เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 495 เรื่องดีๆ ปิดไม่มิด
ตอนที่ 495 เรื่องดีๆ ปิดไม่มิด
………………..
ตอนเย็น ซ่งจื่อเซวียนกับถังหย่าฉีดื่มไวน์แดงในหอพัก
วันนี้ นับว่าควรค่าแก่การเฉลิมฉลองสำหรับพวกเขาจริงๆ
ถึงแม้จะพูดว่าวันนี้เป็นวันที่บริษัทถังกรุ๊ปจะล้มละลายแล้วก็จริง แต่สุดท้ายการเริ่มต้นใหม่ก็มาถึง
เห็นดังนั้น แม้แต่ถังจวิ้นก็ยังสบายใจ
เมื่อเห็นผู้เป็นพ่ออารมณ์ดีขึ้น ถังหย่าฉีจึงดีใจเหมือนกัน
แก้วไวน์สองแก้วชนกัน ถังหย่าฉียิ้มหวาน “จื่อเซวียน ขอบใจนะ”
“เหอะๆ ระหว่างเราสองคนจำเป็นต้องพูดแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ไม่ มันไม่เหมือนเมื่อก่อน จื่อเซวียน เมื่อก่อนนายช่วยฉันทุกอย่าง ไม่ว่าจะนายมาช่วยฉันตอนที่ตกอยู่ในอันตราย หรือว่าช่วยประคองร้านสวนสวินเฟิง ฉันยังไม่เคยขอบใจนายเลย
แต่ตอนนี้ นายไม่ได้ช่วยแค่ฉันเท่านั้น แต่ยังช่วยพ่อของฉันด้วย จื่อเซวียน ฉันขอขอบใจนายแทนครอบครัวของฉันนะ”
พอพูดจบ ถังหย่าฉีก็ยกแก้วแล้วดื่มหมดรวดเดียว
“ยัยบ๊อง ดื่มน้อยๆ หน่อย”
ซ่งจื่อเซวียนเคยเห็นความสามารถของถังหย่าฉีมาแล้ว เธอคอแข็งมาก แต่พอเมาแล้วใครก็เอาเธอไม่อยู่
ถังหย่าฉีหน้าแดงก่ำ “เด็กโง่ นายรู้ไหมตอนนี้ฉันดีใจมากแค่ไหน จื่อเซวียน นายปล่อยฉันให้ดื่มเต็มที่สักครั้งไม่ได้เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนทำสีหน้ากระอักกระอ่วน พลางนึกถึงภาพตอนที่ถังหย่าฉีดื่มเหล้าเมาแล้วเรียกเสียงเคลิ้มในอดีต
ไม่อยากให้ยัยคนนี้ดื่มเหล้าอีกแล้ว
อย่างไรก่อนที่พวกเขาจะกลับวิทยาลัย ก็ดื่มกับถังจวิ้นมาไม่น้อยแล้ว หากตอนนี้ดื่มอีก ดีไม่ดีอาจจะก่อความวุ่นวายอีกเป็นแน่
แต่เมื่อพิจารณาถึงความกดดันที่ถังหย่าฉีได้รับมาตลอดช่วงนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงกัดฟัน “โอเค ถ้างั้นกระผมจะยอมถวายชีวิตดื่มเป็นเพื่อนท่านเลย”
“ชนแก้ว!”
