เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 494 รับช่วงต่อ ‘บันทึกหย่งซั่น’
ตอนที่ 494 รับช่วงต่อ ‘บันทึกหย่งซั่น’
………………..
ตัดสินใจเรื่องนี้ได้แล้ว พวกเขาจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรในวงการอาหารจีน คนเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลที่อยู่จุดสูงสุดของวงการ
สามารถไปเยี่ยมปรมาจารย์ลึกลับคนหนึ่งได้ สำหรับพวกเขาแล้วเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก
ซึ่งมีความหมายมากกว่าเกียรติยศใดๆ ที่พวกเขาได้รับ
แต่ตอนที่พวกเขาตัดสินใจจะไปคุยกับซ่งจื่อเซวียนนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ออกจากลานแข่งขันไปนานแล้ว
อันที่จริงเมื่อได้เป็นหัวหน้าอาจารย์ ถือว่าเป็นเรื่องดีสำหรับซ่งจื่อเซวียน บวกกับห้องหกตอนนี้มีความเป็นระเบียบวินัยมากขึ้น จึงไม่ต้องดูแลเลยด้วยซ้ำ
โดยส่วนใหญ่เขาสามารถปลีกตัวออกมาได้แล้ว
ข่งเซ่าหลงหัวหน้าห้องห้องหก ได้มอบตำแหน่งหัวหน้าห้องให้กับเฉิงฮ่าวแล้ว
ตอนนี้เฉิงฮ่าวเป็นคนดูแลห้องหก พูดได้ว่าซ่งจื่อเซวียนไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย
อย่าว่าแต่ห้องหกเลย ต่อให้เป็นห้องเรียนบางห้องของวิทยาเขตตะวันตก เฉิงฮ่าวก็สามารถดูแลได้ดี
ดังนั้น หลังจากแข่งขันกับหลงรื่อเยวี่ยแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงออกจากวิทยาลัย แล้วไปบริษัทถังกรุ๊ปทันที
บริษัทถังกรุ๊ปตอนนี้ ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายเหมือนก่อน แต่กลับเงียบมากจนเกือบจะไม่มีใครเดินเข้าออกแล้ว
พนักงานที่เป็นกระดูกสันหลังและนักเทคนิคบางคนของบริษัท ได้ลาออกไปทำงานบริษัทอื่นแล้ว
อย่างไรทุกคนออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เมื่อเห็นว่าบริษัทเริ่มไม่ไหวแล้ว แน่นอนว่ามีน้อยคนที่จะยอมร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับพวกเขา เอาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวมาล้อเล่น
ในจุดนี้ ถังจวิ้นก็ไม่ตำหนิพวกเขา เพราะทุกคนก็ออกมาทำงานอย่างยากลำบากเหมือนกัน
เขาได้ออกปากแล้ว หากบริษัทถังกรุ๊ปกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ถ้าทุกคนอยากกลับมา เขาก็ยินดีต้อนรับเสมอ
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกชื่นชมเช่นกัน อย่างไรก็ตามนี่คือความใจกว้างที่นักธุรกิจพึงมี
ตึกอาคารขนาดใหญ่ของบริษัทถังกรุ๊ปมีแต่ความว่างเปล่า เหลือเพียงห้องประชุมชั้นสิบสามที่คนอยู่สองสามคน
“ท่านประธานคะ เราโอนเงินหกล้านหยวนของซานสุ่ยกรุ๊ปให้พวกเขาแล้ว ตอนนี้พวกเราเคลียร์บัญชีทั้งหมดเสร็จแล้วค่ะ”
เจียงเยี่ยนกล่าว
