เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 496 ไสหัวไป!
ตอนที่ 496 ไสหัวไป!
………………..
หลังจากกระอักกระอ่วนกันอยู่พักหนึ่ง ซ่งจื่อเซวียนก็พาถังหย่าฉีไปทานมื้อเช้าง่ายๆ ที่โรงอาหาร จากนั้นถังหย่าฉีก็เดินทางไปยังบริษัทถังกรุ๊ป
พวกเขาต้องรีบแก้ปัญหาทั้งหมดของครอบครัวถังให้เร็วที่สุด
หลังจากเคลียร์บัญชี ขายสิ่งที่ควรขาย และย้ายออฟฟิศใหม่แล้ว ทุกคนก็เดินหน้าทำโครงการใหม่อย่างเต็มกำลัง
ซ่งจื่อเซวียนไปเยี่ยมเยือนวิทยาเขตตะวันออก ก่อนจะเรียกฟางรุ่ยมา เตรียมตัวกลับตู้เหมิน
ขอแค่ได้กาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงมา เขาจะได้ลองทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำแล้ว
ขณะที่กำลังจะออกจากวิทยาเขตตะวันออก เขากลับเห็นร่างที่คุ้นตาอีกครั้ง
นั่นคือซุนจิ้งจัว
“นายท่านรอง ไอ้หมอนี่…มันมาหาคุณอีกแล้วเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วน้อยๆ ไอ้หมอนี่ตื๊อไม่เลิกจริงๆ โผล่มาอยู่ได้…
ขณะที่คิด ซุนจิ้งจัวก็เดินเข้ามา
“ซ่งจื่อเซวียน สะสางเรื่องของตัวเองเรียบร้อยแล้วใช่ไหม ต่อไปเป็นเรื่องของเราสองคนแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขา “อะไร?”
“อย่ามาทำไขสือ ถ้าแน่จริงก็มาสู้กับฉันตัวต่อตัวซะ!”
“ไม่มีเวลา”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็เดินจากไป
ซุนจิ้งจัวโมโหหนัก ไอ้เวร ไม่เคยเห็นหัวฉันเลยสักครั้ง…
เขากำหมัดและไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
“ซ่งจื่อเซวียน แกมันขี้ขลาด ทำไม? ไม่กล้าหรือไง”
ซ่งจื่อเซวียนคร้านจะอธิบาย ถ้าไม่ต้องรีบไปเอากาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิง เขาคงจะจัดการกับซุนจิ้งจัวสักยกไปแล้ว
เห็นซ่งจื่อเซวียนไม่สนใจ ซุนจิ้งจัวก็ยิ่งโกรธจนแทบคลั่ง
ถ้าเป็นที่ตงไห่ ใครจะกล้าทำแบบนี้กับเขา?
คนที่ปกติถูกยกย่องให้เป็นบุตรแห่งสวรรค์ มีหรือจะยอมรับท่าทีของซ่งจื่อเซวียนได้
เขาเร่งฝีเท้าไปดักหน้าซ่งจื่อเซวียน
“ซ่งจื่อเซวียน ขอถามสักคำ นายกล้าแข่งกับฉันหรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนถลึงตามองซุนจิ้งจัว “ไสหัวไป!”
ซุนจิ้งจัวตกตะลึง
แม้ว่าซ่งจื่อเซวียนจะเดินห่างออกไปหลายสิบเมตร เขาก็ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
“ศิษย์พี่…”
หยางจวิ้นเย่เห็นซุนจิ้งจัวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ ก็แอบกลัวอยู่หน่อยๆ
เขารู้ดีว่าปกติเวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ ซุนจิ้งจัวมักจะทำตัวนอบน้อม ส่วนเวลาอยู่ข้างนอกมักจะทำตัวสบายๆ
แต่เขาเป็นคนที่อารมณ์ร้อนใช่เล่น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศิษย์น้องสำนักเดียวกันทำงานตามที่เขาสั่งได้ไม่ดี
จึงถูกซุนจิ้งจัวกระทืบจนขาหัก ภายหลังเขาบอกกับอาจารย์ว่าศิษย์น้องคนนั้นประสบอุบัติเหตุรถยนต์
เรื่องราวก็จบลงแค่นั้น
เพราะฉะนั้น ตอนนี้หยางจวิ้นเย่จึงไม่กล้าส่งเสียงดัง
“ไอ้เวร เมินฉันไปดื้อๆ แบบนี้เลยดิ? ได้ ฉันมีวิธีที่จะทำให้แกมาแข่งกับฉันให้ได้!”