หลังจากซุนจิ้งจัวกับหยางจวิ้นเย่กลับไปแล้ว
หลงรื่อเยวี่ยยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานเหมือนเดิม นั่งอยู่นานไม่ยอมไปไหน
การโจมตีในครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่เกินไปสำหรับเขา
นับตั้งแต่ที่เข้าวิทยาลัยมา รอยเท้าแต่ละก้าว ถึงแม้จะใช้เล่ห์กลไปบ้าง แต่สุดท้ายก็มาอาศัยความพยายามเป็นอย่างมาก
ปกติเขาจะเชิดหน้าให้ทุกคนเวลาที่เดินไปไหนมาไหน แต่ครั้งนี้…กลับถูกซ่งจื่อเซวียนตบหน้าคว่ำ
ความรู้สึกเหมือนตกจากสวรรค์ลงไปนรกในชั่วพริบตา ทำให้เขารู้สึกทรมานทนไม่ไหว
ถึงแม้ซุนจิ้งจัวได้พูดแล้วว่าจะกำจัดซ่งจื่อเซวียน แต่ความแค้นใจยังคงอัดอั้นทรมานเหลือเกิน
เขาที่เคยเย่อหยิ่งมาตลอด หากไม่ได้จัดการซ่งจื่อเซวียนด้วยตัวเอง ยากที่เขาจะคลายความโกรธแค้นภายในใจได้
เขาจุดบุหรี่หนึ่งมวน เขาเพิ่งสูบได้หนึ่งครั้งแล้วก็กำบุหรี่ไว้ในมือทันที
เปลวไฟและควันบุหรี่ที่ผสมเข้าด้วยกันถูกบดขยี้ในมือของเขาจนเละ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยสักนิด
ดวงตาคู่นั้นจ้องมองไปข้างหน้า เผยให้เห็นแววตาที่ดุร้าย และขบฟันแน่น
และในเวลานี้เอง เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้ง
พนักงานคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา เอ่ยว่า “อาจารย์หลง มีคนมาหาคุณครับ”
“หืม”
หลงรื่อเยวี่ยขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
ใครกันที่จะมาหาตัวเองตอนนี้
หากเป็นซุนจิ้งจัวและหยางจวิ้นเย่ หรืออาจารย์และนักเรียนของวิทยาเขตตะวันตก คงไม่ต้องให้พนักงานเข้ามาถาม
พวกเขาสามารถเคาะประตูได้เลย
ส่วนบรรดาผู้อำนวยการก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
พวกเขากำลังอยู่เป็นเพื่อนยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้อยู่เป็นแน่ พวกเขาไม่ยอมพลาดโอกาสหายากที่จะได้ประจบผู้อาวุโสแน่นอน
หลงรื่อเยวี่ยส่ายหน้า ไม่น่าจะใช่ คนคนนั้นหยิ่งจองหอง เป็นไปไม่ได้ที่จะมาเวลานี้…
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น มีเสียงดังเข้ามาจากด้านนอก “ศิษย์พี่ ผมเองครับ!”
เมื่อได้ยินคำว่าศิษย์พี่สองคำนี้ หลงรื่อเยวี่ยจึงลุกขึ้น “ปล่อยเขาเข้ามาเถอะ”
“ศิษย์พี่ ผมมาเยี่ยมครับ!”
เห็นเพียงผู้ชายอายุประมาณสามสิบปีเดินเข้ามา
ผู้ชายคนนี้สวมชุดสีดำทั้งตัว สวมกางเกงสูทหลวมสบายกับเสื้อเชิ้ต หลงรื่อเยวี่ยจำได้อยู่แล้ว นี่คือหลินหย่วนเฉียงศิษย์น้องของสำนักมีดใบไม้
จะว่าไปแล้ว เขาเข้าสำนักมาก่อนหลี่เซียงสองสามปี จึงได้เป็นศิษย์พี่ของหลี่เซียง
แต่เมื่อเห็นความบวมช้ำที่ใบหน้าของหลินหย่วนเฉียงแล้ว หลงรื่อเยวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
