เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 498 จัดการด้วยมือของตัวเอง
ตอนที่ 498 จัดการด้วยมือของตัวเอง
………………..
เมื่อได้ยินเสียง คนทั้งหมดก็หันไปมองที่ชั้นสองของหอเยวี่ยซี
ที่เดินลงมาคือร่างเพรียวระหง
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีขาว เข้ารูป รับกับสัดส่วนของเธออย่างสวยงาม
แต่เมื่อหญิงสาวก้าวลงมาจากชั้นสอง เผยใบหน้าอันไร้ที่ติของเธอ ทำให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นมองตาค้างไปตามๆ กัน
รวมถึงเฝิงเหยาจง
แม้ว่าเขาจะมีอายุ แต่ก็เป็นผู้ชาย
เฝิงเหยาจงเป็นคนตัณหากลับ เขาหลับนอนกับผู้หญิงมานับไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
แต่ผู้หญิงระดับนี้…เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เฝิงเหยาจงคิดในใจว่าตู้เหมินเป็นเมืองแบบไหน เหตุใดถึงมีสาวงามระดับนี้อยู่ด้วย…
อันที่จริงสิ่งที่เขาคิด เป็นสิ่งที่หลงรื่อเยวี่ย หลี่เซียงและคนอื่นๆ คิดเช่นกัน
พวกเขายังหนุ่มยังแน่น เลือดร้อนไวไฟ ความคิดชั่วร้ายในใจย่อมแข็งแกร่ง
ทว่าคนที่ตกใจที่สุดในหมู่พวกเขากลับเป็นซ่งจื่อเซวียน
ตวนมู่เยวี่ย? ทำไมถึงเป็นเธอล่ะ
ซ่งจื่อเซวียนรู้จักตวนมู่เยวี่ยดี เธอไม่เพียงแต่เป็นเพื่อนเก่า แต่ยังเป็นนักศึกษาวิทยาลัยอาหารอีกด้วย
แต่ตอนนี้ตวนมู่เยวี่ยดูไม่เหมือนนักศึกษาอีกต่อไป
ชุดกระโปรงสีขาวเข้ารูป ใบหน้าเยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็ง คางที่เชิดขึ้นเล็กน้อยทำให้ใบหน้าของเธอดูหยิ่งผยองเย็นชา
เพียงมองปราดเดียว ก็ให้ความรู้สึกเหมือนซีอีโอหญิงระดับสูง
“เหล่าซุน นี่…”
เหล่าซุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม”ท่านนี้คือเถ้าแก่หอเยวี่ยซีครับผม”
ตวนมู่เยวี่ยปรายตามองซ่งจื่อเซวียน ก่อนจะมองพวกเฝิงเหยาจงในที่สุด
“พวกคุณกำลังทำอะไร” ตวนมู่เยวี่ยเอ่ย
เฝิงเหยาจงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกอบหมัดโค้งคำนับ “ที่แท้สาวน้อยก็เป็นผู้จัดการร้านนี่เอง ตาเฒ่าคนนี้ไม่ได้มีเจตนาอื่น เพียงแต่อยากเห็นสินค้าในมือของพ่อหนุ่มคนนี้เท่านั้นเอง”
ตวนมู่เยวี่ยได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับอย่างเย็นชา “ของเขามีไว้ซื้อขาย คิดอยากจะดูก็เอาไปดูเหรอ เป็นบ้าไปแล้วสินะ!”
“ฮ่าๆๆ บ้าเหรอ เป็นเหตุผลที่ฟังดูบ้าบอจริงๆ นั่นแหละ สาวน้อย ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อสำนักมีดใบไม้บ้างหรือเปล่า”
“ไม่!”