ซุนจิ้งจัวพูดด้วยแววตาอาฆาต
หลังจากขึ้นรถแล้ว ฟางรุ่ยก็เอ่ยขึ้น “นายท่านรอง หมอนั่นน่ารำคาญเป็นบ้าเลย ให้ผมจัดการเขาสักทีไหมครับ คราวหลังจะได้ไม่ต้องมาหือกับคุณอีก”
“ไม่ต้อง พวกเรากลับตู้เหมินกันก่อนเถอะ ฉันอยากเจอแม่กับท่านผู้เฒ่าฟาง ตอนเย็นไปตลาดมืดกัน”
“ท่านผู้เฒ่าหลิง เรียกหาผมเหรอครับ”
“ไอ้หนู ทำไมถึงชอบผลุบๆ โผล่ๆ แบบนี้นะ เมื่อวานฉันไปหาก็ไม่เจอ วันนี้ไปไหนแต่เช้าอีกล่ะ”
“อ้อ? ฮะๆ ผมกะว่าจะกลับตู้เหมินน่ะครับ คุณมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถาม
“กลับตู้เหมินเหรอ งั้นดีเลย พวกเรากลับด้วยกันนะ”
“หืม?”
ซ่งจื่อเซวียนไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูดสักเท่าไร ท่านผู้เฒ่าหลิง…ไม่ได้อยู่กับผู้อำนวยการที่วิทยาลัยเหรอ จะกลับตู้เหมินกับเขาทำไม
“หึๆ คืออย่างนี้นะจื่อเซวียน ฉันได้ยินมาจากหวาลี่…บอกว่าอยากไปเยี่ยมเยียนอาจารย์เก่าของนาย พอจะพาฉันไปด้วยได้ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณก็อยากไปเยี่ยมอาจารย์ของผมเหมือนกันเหรอครับ”
“ใช่ พวกฉันอยากรู้จะแย่ว่าอาจารย์ผู้เลื่องชื่อท่านไหนกันที่สั่งสอนลูกศิษย์แบบนายได้ ฉันอยากรู้จริงๆ”
“คือว่า…”
เห็นซ่งจื่อเซวียนมีท่าทางลังเล หลิงเจิ้นจึงพูดต่อ “จื่อเซวียน คืออย่างนี้ ฉันรู้ว่าฉันขออะไรปุบปับเกินไป แต่ไม่ใช่แค่ฉันนะ โอวหยางเฟิ่งเหยาก็อยากไปเยี่ยมท่านด้วยเหมือนกัน พวกเราสามพี่น้องไปด้วยกัน นายว่ายังไง”
“สามคน? ท่านผู้เฒ่าหลิงครับ อาจารย์ผมปีนี้อายุเก้าสิบกว่าแล้วนะครับ ถ้าไปหาทีละหลายๆ คนแบบนี้ เกรงว่า…”
“กลัวจะวุ่นวายงั้นเหรอ อ้อๆ ก็ได้ งั้นพวกเขาไม่ต้องไป ฉันไปคนเดียวได้ไหม”
เมื่อได้ยินดังนั้น ก็มีเสียงของโอวหยางเฟิ่งเหยาลอยเข้ามา
“ท่านผู้เฒ่าหลิง ทำแบบนี้ไม่ถูกนะครับ ทำไมทิ้งผมไว้ล่ะ ผมก็อยากไปพบเหมือนกัน”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมา “เอาอย่างนี้ดีกว่าครับท่านผู้เฒ่าหลิง ผมขอถามอาจารย์ของผมก่อน ตกลงไหมครับ”
“ได้ นายต้องบอกนะ ว่าฉันหลิงเจิ้นแห่งตงไห่อยากพบท่าน!”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้าแต่ก็ยิ้มอยู่ดี คิดในใจว่าท่านผู้เฒ่าหลิงน่ารักมาก พูดจาเหมือนกับเด็กไม่มีผิด
เมื่อกี้ยังเป็นสามพี่น้องอยู่ดีๆ ตอนนี้วงแตกซะแล้ว
“โอเคครับท่านผู้เฒ่าหลิง ผมจะส่งสาสน์ไปให้แน่นอนครับ”
หลังจากทานเสร็จก็ไม่วายห่อให้อีกบางส่วน เพื่อที่ว่าพอไปถึงบ้านของท่านผู้เฒ่าแล้ว จะได้ไม่ลำบากเหมยจื่อทำกับข้าวอีก
ครอบครัวของฟางจิ่งจือกำลังทานข้าวกันอยู่พอดี ซ่งจื่อเซวียนเอาอาหารมาฝากหลายอย่าง รีบเรียกเหมยจื่อมานั่งทานกับท่านผู้เฒ่า
“พี่จื่อเซวียนใจดีจริงๆ กลับมาปุ๊บ ก็มาหาท่านผู้เฒ่าปั๊บ แถมยังเอากับข้าวมาฝากด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนระบายยิ้ม “ใครสั่งใครสอนให้เป็นคนปากหวานแบบนี้นะสาวน้อย รู้จักพูดจาประจบประแจงคนอื่นด้วย!”