“เฉียงจื่อ นายเป็นอะไร หน้าของนายเป็นอะไรน่ะ”
หลินหย่วนเฉียงวางห่อผ้าสัมภาระที่อยู่บนตัว แล้วพูดว่า “เฮ้อ อย่าพูดถึงมันเลยศิษย์พี่ ผมเอาของมาให้พี่นิดหน่อย พี่รับไว้นะครับ”
หลงรื่อเยวี่ยเปิดห่อผ้าดู ซึ่งก็คือบะหมี่บรรจุในถุงสูญญากาศจำนวนหนึ่ง แล้วก็มีต้นหอมหนึ่งมัดกับไก่สองตัว
“เฉียงจื่อ นายเอาของพวกนี้มาให้ฉันทำไม อยู่ในวิทยาลัยแทบจะไม่ได้ใช้เลยนะ”
หลินหย่วนเฉียงพลันยิ้ม “ศิษย์พี่ บะหมี่เป็นของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเรา ผมกลัวว่าพี่ไม่คุ้นเคยที่จะกินของทางนี้ ต้นหอมก็เอามาจากชนบท ไก่ก็เลี้ยงในบ้าน พี่กินพวกนี้ดีกว่า”
หลงรื่อเยวี่ยเหนื่อยใจจริงๆ รู้สึกว่าไอ้หมอนี่เป็นเด็กบ้านนอกจากใจจริง
แต่อย่างไรก็เป็นคนสำนักเดียวกัน จึงเกรงใจไม่อยากพูดอะไรมาก จากนั้นเขาจึงพยักหน้า “ได้ ฉันจะรับไว้เฉียงจื่อ นายไม่อยู่ที่สำนัก แต่ถ่อมาหาฉันที่นี่ทำไม”
“เฮ้อ อยู่ที่บ้านก็เบื่อ อาจารย์ก็ไม่ให้พวกเราออกไปเป็นเชฟ ผมเลยลองมาหาพี่ดู เห็นเขาพูดว่าที่ปักกิ่งคึกคักดี พี่พาผมเที่ยวบ้างสิครับ”
หลงรื่อเยวี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความจนใจ เดิมทีตัวเองก็อึดอัดนัก หลินหย่วนเฉียงไอ้คนนี้ก็มาไม่ถูกจังหวะเอาเสียเลย
เที่ยว? เขาจะมีความคิดนั้นได้อย่างไร
“เฉียงจื่อ หน้าของนายไปเป็นอะไร ต่อยกับคนอื่นมาเหรอ”
หลินหย่วนเฉียงเบะปากพลางพูด
เขาก็ทำตัวอันธพาลที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือจนชิน กลับโดนฟางรุ่ยต่อยไปหนึ่งยก ซึ่งไม่เกี่ยวกับงูเจ้าถิ่นแต่อย่างใด
หากเปลี่ยนไปอยู่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ฟางรุ่ยคงจะโดนต่อยหน้าแหกแน่นอน
“หืม นายพูดถึงสำนักมีดใบไม้เหรอ”
“พูดครับ แม่งเอ๊ย ไอ้เชี่ยนั่นไม่สนใจเลยสักนิด”
รังแกคนอื่นไม่เป็นไร รังแกคนของสำนักมีดใบไม้ ถือว่าไม่เห็นสำนักมีดใบไม้อยู่ในสายตา…จุดนี้ทำให้เขาไม่พอใจ
“ไปต่อยที่ไหนมา ปักกิ่งเหรอ”
หลินหย่วนเฉียงส่ายหน้า “ไม่ใช่ครับ ตู้เหมิน!”
“ตู้เหมิน…แล้วนายไปทำอะไรที่ตู้เหมิน”
“ฮิๆ ผมอยากซื้อโสมสักอันมาให้พี่ไงครับ ผมเลยไปตลาดมืดที่ดังที่สุดในตู้เหมิน แต่ใครจะไปรู้…แม่ง คนคนนั้นหยิ่งจองหองเกินไปแล้ว!”
หลงรื่อเยวี่ยฟังแล้วจึงทำท่าครุ่นคิด “ตู้เหมิน…ตลาดมืด…คนคนนั้นเป็นใคร”
หลินหย่วนเฉียงส่ายหน้า “ศิษย์พี่ ผมไม่รู้ครับ เขาต่อยผมแต่ไม่ได้บอกชื่อน่ะ
แต่…ดูเหมือนผมจะได้ยินตาแก่ร้านนั้นเรียกเขาว่า…เรียกว่านายท่านรอง!”
“นายท่านรอง?”
ถึงแม้จะรู้สึกแปลกหู แต่ก็รู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง…
หลงรื่อเยวี่ยจึงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ทันใดนั้นจึงเบิกตาโตทั้งสองข้าง ใช่ นายท่านรอง!
