เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 497 กล้าทำตัวป่าเถื่อนในหอเยวี่ยซีงั้นเหรอ?
- Home
- เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง
- ตอนที่ 497 กล้าทำตัวป่าเถื่อนในหอเยวี่ยซีงั้นเหรอ?
ตอนที่ 497 กล้าทำตัวป่าเถื่อนในหอเยวี่ยซีงั้นเหรอ?
………………..
เฝิงเหยาจงมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อย ตอนอยู่ที่ซีเป่ยเขาติดตามอาจารย์อยู่ประมาณสองปี ก็ได้เคล็ดวิชามีดใบหลิวมือเดียวมา
เคล็ดวิชามีดใบหลิวนี้เป็นเคล็ดวิชาที่ใช้สำหรับการทำอาหารโดยเฉพาะ มือหนึ่งสามารถถือมีดได้ทีเดียวห้าเล่ม เพื่อหั่นและปอกเปลือกในเวลาเดียวกัน
และการันตีได้ว่าความยาวและความหนานั้นมีขนาดเท่ากับเส้นใยบางๆ
แต่เฝิงเหยาจงเป็นคนใจคอเหี้ยมโหด เขาทรยศสำนักเพียงเพราะอาจารย์ไม่ยอมยกลูกสาวให้แต่งงานกับเขา
ก่อนจะจากไป เขายังกระทืบอาจารย์จนปางตาย กลายเป็นคนพิการติดเตียง
ภายหลังเฝิงเหยาจงเบนเข็มไปขอฝากตัวเป็นศิษย์เรียนทำอาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือแทน
ในเวลาเพียงปีครึ่ง เฝิงเหยาจงเชี่ยวชาญเมนูแป้งอีกเกือบร้อยเมนู อีกทั้งยังมีทักษะทำอาหารที่ยอดเยี่ยม
ในช่วงเวลาหนึ่ง แถบซีเป่ยต่างยกย่องให้เขาเป็นบุตรแห่งสวรรค์ ผู้มีพรสวรรค์ล้นเหลือ ในภายภาคหน้าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
และแล้วเฝิงเหยาจงก็มีปัญหากับอาจารย์ของตนอีกครั้ง เกี่ยวกับความก้าวหน้าของสำนัก
เฝิงเหยาจงคิดว่าอาจารย์นั้นขี้ขลาด ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่อาจารย์คิดว่าเขาทะเยอทะยานเกินไป
และในตอนนี้เอง ที่เขาบังเกิดความคิดตั้งตนเป็นยอดเชฟตะวันตกเฉียงเหนือเสียเอง!
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แดนมังกรแห่งนี้นอกจากจะมียอดเชฟทางเหนือและทางใต้แล้ว ยังมียอดเชฟตะวันตกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นมาอีกคน
แน่นอนว่ายอดเชฟตะวันตกเฉียงเหนือนั้นเป็นที่รับรู้กันในพื้นที่ แต่ในสายตาของประเทศ ไม่มีการรับรองตำแหน่งดังกล่าว
แม้ว่าจะประสบความสำเร็จ แต่เฝิงเหยาจงรู้ดีว่าแม้อาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีหลากหลายเมนู แต่โดยพื้นฐานเน้นไปที่เมนูแป้ง ซึ่งไม่ใช่อาหารที่มีเอกลัษณ์เฉพาะตัว
ดังนั้นเขาจึงไปร่ำเรียนกับอาจารย์ที่ปักกิ่งอีกสองปี เรียนรู้สูตรอาหารตระกูลหลักเพิ่มอีก
ด้วยความสามารถที่เยี่ยมยอดของเขา ทำให้เขาเชี่ยวชาญในอาหารเกือบสามร้อยเมนูได้อย่างรวดเร็ว