“ฮ่าๆ ฉันไม่ได้ประจบนะ ฉันพูดความจริง!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะ แล้วหันไปหาฟางจิ่งจือ
ช่วงนี้ ฟางจิ่งจือดูแก่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เส้นผมสีดอกเลาด้านหลังศีรษะบางลงจนมองเห็นหนังศีรษะได้แล้ว
นอกจากนี้ ริ้วรอยบนใบหน้ายังเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม กระของผู้สูงวัยสีเข้มขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ขณะมองฟางจิ่งจือ ซ่งจื่อเซวียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บแปลบในใจ คิดถึงตอนเด็กๆ ที่เดินตามปู่ไปโน่นมานี่แล้ว ก็รู้สึกทอดถอนใจเหลือเกิน
ปฏิกิริยาตอบสนองของฟางจิ่งจือช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัด ซ่งจื่อเซวียนคีบผักใส่ในถ้วยของเขา ผ่านไปสักอึดใจ เขาจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองซ่งจื่อเซวียน
ก่อนจะก้มหน้ากินต่อไป
“ปู่ครับ รสชาติเป็นยังไงบ้าง”
“อืม อร่อยดี กินแล้วนึกถึงที่ย่าแกเคยทำให้กินเลย”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางอมยิ้มน้อยๆ “หรือเป็นที่ลิ้นของปู่เอง”
เหมยจื่อที่นั่งข้างๆ เอ่ยขึ้น “พี่จื่อเซวียน ปู่เขาเวียนหัวมาสักพักแล้ว ฉันก็เลยพาไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่ไม่ให้แกดื่มเหล้าแล้ว ฉันก็เลยไม่ได้เอามาให้ปู่น่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “งั้นก็เลิกดื่มเถอะ กินของอร่อยๆ ดีกว่า”
สิ่งที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนประหลาดใจคือ ครั้งนี้ฟางจิ่งจือไม่ดื้อรั้น แต่กลับพยักหน้าอย่างว่าง่าย
“ไอ้หนู ทำไมไม่เอามังกรทะยานสี่ย่านน้ำมาให้ฉันล่ะ”
“คือว่า…เดี๋ยวก็ได้กินแล้วนะครับปู่ ที่ผมกลับตู้เหมินมาคราวนี้ ก็เพื่อมาซื้อกาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงนี่แหละ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “นั่นแหละ…คือหัวใจสำคัญ ทำให้อร่อยๆ แล้วเอามาให้ปู่ชิมนะ”
“ครับปู่ จริงสิ ผมมีเรื่องจะคุยกับปู่อีกเรื่องหนึ่ง คือว่า…ยอดเชฟทางเหนืออยากมาเยี่ยมปู่น่ะครับ”
ได้ยินคำพูดนี้ ฟางจิ่งจือก็ถึงกับผงะ ก่อนจะโยนตะเกียบทิ้งทันที
เมื่อเห็นปู่โมโห ทุกคนต่างก็ตกตะลึง ปกติท่านผู้เฒ่าไม่ค่อยสนใจสิ่งที่เขาพูดสักเท่าไร แต่ไม่เคยโกรธเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้มาก่อน
“หลานชาย แกเที่ยวไปป่าวประกาศว่าเรียนทำอาหารกับฉันใช่ไหม ไม่อย่างนั้นทำไมถึงมีคนอยากเจอฉันเยอะแยะแบบนี้”
ซ่งจื่อเซวียนอึ้งงัน
“ปู่ ผมเปล่านะครับ ผมไม่ได้บอกใครเลย แม้แต่แซ่ของปู่ผมก็ไม่บอก แต่คราวนี้มียอดเชฟสองท่านมาเยี่ยมที่วิทยาลัย ผอ.เฉิงหวาลี่ที่ผมเล่าให้ฟังคราวก่อนคุยกับพวกเขา น่าจะเป็นตอนนั้นนั่นแหละครับ”
ฟางจิ่งจือขมวดคิ้ว “เป็นงั้นเองเหรอ…”
“ปู่ครับ ถ้าปู่ไม่สบายใจ ผมจะบอกปัดให้ บอกว่าปู่ไม่อยากพบ”