ถังจวิ้นพยักหน้า “ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านประธานแล้วครับ เหอะๆ ผมกำลังจะทิ้งบริษัทนี้แล้ว เจียงเยี่ยน คุณมีแพลนอะไร…ในอนาคตบ้างครับ”
“ท่านประธานคะ ฉันขอบอกคุณตามตรง มีคนมาหาฉันถึงเจ็ดบริษัท ให้เงินเดือนสูงมาก แต่ฉันยินดีที่จะติดตามคุณค่ะ”
เจียงเยี่ยนเป็นพนักงานเก่าแก่ของถังจวิ้น ทำงานกับบริษัทถังกรุ๊ปมานานหลายปี มีรายรับหนึ่งล้านหยวนต่อปี
ซึ่งในจุดนี้ เธอรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้บริษัทอื่นจะเสนอเงินเดือนหนึ่งล้านหยวนต่อปี แต่เธอยังจำได้ตลอด ที่เธอสามารถมีวันนี้ได้ เพราะบริษัทถังกรุ๊ปมอบให้ทั้งหมด
และตอนนี้ที่บ้านของเธอก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง หากถังจวิ้นมีความจำเป็น เธอยินดีที่จะไม่รับเงินเดือนเลย
ถังจวิ้นยิ้ม “ติดตามผม…คุณคิดให้ดีๆ นะครับ เจียงเยี่ยน ตอนนี้ผมไม่สามารถให้เงินเดือนสูงๆ กับคุณได้อีก”
“ฮ่าๆๆ ท่านประธานอย่าล้อเล่นสิคะ ที่ฉันมีทุกวันนี้ได้เป็นเพราะคุณมอบให้ฉัน ครอบครัวของพวกเรารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งมากค่ะ
ฉันไม่ได้เป็นคนตัดสินใจแบบนี้แค่คนเดียว เมื่อวานตอนเย็นเหล่าอู๋ของเราได้บอกฉันแล้ว ต้องรู้จักตอบแทนบุญคุณ สิ่งที่คุณกับถังกรุ๊ปมอบให้ฉัน ไม่ว่าไปที่ไหนก็ให้ไม่ได้ค่ะ
และฉันรู้สึกว่าคุณทำได้ค่ะ ฉันเชื่อว่า พวกเราจะต้องมีภาพอนาคตที่ดีแน่นอนค่ะ!”
เมื่อได้ฟังประโยคนี้ ถังจวิ้นอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความหดหู่ ทำธุรกิจมาตั้งหลายปี สุดท้ายดันมาล้มละลายเสียได้
แต่ได้มีลูกน้องอย่างเจียงเยี่ยน นับว่าเป็นความโชคดีจริงๆ
“เอาแบบนี้แล้วกันเจียงเยี่ยน ผมจะแบ่งเปอร์เซ็นต์โครงการใหม่ให้คุณ เชื่อผม จะไม่ต่ำกว่าเงินเดือนเก่าของคุณแน่นอน”
เจียงเยี่ยนกลับส่ายหน้า “ถ้าโครงการของบริษัทยังไม่เริ่มขึ้น ฉันจะไม่รับเงินสักแดงเดียวค่ะ!”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้ามาในห้องประชุมพอดี
เขาถือกาแฟสองสามแก้วอยู่ในมือ “เหอะๆ ทุกคน ง่วงแล้วใช่ไหมครับ ผมเลยซื้อกาแฟมาให้ครับ”
ถังหย่าฉีเห็นดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไปรับกาแฟมาทันที
เมื่อเห็นดังนั้น ถังจวิ้นก็ยิ้มบางๆ “เจียงเยี่ยน คุณดูสิน่าอิจฉาไหม คนแก่อย่างพวกเราสองคนน่าจะเป็นส่วนเกินอยู่แถวนี้”
“ฮ่าๆๆ ท่านประธานดูคุณพูดสิคะ ฉันกลับรู้สึกว่า หย่าฉีกับจื่อเซวียนเหมือนกับกิ่งทองใบหยก เหมาะสมกันมากๆ ค่ะ”
ถังหย่าฉีหน้าแดง “พ่อคะ พูดอะไรเนี่ย ดูอาเจียงสิคะยังรู้จักพูดมากกว่า”
“โอเค พ่อไม่พูดอะไรแล้ว ฉันไปชิมกาแฟที่ลูกเขยของฉันซื้อมาดีกว่า”
“พ่อคะ…”