เขาตัดสินใจจะตั้งตัวเป็นอาจารย์เอง และประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับอาจารย์นับแต่นี้เป็นต้นไป ส่วนตนเองมุ่งหน้ากลับไปยังซีเป่ย ยึดครองตำแหน่งยอดเชฟตะวันตกเฉียงเหนืออย่างมั่นคง
นอกจากนี้ยังก่อตั้งสำนักมีดใบไม้ขึ้นมา และประกาศกับสาธารณชนว่าเคล็ดวิชามีดใบหลิวนี้ ตนเป็นผู้คิดค้นขึ้นมาเองทั้งหมด
เนื่องจากอาจารย์คนแรกของเขากลับบ้านเก่าไปนานแล้ว จึงไม่มีใครขุดคุ้ยความลับนี้
แน่นอนว่าบางคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมสาปส่งอยู่ในใจ ถึงขั้นมีคนเรียกเฝิงเหยาจงว่าทาสสามแซ่ เพราะเขามีอาจารย์ถึงสามคน แถมยังหักหลังอาจารย์ทุกคน
แต่ตัวเฝิงเหยาจงเองกลับไม่ทราบ ในมุมมองของเขา เขาคืออันดับหนึ่งแห่งวงการอาหารซีเป่ย
และสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือโจมตีตำแหน่งสูงสุดระดับประเทศ
ซ่งจื่อเซวียนย่อมไม่คิดไม่ฝันว่าบุคคลอันดับหนึ่งจะมาเยือนตู้เหมิน เดินดุ่มๆ เข้ามาหาเขาเอง
หอเยวี่ยซี
ซ่งจื่อเซวียนนั่งลงที่โต๊ะแล้วจิบน้ำชา เหล่าซุนเดินลงมาจากชั้นบนแล้วเอ่ยทักทาย “นายท่านรอง รอนานเลยนะครับ”
“ไม่นานหรอกครับ ชารสชาติดีรอนิดรอหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
เหล่าซุนพยักหน้ายิ้มแย้ม ในสายตาของเขา ซ่งจื่อเซวียนเป็นลูกค้าที่มีระดับที่สุดคนหนึ่งที่มาเยือนหอเยวี่ยซี
แม้ว่าเขาจะเป็นลูกค้าที่มียอดการจับจ่ายในหอเยวี่ยซีสูงที่สุดในประวัติการณ์ แต่ไม่เคยลำพองตนเลยสักครั้ง
ลำพังแค่เรื่องนี้ พวกเศรษฐีใหม่ก็เทียบไม่ติดแล้ว
คนเหล่านั้นมาถึงก็อวดเบ่งกันยกใหญ่ เพียงเพราะใช้เงินไปขี้ประติ๋ว อย่างกับกลัวคนไม่รู้ว่าตนมีเงิน
เทียบกันแล้ว ซ่งจื่อเซวียนสามารถเรียกได้ว่าเป็นคนถ่อมตน
“นายท่านรอง ทางผมไปพูดคุยเรื่องกาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงมาแล้ว ขอแค่นายท่านรองว่ามาเท่านั้น”
ซ่งจื่อเซวียนย่อมเข้าใจในความหมายที่เหล่าซุนต้องการจะสื่อ
คนเป็นนักธุรกิจ เมื่อไม่มีสินค้าก็ต้องนำเข้ามาจากที่อื่น
เช่นนั้นราคาจึงเป็นประเด็นสำคัญ ต้องรอให้ซ่งจื่อเซวียนเสนอราคาหรือไม่ก็เห็นด้วยกับราคาที่เสนอเสียก่อน จึงจะสั่งซื้อเข้ามาได้
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “พวกคุณเสนอราคามาเถอะ ถ้าสมเหตุสมผล ผมก็รับ”
กาวไม้ไผ่หลอดที่เรามีอยู่ตอนนี้ ถูกตัดมาจากตีนเขาเฉวียนหมิง คุณภาพไม่ต่างกัน เพียงแต่ยังไม่ถูกปิดผนึกอย่างเป็นทางการ ไผ่ลำต้นหนึ่งมีประมาณสิบกว่าปล้อง ปล้องหนึ่งได้หนึ่งหลอด หลอดละสองล้านครับ”
ซ่งจื่อเซวียนถึงกับผงะ สองล้านเชียวเหรอ
อันที่จริงหากราคาสูงเขาก็ยอมรับได้ แต่สองล้านนี่ก็…
