาทีนี้
ซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไรอีก กำชับฟางรุ่ยเก็บข้าวของทุกอย่างแล้วเดินออกไป
อันที่จริงนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ
สั่งให้หลงรื่อเยวี่ยคุกเข่า โดยพื้นฐานแล้วเป็นไปไม่ได้ แต่วิดีโอที่ตัวเองบันทึกนั้น หลี่เหยียนคงจะหายโกรธเมื่อได้เห็น
ความโกรธนี้…เขาอดกลั้นมานานหลายปีเกินไป
…
ตู้เหมิน
ตอนที่หลี่เหยียนได้เห็นวิดีโอนี้ น้ำตาอาบหน้าไปหมด
ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้เสียใจ แต่เป็นความรู้สึกสะเทือนอารมณ์สะท้อนใจที่ได้รับการปลดปล่อยเสียที
ถึงแม้จะไม่ได้ตบหน้าหลงรื่อเยวี่ยด้วยตัวเอง แต่นายท่านรองได้ช่วยเขาทำแล้วในจุดนี้ ได้เห็นท่าทางสิ้นหวังของหลงรื่อเยวี่ย…
หลี่เหยียนเหมือนปล่อยวางได้ไม่น้อย
ความอัดอั้นในใจ ได้ระบายออกมาในท้ายที่สุด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นสายของซ่งจื่อเซวียน หลี่เหยียนจึงรีบรับสาย
“พอใจของขวัญชิ้นนี้ไหม”
“ครับ นายท่านรอง ผมดูแล้วครับ ผม…ผมไม่รู้จะพูดยังไง
“โอเค ฉันตัดสินใจจะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวผัดจักรพรรดิ เกรงว่านายต้องลำบากหน่อย”
“ปริมาณการผลิตเหรอ” หลี่เหยียนถามอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง “พวกเราไม่ได้ทำยี่สิบที่ทุกวันเหรอครับ”
“ไม่ ข้าวผัดจักรพรรดิของร้านอาหารร่ำรวยกำลังจะเลิกขายแล้ว ทางด้านปักกิ่ง ฉันจะจ้างพ่อครัวเยอะขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต
ถึงตอนนั้น ช่วงแรกๆ นายต้องรับผิดชอบฝึกอบรมเชฟทุกคน สอนวิธีการผัดข้าวผัดจักรพรรดิให้พวกเขา แต่เรื่องน้ำมันฉันยังคนเป็นเอามาส่งให้เหมือนเดิม”
“เข้าใจแล้วครับนายท่านรอง พูดง่ายๆ คือสอนพวกเขาว่าใช้น้ำมันที่คุณให้มายังไงใช่ไหมครับ”
“ถูกต้อง ทำได้ใช่ไหม”
“ง่ายมากครับ” หลี่เหยียนรับปากทันที “แต่ว่า…นายท่านรอง ถ้าเลิกขายข้าวผัดจักรพรรดิ แล้วร้านอาหารร่ำรวยจะทำยังไงครับ อนาคตผมกลับมารับผิดชอบส่วนไหนครับ”
“เหอะๆ เรื่องนี้…ฉันจะจัดการให้นายเอง วางใจได้ ไม่ทิ้งนายแน่นอน”
“ถ้างั้นผมก็สบายใจ ไปปักกิ่งเมื่อไรผมจะทำตามคำสั่งของคุณ”
เมื่อจัดการงานนี้เสร็จแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงสบายใจ ตอนนี้มีช่องทางการขายข้าวผัดจักรพรรดิจานด่วนที่แน่นอนแล้ว การผลิตก็จัดการเรียบร้อย
เช่นนั้นต่อจากนี้ ก็คือรอความเร็วของตระกูลถัง
ขอแค่ถังจวิ้นกับถังหย่าฉีจัดการและแก้ไขปัญหาทั้งหมดในตอนนี้ของบริษัทแล้ว ก็น่าจะลงทุนเรื่องการผลิตได้เลย
ภายในห้องประชุม
เหล่าผู้อำนวยการกับยอดเชฟสองคนกำลังหารือกันเรื่องท้าแข่งกับมินามิโนะ เคอิ
หลิงเจิ้นเอ่ยว่า “จื่อเซวียนเข้าร่วมทีม ฉันคิดว่าไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสม”
“ถูกต้อง ผมก็คิดแบบนี้เหมือนกันครับ ฝีมือการทำอาหารของจื่อเซวียนทำให้คนรู้สึกทึ่งจริงๆ ท่านผู้เฒ่าหลิง ผมอิจฉาคุณครับ ที่มีลูกศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้”
หลิงเจิ้นฟังแล้วจึงชะงักไป “ลูกศิษย์เหรอ ใครบอกนายว่าซ่งจื่อเซวียนเป็นลูกศิษย์ของฉัน”
“หืม ไม่ใช่เหรอครับ ซ่งจื่อเซวียนไม่ใช่ศิษย์ในสำนักของคุณเหรอ”
“ไม่ใช่เลย ฉันไม่ได้โชคดีขนาดนั้น…”
“ถ้าอย่างนั้น…อาจารย์ของซ่งจื่อเซวียนก็เป็นคนอื่น ไม่น่าจะใช่นะ ยังจะมีใครในประเทศจีนที่สามารถสอนลูกศิษย์ได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้อีก”
หลิงเจิ้นถอนหายใจ “ฉันก็ไม่รู้”
เฉิงหวาลี่ยิ้มเล็กน้อยพลางพูด “อืม…ยอดเชฟทั้งสอง จริงๆ แล้วอาจารย์ของซ่งจื่อเซวียน ผมพอมีความสัมพันธ์อยู่บ้างครับ”
“หืม หมายความว่ายังไง” หลิงเจิ้นและโอวหยางเฟิ่งเหยาพูดพร้อมกัน
“ถึงแม้ผมจะไม่รู้จักชื่อของอาจารย์เขา แต่จื่อเซวียนเคยพูดถึงผมกับอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขา อาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาก็ตกลงที่จะให้ผมไปเยี่ยมครับ
ผมรู้ว่าจะต้องเป็นคนที่มีอิทธิพลแน่นอน แต่กลับไม่กล้าบุ่มบ่ามไปเยี่ยม ดังนั้นจึงล่าช้ามาจนถึงวันนี้”
หลิงเจิ้นและโอวหยางเฟิ่งเหยาสบตากันหนึ่งที หลิงเจิ้นเอ่ยว่า “แบบนี้ ฉันก็สงสัยเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้น…พวกเราไปเยี่ยมพร้อมกันเลยดีไหม”
“ผมคิดว่าได้นะครับ!” โอวหยางเฟิ่งเหยากล่าว
“อย่างนั้นก็ดี มียอดเชฟสองคนอยู่ด้วย ผมเฉิงหวาลี่ก็ไม่รู้สึกกดดันอะไร ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปถามจื่อเซวียน ว่าสะดวกให้พวกเราเข้าไปเยี่ยมเมื่อไรกันเถอะครับ”
………………………………………..
………………..