ถังหย่าฉีพูดพลางทำปากจู๋
“คุณอาครับ สถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ” ซ่งจื่อเซวียนถาม
“ฉันกับอาเจียงของนายจัดการได้พอสมควรแล้ว บัญชีธุรกรรมระหว่างธุรกิจเคลียร์หมดแล้ว อาศัยชื่อเสียงที่เคยมี พวกพาร์ตเนอร์เลยไม่ได้เรียกร้องเงินค่าปรับมากมาย คืนเงินที่ร่วมงานกันไปแล้ว ก็ถือว่าเคลียร์แล้วเรียบร้อย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็ตัวเบาไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมครับ”
“ก็ใช่นะ ตึกใหญ่ขนาดนี้….แต่ไม่มีงานสักงานเลย เหอะๆ…”
ถังจวิ้นหัวเราะ หัวเราะด้วยความขมขื่นเล็กน้อย
ถังหย่าฉีเม้มปาก “พ่อคะ อย่าเสียใจไปเลย ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นค่ะ”
ถังจวิ้นพยักหน้า แตะมือของลูกสาวเบาๆ
“ท่านประธานคะ ฉันเชื่อว่า พวกเราจะได้เริ่มต้นใหม่ได้ในไม่ช้าค่ะ”
ถังจวิ้นถอนหายใจหนึ่งที “จื่อเซวียน ต้องขายหน้านายแล้ว”
“คุณอาถังไม่ต้องเกรงใจครับ งานของบริษัทถังกรุ๊ปหลังจากนี้ ทางคุณได้เตรียมตัวไว้หรือยังครับ”
ยังไม่รอให้ถังจวิ้นเอ่ยปาก ถังหย่าฉีก็พูดว่า “จื่อเซวียน พวกเราใช้เวลาทั้งวัน เคลียร์งานบัญชี แล้วก็ติดต่อสถานที่ทำงานใหม่แล้ว
พ่อของฉันเช่าอาคารสำนักงานสองห้องแถวเขตชานเมืองแล้ว ติดต่อโรงงานแปรรูปอาหารเพื่อขอเช่าโรงงานหนึ่งในนั้นได้แล้วด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ไม่เสียแรงที่เป็นคุณอาถัง ประสิทธิภาพการทำงานสูงมาก ฝั่งของผม เรื่องเทคนิคก็เตรียมพร้อมแล้ว สามารถทำการฝึกอบรบให้คนงานได้ตลอดเวลาครับ
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “พวกนั้นไม่จำเป็นครับ เอาแค่ค่าแรงราคาถูกก็พอครับ ผมจะส่งคนออกมาช่วยฝึกอบรม รับรองหนึ่งวันก็ทำเป็นแล้วครับ”
“ฮ่าๆๆ อย่างนั้นยิ่งไม่มีปัญหา คนงานในร้านอาหารทำกับข้าวเป็นทั้งนั้น เอาคนไหนมาก็ได้ เงินเดือนก็น้อย”
“แล้วจะเริ่มงานได้ประมาณวันไหนครับ” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
ถังจวิ้นจึงทำท่าครุ่นคิด “สั่งให้คนพวกนี้มาไม่มีปัญหา เดิมทีพวกเขาอาศัยอยู่ในปักกิ่งอยู่แล้ว ตอนนี้สามารถเริ่มงานได้ทันที!”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วจึงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นพวกเรารีบเริ่มงานกันให้เร็วที่สุดเถอะครับ!”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงติดต่อหลี่เหยียน เพื่อให้เขามาที่ปักกิ่งคืนนี้
ส่วนร้านอาหารร่ำรวย หยุดขายข้าวผัดจักรพรรดิไปก่อน แต่เมนูอื่นยังขายปกติ
ระยะเวลาหนึ่งปีกว่ามีลูกค้าเก่าเพิ่มขึ้นไม่น้อย ถึงแม้จะไม่มีข้าวผัดจักรพรรดิ แต่ก็มีรายได้อย่างแน่นอน
ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงไม่กังวลใจจุดนี้เลย
และทางด้านถังจวิ้นก็โทรติดต่อโรงงานแปรรูปอาหารแล้ว เพื่อขอเข้าใช้โรงงานทันที
ขณะเดียวกัน เขาได้สั่งให้เจียงเยี่ยนหยิบรายชื่อพนักงานเก่าออกมา แล้วเรียกคนงานสองสามคนกลับมา
โดยเพิ่มเงินเดือนจากเงินเดือนเก่าของพวกเขาอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์
คนงานเหล่านี้ก็ยินดีที่จะทำงาน แต่ไม่มีใครเข้าใจเลย บริษัทถังกรุ๊ปล้มละลายแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงรับสมัครพนักงานอีก…
และในวันเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งข่าวมา
ถังเซินถูกควบคุมตัวในข้อหาเป็นบุคคลต้องสงสัยเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของอาหาร ฉ้อโกงทางธุรกิจและยักยอกทรัพย์ผู้อื่น กำลังเตรียมดำเนินการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล
ถังหย่าฉีพูดด้วยความดีใจว่า “จุดจบของคนเลว พ่อคะ ครั้งนี้ถังเซินตายแน่ค่ะ!”
“ใช่แล้ว เด็กคนนี้จิตใจคดโกง ผลลัพธ์เช่นนี้…ไม่ถือว่าทำเกินไป”
ระหว่างที่ถังจวิ้นพูด ก็มีความเสียดายอยู่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขายังคงคิดถึงความสัมพันธ์เก่าของอากับหลานอยู่
ขณะเดียวกัน ทางวิทยาลัยได้ส่งข่าวมา ซ่งจื่อเซวียนรับสายท่านเป้ยเล่อ บอกว่าทางวิทยาลัยเตรียมรับช่วงต่อของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ แล้ว
ทำให้ซ่งจื่อเซวียนดีใจขึ้นมา เพราะนี่คือจุดประสงค์ที่เขามาวิทยาลัยในตอนต้น
ท่านเป้ยเล่อกล่าวว่า เฉิงหวาลี่ได้ไปทำเรื่องรับช่วงต่อขั้นสุดท้ายจากฝ่ายวัฒนธรรมแล้ว
ขอเพียงรับช่วงต่อโดยสมบูรณ์ ก็สามารถไปรับ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ที่ฝ่ายเก็บรักษามาดูแลได้แล้ว
ถึงตอนนั้น ‘บันทึกหย่งซั่น’ อยู่ในวิทยาลัยแล้ว ก็สามารถเริ่มขยายการวิจัยได้ทันที
“เหอะๆ ครั้งนี้ประสิทธิภาพการทำงานสูงมาก ผมคิดว่าต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือนเป็นอย่างน้อยด้วยซ้ำ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ
“ตอนนี้ทีมมินามิโนะ เคอิกำลังมาถึงประเทศจีนแล้ว เกรงว่าทางวิทยาลัยจะรู้สึกกังวลเหมือนกัน”
ท่านเป้ยเล่อกล่าวว่า “‘บันทึกหย่งซั่น’ มาถึงวิทยาลัยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ทุกคนเห็นกันตั้งแต่เมื่อวาน สามารถยกระดับทักษะการทำอาหารในปัจจุบันได้แน่นอน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทีมมินามิโนะ เคอิ ก็จะมีที่พึ่งพาอันทรงพลังแล้ว เพราะงั้นทางวิทยาลัยต้องเร่งจัดรูปแบบการสอนใหม่อย่างแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า แต่เขาไม่กล้าเห็นด้วยง่ายๆ กับคำพูดของท่านเป้ยเล่อ