ราคาของกาวไม้ไผ่หลอดหนึ่งเทียบได้กับโสมเก่าเหง้าหนึ่ง และต้องเป็นโสมคุณภาพดีด้วย
นี่มันเวอร์เกินไปนิด
“หึๆ เหล่าซุน หอเยวี่ยซีของพวกคุณค้าขายอยู่บนความซื่อสัตย์อยู่เสมอ แต่ราคาคราวนี้…เห็นทีจะเขี้ยวไปหน่อยละมั้ง”
“นั่นสิ ไผ่ท่อนเดียวสองล้านงั้นเหรอ พวกแกไม่เคยเห็นเงินกันหรือไง”
เสี่ยเฉิงปาสบถ
หวงฟาที่อยู่อีกด้านหนึ่งกล่าวเสริม “เหล่าซุน นายท่านผู้นี้เป็นใคร…นายคงรู้ใช่ไหม”
เหล่าซุนได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้ายิ้มๆ เขาเดาได้ว่าซ่งจื่อเซวียนต้องพูดแบบนี้
“ในเมื่อนายท่านรองไม่ถูกใจราคานี้ งั้นก็แล้วไป หรือว่าคุณจะลองดูสินค้าตัวอื่นในร้านแทนดีไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วมุ่น คิดในใจว่าหอเยวี่ยซีช่างไม่มีความปรานีเอาเสียเลย
เสนอมาแล้วก็ต่อราคาไม่ได้ เขาพูดแค่ประโยคเดียวก็เปลี่ยนใจไม่ยอมขายให้แล้ว นี่มันดีลค้าขายที่หยิ่งผยองเกินไปไหม
“หึๆ เหล่าซุน ที่คุณพูดหมายความว่ายังไงครับ”
“นายท่านรอง ผมขอพูดตามตรงแล้วกันนะ พอทราบว่าคุณต้องการกาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิง เจ้านายของผมสั่งไว้ว่าห้ามคิดกำไรกับคุณเลยแม้แต่แดงเดียว ราคาสองล้านที่เสนอไปผมไม่ได้กำไรเลยสักเฟินนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินแล้วพลันตกตะลึง “หือ? เจ้านายของคุณ เมื่อไรผมจะได้พบกับเจ้านายของคุณสักทีล่ะครับ”
เหล่าซุนยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด ไม่เอากำไรสักเฟินเดียวเหรอ นี่มันล้อกันเล่นชัดๆ ราคาขายตั้งสองล้านเชียวนะ…
กาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงมันคืออะไรกันแน่ ถึงได้แพงขนาดนี้!
“มีที่ไหนไม่ให้ดูสินค้าก่อน เหล่าซุน นี่แกเล่นตลกอะไรอยู่” เสี่ยเฉิงปาทะลึ่งตัวขึ้นพูด
เขาแค่พูดขู่ไปอย่างนั้น ถึงเขาจะเป็นเจ้าพ่อขาใหญ่แค่ไหน ก็ไม่สามารถลงไม้ลงมือในตลาดมืดแห่งนี้ได้ เขารู้กฎดี
ซ่งจื่อเซวียนเม้มปากเบาๆ แล้วพูด “ช่วยบอกผมทีได้ไหมว่าเถ้าแก่หอเยวี่ยซีเป็นใคร ผมจำไม่ได้แล้วจริงๆ”
“ฮ่าๆ นายท่านรอง เรื่องนี้บอกไม่ได้จริงๆ ครับ ผมบอกชื่อเสียงเรียงนามของเจ้านายผมมั่วซั่วไม่ได้ แต่…พวกคุณรู้จักแน่นอนครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนพลันรู้สึกสับสนมาก
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เขาก็นึกไม่ออกสักทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจออกมายาวๆ “ก็ได้ สองล้านก็สองล้าน เหล่าซุน เอาสินค้ามาให้ที”
“รอสักครู่ครับนายท่านรอง”