เขาเคยได้ยินฟางรุ่ยเรียกซ่งจื่อเซวียนแบบนี้ ไม่น่าบังเอิญขนาดนั้นมั้ง
หากเป็นเขาจริง เช่นนั้นเขากับสำนักมีดใบไม้คงไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้จริงๆ
ทำให้เขาขายหน้าหมดสิ้นในวิทยาลัย ไม่เพียงแต่เอาชนะเขาได้ แถมยังสั่งให้เขาคุกเข่าต่อหน้าทุกคนแล้วบันทึกวิดีโอไว้อีก
ถึงแม้หลงรื่อเยวี่ยจะไม่ได้คุกเข่าในตอนท้าย แต่ทุกคนก็เห็นเป็นประจักษ์อยู่ตรงนั้น
“เฉียงจื่อ นายตามฉันมา!”
“เฉียงจื่อนายดู ใช่คนนี้หรือเปล่า”
หลินหย่วนเฉียงมองเห็นรูปของซ่งจื่อเซวียนก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“แม่งเอ๊ยเป็นเขาจริงๆ ต่อให้ไอ้หมอนี่โดนเผากลายเป็นเถ้าถ่านผมก็จำได้”
“เขามีอีกคนหนึ่งอยู่ข้างกาย ฝีมือดีมากด้วยใช่ไหม”
“ใช่ครับ ถ้าไม่ใช่คนนั้น ผมได้อัดเขาตายแน่ ศิษย์พี่ คุณรู้จักเขาเหรอ”
หลงรื่อเยวี่ยหรี่ตาทั้งสองข้าง พูดอย่างเย็นชา “หึ ไม่ใช่แค่รู้จักเท่านั้น..แต่คุ้นเคยกันมากด้วย ซ่งจื่อเซวียน…สำนักมีดใบไม้ของฉันไม่ขออยู่ร่วมโลกกับนาย!”
“ศิษย์พี่ เรื่องนี้ผมได้ฟังอาจารย์มาแล้ว อาจารย์บอกว่าจะพยายามส่งคนไปสืบตัวตนของคนคนนั้น สำนักมีดใบไม้จะลงมือด้วยตัวเอง!”
หลงรื่อเยวี่ยตกตะลึง “หืม สำนักมีดใบไม้ลงมือด้วยตัวเองเหรอ หึ ซ่งจื่อเซวียนคนนั้นตายแน่! ฉันจะเอาข้อมูลนี้ไปบอกอาจารย์ตอนนี้ ไม่ต้องสืบแล้ว เขาก็อยู่ในวิทยาลัยอาหารนี่แหละ!”
…
ถังหย่าฉีดื่มหนักมาก
ซ่งจื่อเซวียนรีบเก็บไวน์ เธออาเจียนออกมาแล้ว จะไม่ยอมให้เธอดื่มอีกเด็ดขาด
“ไม่นะ..ฉันจะดื่มอีก นายรินไวน์ให้ฉัน!”
“หย่าฉี ฉันรู้ว่าช่วงนี้เธอมีแรงกดดันเยอะ แต่จะปลดปล่อยแบบนี้ก็ไม่ได้ เชื่อฉัน ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วเข้านอนโอเคไหม”
ซ่งจื่อเซวียนอุ้มถังหย่าฉีแล้วพูดไปด้วย
“ไม่ดี ฉันกำลังดื่มอย่างมีความสุขแต่นายก็ไม่ให้ ซ่งจื่อเซวียนนายมันขี้งก!”
ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ไหวแล้ว แบบนี้ขี้งกตรงไหน ถ้าดื่มอีก แม่ทูนหัวคงโวยวายดังก้องฟ้าแน่นอน
“ไม่เอา เอาไวน์มาให้ฉัน!”