สุดท้ายแล้ว ‘บันทึกหย่งซั่น’ เล่มนี้ยากที่จะเปลี่ยนให้ทันยุคปัจจุบัน
และยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นเหมือนชายชรากล่าวจริงๆ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ก็คือฉบับที่จัดพิมพ์ใหม่ของสูตรอาหารราชวงศ์ชิง เช่นนั้นจึงแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความชำนาญ
ภายในวิทยาลัย
หลงรื่อเยวี่ยนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ไม่พูดอยู่นานไปพักหนึ่ง
บุหรี่ในมือไหม้หมดแล้ว จนกระทั่งลวกมือ เขาถึงได้ตอบสนอง แล้วทิ้งบุหรี่ในที่เขี่ยบุหรี่
“รื่อเยวี่ย ครั้งนี้…ถือว่าพ่ายแพ้ยับเยิน” หยางจวิ้นเย่กล่าว
หลงรื่อเยวี่ยไม่พูด
วันนี้แพ้ให้กับซ่งจื่อเซวียน เขารู้สึกว่าตอนนี้ยังคงเหน็บชาไปทั้งตัว
ในหัวโล่งว่าง ไม่อยากขยับตัวแม้แต่นิดเดียว
ซุนจิ้งจัวเอ่ยว่า “หึ ยังไม่จบเลย ฉันจะต้องจัดการซ่งจื่อเซวียนได้แน่นอน”
“หา? ศิษย์พี่ แต่ว่าอาจารย์เขา…”
“ใช่แล้ว จิ้งจัว ทางที่ดีที่สุดคุณใจเย็นๆ เถอะ อย่าทำให้ยอดเชฟแห่งภาคใต้ไม่พอใจ เพราะเรื่องของวิทยาลัยเลย”
หลงรื่อเยวี่ยที่เงียบมาตลอดเอ่ยออกมา
ซุนจิ้งจัวกลับแค่นหัวเราะ “แล้วจะเป็นยังไง อย่างมากฉันก็ไม่ท้าแข่งกับเขาอย่างเปิดเผย แต่ท้าแข่งแบบส่วนตัวก็น่าจะได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ
ถ้าหากซ่งจื่อเซวียนเป็นลูกผู้ชาย ก็ต้องรับคำท้าของฉัน!”
“จิ้งจัว ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น วันนี้ผมได้ลองชิมอาหารของซ่งจื่อเซวียนแล้ว รสชาตินั้น…ผมรู้สึกว่าถึงแม้จะเป็นอาจารย์ของสำนักมีดใบไม้ของพวกเรา ท่านอาจารย์ก็อาจจะทำออกมาไม่ได้”
ได้ยินประโยคนี้ ทั้งสองคนก็รู้สึกตกใจไม่หยุด และนึกถึงสีหน้าตอนที่ชิมอาหารของยอดเชฟแห่งภาคใต้
ซุนจิ้งจัวจึงเงียบพลางครุ่นคิดอยู่นาน “งั้นเหรอ ถ้าเขากล้าแข่งขันกับฉัน ฉันก็จะทำให้อาหารของเขาพ่ายแพ้ทุกจาน!”
หยางจวิ้นเย่ตกตะลึง “ศิษย์พี่ คุณหมายความว่า…จะใช้ไฟเหรอ”
ก่อนหน้านี้ตอนที่ห้องสามวิทยาเขตตะวันตกท้าแข่งกับห้องหกวิทยาเขตตะวันออก หยางจวิ้นเย่ก็ใช้วิธีการควบคุมไฟเหมือนกัน
แต่ว่าครั้งนั้นถูกซ่งจื่อเซวียนโจมตีกลับอย่างแรง และซางเทียนซั่วก็ด่าปาวๆ เขาจึงไม่กล้าใช้อีก
แต่เมื่อนึกถึงชื่อเสียงเรื่องความแข็งแกร่งในการควบคุมไฟของซุนจิ้งจัวแล้ว แววตาของเขากลับแสดงความหวังออกมาเล็กน้อย
ซุนจิ้งจัวหัวเราะเบาๆ “จวิ้นเย่ ฉันจะช่วยขจัดอุปสรรคภายในวิทยาลัยให้กับนาย ในเมื่อเขาแข็งแกร่งมาก อย่างนั้นก็…จัดการเขาทิ้งไปเลย!”
…………………………………………………..
………………..