เหล่าซุนพูดจบ ก็เดินไปโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์
ประมาณสองนาทีให้หลัง ชายวัยสามสิบกลางๆ ก็เดินเข้ามาในหอเยวี่ยซี
ชายคนนี้เป็นคนแคระ สูงประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร
แต่ด้วยเหตุนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงรู้สึกประทับใจในตัวเขา
เขาเคยเห็นชายคนนี้มาก่อน ตอนที่เดินช้อปปิ้งในตลาดมืด เพียงแต่จำไม่ได้ว่าเขามาจากร้านไหน
คนแคระถือไม้ไผ่มากระบอกหนึ่ง ขนาดยาวประมาณหกสิบเซนติเมตรได้
ซ่งจื่อเซวียนถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่ามันมีขนาดใหญ่ ที่แท้ไผ่กระบอกหนึ่งก็ยาวขนาดนี้ สมแล้วที่ราคาสองล้าน
จากคำพูดของฟางจิ่งจือ กาวไม้ไผ่หนึ่งหยดผสมกับน้ำสามารถนำไปทำอาหารได้หลายเมนู กระบอกใหญ่ขนาดนี้ น่าจะใช้ได้หลายปี
คนแคระวางไม้ไผ่ลง เหล่าซุนเอ่ยกับเขา “กลับไปเถอะ เดี๋ยวจะจ่ายเงินให้พวกนายเอง”
คนแคระไม่พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้า แล้วหันหลังเดินจากไป
เขาเป็นคนมีมารยาทมาก ตอนที่เดินผ่านนายท่านรองซ่งไป ก็ยังไม่วายหันมาค้อมตัวน้อยๆ ให้อีก
อาจเป็นการทำความเคารพต่อลูกค้า หรือเขาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าซ่งจื่อเซวียนคือคนที่ต้องการจะซื้อกาวไม้ไผ่ หรือไม่…เขาอาจจะอยู่ในเหตุการณ์ที่ชื่อเสียงของซ่งจื่อเซวียนกระฉ่อนขึ้นมาเมื่อคราวก่อนก็ได้
แต่ก่อนที่เขาจะได้เช็กบิล ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในหอเยวี่ยซี
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไปเมื่อเห็นคนกลุ่มนี้ ในนั้นประกอบด้วยหลงรื่อเยวี่ย หลี่เซียงและ…หลินหย่วนเฉียงที่ถูกเขากระทืบที่หอเยวี่ยซีเมื่อวันนั้น!
เขารู้สึกได้ทันทีว่าผู้มาเยือนไม่ได้มาแบบเป็นมิตร
แต่ข้างกายยังมีฟางรุ่ย ไหนจะหวงฟาและเฉิงปาอีก เขาจึงไม่กังวลสักเท่าไร
“หึๆ ของดีราคาสองล้าน ขอฉันดูบ้างได้ไหม”
คนที่เดินนำหน้าคนอื่นเอ่ยขึ้น
ซ่งจื่อเซวียนทอดสายตาจ้องมองอีกฝ่ายทันที
หลงรื่อเยวี่ย หลี่เซียง หลินหย่วนเฉียง…
พวกเขามีจุดเด่นร่วมกันอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือเป็นคนของสำนักมีดใบไม้ งั้นก็แสดงว่า…คนคนนี้คือเจ้าสำนัก
ของสำนักมีดใบไม้งั้นเหรอ หรือจะเป็นคนระดับสูงของสำนัก
เหล่าซุนกล่าวยิ้มๆ “ขออภัยครับคุณผู้ชาย นายท่านตรงนี้จองไว้แล้ว ผมจำเป็นต้องห่อสินค้าให้เรียบร้อย”
พูดจบ เหล่าซุนก็หยิบกระดาษไขแผ่นใหญ่ขึ้นมาห่อกระบอกไม้ไผ่
หลินหย่วนเฉียงกล่าวว่า “เหอะ พวกฉันบอกว่าจะดู ฟังไม่รู้เรื่องเหรอวะ”