ฟางจิ่งจือเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้อง อยากมาก็มา บ้านฉันจะได้ครึกครื้นขึ้นมาหน่อย แต่ว่าถ้ามาต้องเอาเหล้ามาให้คนละขวดนา”
“หา? ไหนว่าปู่เลิกดื่มแล้วไง เพิ่งจะบอกไปหยกๆ ไม่ใช่เหรอครับ”
ฟางจิ่งจือแค่นเสียง “ฉันไม่ดื่ม พวกแกดื่มสิ แค่ได้กลิ่นฉันก็พอใจแล้ว”
พอพูดจบ พวกเขาก็หัวเราะ
ซ่งจื่อเซวียนอยู่ที่บ้านฟางจิ่งจือจนถึงเย็น พูดคุยกับท่านผู้เฒ่า ส่วนฟางรุ่ยก็ไปช่วยเหมยจื่อทำความสะอาดรอบบ้าน
พอได้ข่าวว่าซ่งจื่อเซวียนกลับมา หวงฟา เสี่ยปาก็รีบมาเยี่ยมที่บ้านฟางจิ่งจือ เพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้
รวมถึงการเพราะปลูกบริเวณชานเมือง ที่พัฒนาก้าวหน้าเป็นอย่างดี
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินดังนั้นก็โล่งใจ และไม่คิดจะไปเยี่ยมชมอีก
เสี่ยเฉิงปาพูด “เสี่ยหวงพูดถูก ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องนั่งดื่มด้วยกันสักมื้อนะนายท่านรอง”
ซ่งจื่อเซวียนปฏิเสธคำเชื้อเชิญไม่ได้ จึงตอบตกลงในที่สุด
ตกเย็น ทั้งสามไปดื่มและพูดคุยกัน แต่ใช้เวลาไม่นานจนเกินไป เพราะซ่งจื่อเซวียนมีแผนว่าตลาดเปิดเมื่อไรจะเข้าไปทันที โดยไม่เสียเวลา
หวงฟาไม่ใช่คนแปลกหน้าในตลาดมืด เขาเองก็เคยมาที่นี่บ่อยๆ อยู่พักหนึ่ง
แถมยังทำกำไรได้หลายล้านด้วยสมุนไพรเหล่านี้ ดังนั้นเขาจึงถือเป็นลูกค้าประจำคนหนึ่ง
อย่างไรก็ดี เสี่ยเฉิงปานั้นเข้ามาเพื่อหาความสนุกล้วนๆ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการค้าขายในตลาดมืด จึงมาเดินเล่นตามทั้งสองคนเท่านั้น
สองเจ้าพ่อรายใหญ่แห่งวงการใต้ดินของตู้เหมินมาเยือนทั้งที บรรยากาศย่อมดูแปลกตาไป
ที่เห็นมีแค่พวกเขาและซ่งจื่อเซวียน บวกกับฟางรุ่ยเป็นสี่คน
แต่ข้างนอกยังมีคนกว่ายี่สิบชีวิตที่รออยู่ในรถ
เจ้าพ่อเข้าไปด้านใน ส่วนพวกลูกน้องได้แต่รออยู่ด้านนอก
ในมุมมืดไม่ไกลออกไปนัก
ในรถลีมูซีนสีดำคันหนึ่ง
ชายวัยห้าสิบปีถือซิการ์ไว้ในมือ พลางพ่นควันเอื่อยๆ
“นายแน่ใจเหรอ”
ชายในที่นั่งข้างคนขับรถพยักหน้า “แน่ใจ นั่นแหละครับซ่งจื่อเซวียน พวกมันเข้าไปแล้วอาจารย์ ถึงมันจะกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วผมก็จำได้”
ชายผู้นั้นแค่นเสียงเย็นชา “กล้าดูถูกสำนักมีดใบไม้ของฉัน มันต้องตาย!”
“ไป๋ซานเอ๋อร์!”
“ครับ ท่านเจ้าสำนัก”
“แกไปดักโจมตีด้านนอก ฉันอยากเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหมอนี่เป็นการส่วนตัว”
“เอ่อ…อาจารย์จะไปเองเลยเหรอครับ?”
ชายคนนั้นพยักหน้าช้าๆ “ฉันอยากเห็นหน้าคนที่ดูถูกสำนักมีดใบไม้ ที่มันเอาชนะแกได้!”
พูดจบ เขาก็ผลักประตูเดินลงจากรถไป
เสื้อคอจีนสีอ่อนพลิ้วไหวไปตามลม ภายใต้แสงจันทร์ เส้นผมดำขลับถูกหวีเรียบไปด้านหลัง
ดวงตาไม่ใหญ่แต่คมกริบ หนวดเหนือริมฝีปากสองฝั่งดูโหดเหี้ยม
เจ้าสำนักมีดใบไม้ เฝิงเหยาจง!
……………………………………………….
………………..