ขณะพูด ถังหย่าฉีคิดจะไปดื่มไวน์แดงให้หนำใจ แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับกอดเธอไว้แน่น
“เด็กดี ไม่ดื่มแล้ว ฉันว่า…พวกเรามานั่งคุยกันเถอะ”
มองดูใบหน้าที่แดงก่ำของถังหย่าฉี และจือปากเล็กขึ้นมา ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วมาก
ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงคนนี้สวยมากจริงๆ
ทั้งสองคบกันมานานแล้ว ในสายตาของซ่งจื่อเซวียน เธอยังคงเป็นเทพธิดาน้อยคนนั้นในตอนแรกเหมือนเดิม
เขาลูบปอยผมด้านหน้าของถังหย่าฉี “สาวน้อย เธอสวยมากจริงๆ…”
และใบหน้าของถังหย่าฉียิ่งแดงเข้าไปอีก แดงลามไปจนถึงลำคอ
“นาย…นายพูดอะไรของนาย…”
สัมผัสลมหายใจของกันและกันในระยะใกล้แบบนี้ ดูเหมือนฤทธิ์เหล้าของถังหย่าฉีจะหายไปทันที เธอมองซ่งจื่อเซวียนอย่างเขินอาย
ในใจของเธอเขินอายเป็นอย่างยิ่ง แต่กลับอดไม่ได้ที่จะมองไป
“พวกเราดื่มไวน์กันต่อเถอะ…”
ถังหย่าฉีรีบหันหน้าไปอีกด้านหนึ่งทันที
“เหอะๆ ดื่มเยอะไปเธอไม่กลัวทรมานเหรอ”
ถังหย่าฉีเอียงศีรษะทำเสียงฮึดฮัดหนึ่งที “ทรมานก็ทรมานสิ ไม่งั้นนาย…นายก็จะไม่มีโอกาส…”
เสียงเล็กมากเป็นพิเศษ แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับได้ยิน
เขายิ้มเมื่อได้รับรู้ ก่อนจะอุ้มถังหย่าฉีขึ้นมา เดินเข้าไปในห้องนอนทันที…
เช้าตรู่ แสงอาทิตย์สาดส่องบนใบหน้าของเธอ ใบหน้าอันอ่อนเยาว์อมชมพู ซ่งจื่อเซวียนนอนอยู่ข้างๆ เหมือนกำลังชื่นชมรูปภาพภาพหนึ่งก็ไม่ปาน
จนกระทั่งถังหย่าฉีค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้าง ก็มองเห็นซ่งจื่อเซวียนอยู่ตรงหน้า
เธอหน้าแดงขึ้นมาทันที จากนั้นจึงหยิบผ้าห่มปิดบังใบหน้า แล้วเปิดผ้าห่มแอบมองซ่งจื่อเซวียนเป็นบางครั้ง
“เหอะๆ เด็กโง่ ลุกขึ้นเถอะไปกินอาหารเช้ากัน”
“นาย…นายออกไปก่อนเลย ฉันจะลุกขึ้นเอง”
ซ่งจื่อเซวียนรู้ว่าเธอเขินอาย จึงไม่พูดอะไร ก่อนจะหัวเราะเดินออกไป
เวลานี้ เขารับโทรศัพท์สายหนึ่ง ซึ่งก็คือเหล่าซุนจากหอเยวี่ยซี
บอกว่าได้ข่าวของกาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงแล้ว ราคาแพงมาก แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนตื่นเต้นขึ้นมาทันที หากเป็นแบบนี้ เขาก็สามารถลองทำสเต็กเนื้อที่เชฟเจียงอวิ๋นเคยทำได้แล้ว
และ…ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เขาจะได้ลองทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำแล้ว!
นี่อาจจะเป็นเมนูสุดท้ายใน ‘สูตรอาหารราชวงศ์ชิง’ หากสามารถทำความเข้าใจได้จริง เกรงว่าจะมีส่วนช่วยในการวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ เป็นอย่างมาก
เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะเป็นสเต็กเจียงอวิ๋น หรือว่ามังกรทะยานสี่ย่านน้ำ ประเด็นสำคัญล้วนอยู่ที่รสสัมผัส
และรสสัมผัสนี้ก็ต้องอาศัยน้ำ กาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงกับแป้งสาลีเมฆานวดผสมเป็นแป้งรวมกัน!
นึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนรีบผลักประตูห้องนอนทันที
“หย่าฉี ฉันต้องกลับตู้เหมิน ฉัน…”
พูดได้ครึ่งเดียว ซ่งจื่อเซวียนก็ตกตะลึง ตรงหน้า…ช่างเป็นภาพที่สวยงามดั่งภาพทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ผลิของจีน…
“กรี๊ด…”
เสียงของถังหย่าฉีดังไปทั่วหอพักอาจารย์วิทยาเขตตะวันออก
……………………………………………….
………………..