“นั่นสิ มีของดีก็ต้องแบ่งกันดู ทำไม…ร้านของแกเปิดให้ไม่ได้เหรอ” หลี่เซียงที่อยู่ข้างๆ กล่าวสำทับ
มีเพียงหลงรื่อเยวี่ยที่ไม่ปริปาก เขาจ้องหน้าซ่งจื่อเซวียนด้วยสายตาเฉียบคมราวกับคมมีด
เหล่าซุนไม่สนใจ ยังห่อกระบอกไม้ไผ่ต่อไป ไม่นานนัก กระบอกไม้ไผ่ก็ถูกห่อเรียบร้อย จากนั้นเขาก็หยิบเชือกขึ้นมามัดต่อ
เฝิงเหยาจงหรี่ตาเล็กน้อย รัศมีน่าครั่นครามแผ่ออกมาฉับพลัน
“ผู้จัดการ ดูท่าทาง…คุณจะไม่เข้าใจที่ผมพูดนะ”
เหล่าซุนยังกล่าวด้วยรอยยิ้มดังเดิม “คุณผู้ชาย ต้องขออภัยจริงๆ ครับ สินค้าชิ้นนี้เป็นของนายท่านรองแล้ว หากคุณอยากชม ก็ถามกับเขาเถอะครับ”
เขาส่งสินค้าให้กับซ่งจื่อเซวียนแล้ว หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป
ซ่งจื่อเซวียนรับกาวไม้ไผ่มา หันหลังพร้อมจะเดินจากไป แต่ยังไม่ทันก้าวขา ก็มีมือยื่นออกมาขวางหน้าของตนไว้
“พ่อหนุ่ม ของสูงค่าแบบนี้ ฉันขอดูหน่อยได้ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนปรายตามองอีกฝ่าย “ขออภัยครับ ผมกำลังรีบ”
“หึ ก็ฉันบอกว่าขอดูหน่อยไงล่ะ!”
เฝิงเหยาจงสะบัดแขนข้างหนึ่ง จนดูเหมือนมีลมพัดวูบมาจากแขนของเขา
ฟางรุ่ยรีบพุ่งตัวไปข้างหน้า รู้สึกได้ทันทีว่านี่คือยอดฝีมือ
ซ่งจื่อเซวียนขยิบตาให้เขา จากนั้นเคลื่อนสายตาไปยังหลงรื่อเยวี่ย
“ตามมาถึงนี่เลยนะ พวกนายมันน่ารำคาญชะมัด!”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็สาวเท้าขึ้นไปข้างหน้า เฝิงเหยาจงเบิกตากว้างทันที ถอยเท้าไปด้านหลังก้าวหนึ่ง แล้วยืนจังก้าขวางทางซ่งจื่อเซวียนไว้
“ไอ้หนุ่ม แกนี่มันไร้มารยาทเหลือเกินนะ เห็นที…ตาแก่คนนี้ต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้ว!”
ในจังหวะนั้นเองฟางรุ่ยก็ตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับภูตผี จนเฝิงเหยาจงยังตกใจ
เขาไม่ใช่แค่เก่งกาจด้านทักษะทำอาหารเท่านั้น แต่ด้านหมัดมวยเขายังเป็นถึงยอดฝีมืออีกด้วย
แต่เมื่อตระหนักถึงความเร็วของฟางรุ่ย เลือดในกายของเขาพลันสูบฉีด ให้ตาย…ยังมียอดฝีมืออยู่อีกหรือนี่
“ไอ้แก่ คนที่ไร้มารยาทคือแกต่างหาก ถ้างั้น…ฉันจะสั่งสอนแกเอง!” ฟางรุ่ยกล่าวอย่างเลือดเย็น
“แกเป็นใคร ถึงกล้าขึ้นเสียงกับอาจารย์ของฉัน” หลี่เซียงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับตวาดลั่น
ทันใดนั้นพวกเขาก็เผชิญหน้ากันกลางโถงหอเยวี่ยซี
ในชั่วขณะแห่งความเงียบ มีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา
“บังอาจ กล้ามาทำตัวป่าเถื่อนในหอเยวี่ยซีของฉัน ออกไปจากร้านฉันให้หมด!”
……………………………………………….
………………..