เฝิงเหยาจงยกยิ้ม คิดว่าชื่อสำนักมีดใบไม้ของตนจะทำให้อีกฝ่ายสั่นกลัวได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าตวนมู่เยวี่ยกลับพูดสวนทันทีโดยไม่ลังเล
รอยยิ้มของเฝิงเหยาจงชะงักค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะทำสีหน้าถแกทึง
“สาวน้อย เรื่องบางเรื่องอย่าเอามาพูดเล่น ถ้าไม่อยากมีปัญหา”
“งั้นเหรอ ฉันไม่รู้จักสำนักมีดใบไม้ กรรไกรใบไม้อะไรทั้งนั้น แต่ฉันรู้จักสถานีตำรวจนะ รู้จักดีซะด้วย อยากลองไปทัวร์ด้วยกันไหมล่ะ”
“แก…”
เฝิงเหยาจงพูดพร้อมขมวดคิ้ว “สาวน้อย เรื่องของวงการก็เป็นเรื่องในวงการ เรียกตำรวจ…เขาเรียกว่าไร้น้ำยารู้ไหม”
“หึๆ เรามันก็คนเสียภาษีเหมือนกัน จะเรียกตำรวจก็เป็นสิทธิ์ของเรา เกี่ยวอะไรกับไร้น้ำยาด้วย”
เฝิงเหยาจงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ช่างเถอะ ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ฉันไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับแกแล้ว แต่ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องได้ดูของนั่น”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้า “ก็ได้ ในเมื่อยืนกรานว่าต้องดูให้ได้ ฉันไม่แจ้งตำรวจก็ได้ เหล่าซุน โทรหาสำนักงานบริหารจัดการซิ”
ได้ยินดังนั้นเฝิงเหยาจงก็ผงะไป แต่ก็ไม่รู้ว่าสำนักงานบริหารจัดการเป็นใครกันแน่
ไม่นานนักกลุ่มคนในชุดรักษาความปลอดภัยก็เดินเข้ามาในหอเยวี่ยซี
“เถ้าแก่ตวนมู่ ใครก่อเรื่องอะไรเหรอครับ”
ตวนมู่เยวี่ยยังไม่ทันเอ่ยปาก เฝิงเหยาจงก็หันไปช้าๆ พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อ “เหอะ ก็แค่อยากดูสินค้า ทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยากด้วยวะ”
ได้ยินดังนั้น ตวนมู่เยวี่ยก็ระเบิดหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆ ฉันก็นึกว่าใครที่แท้ก็ทาสสามแซ่แห่งซีเป่ยนี่เอง”
“แก…นังหนู แกว่าอะไรนะ”
คำว่าทาสสามแซ่ถือเป็นคำดูถูกที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับเฝิงเหยาจงอย่างไม่ต้องสงสัย
ในฐานะยอดเชฟตะวันตกเฉียงเหนือ เขาไม่เคยเจอใครกล้าเรียกเขาเช่นนี้เลย
ในชั่วพริบตา ความคิดสกปรกที่เฝิงเหยาจงมีต่อตวนมู่เยวี่ยพลันหายวับไป เหลือแต่ความแค้นใจ!
“เหอะ ทำไมล่ะ อยู่ซีเป่ยไม่ได้แล้วล่ะสิ ถึงได้ถ่อมาถึงตู้เหมิน คิดจะทำธุรกิจหรือไง”
เฝิงเหยาจงโกรธจัด กำหมัดแน่นทั้งสองมือ สั่นเทาไปทั้งตัว
“ฉันไม่สนใจว่าแกจะเป็นใคร แต่ตอนนี้ออกไปได้แล้ว ไม่งั้นพวกฉันจะไล่พวกแกไปเอง!”
“งั้นเหรอ จะไล่ฉันเหรอ หึๆ ก็ลองดูสิ!”
พูดจบ เฝิงเหยาจงก็ขยับตัว เอื้อมมือหมายจะคว้ากระบอกไม้ไผ่ในมือของซ่งจื่อเซวียน
ฟางรุ่ยเห็นดังนั้นก็เอาตัวมาขวางตรงหน้าซ่งจื่อเซวียน แล้วคว้าข้อมือเฝิงเหยาจงไว้
เฝิงเหยาจงตะลึงงัน
มีดของเขาเร็ว มือเขาก็เร็วเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว…ชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะเร็วยิ่งกว่า
ถึงขั้นคว้าตัวเขาไว้ได้!
“บังอาจ กล้าลงมือกับอาจารย์ข้าเหรอ แกตาย!”
หลงรื่อเยวี่ยพูดจบก็พุ่งตัวเข้าใส่ฟางรุ่ย ตามด้วยหลี่เซียง หลินหย่วนเฉียง
แต่ในตอนนี้เอง ยามหลายคนก็กรูเข้ามาและเอื้อมมือไปบีบคอพวกเขาทันที
เรี่ยวแรงอันมหาศาลทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
“เวรเอ๊ย ก่อเรื่องวุ่นวายในตลาดมืดได้นะแก ไอ้พวกโง่ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่เขามีกฎ!”
ขณะพูด ทั้งสามคนก็ถูกโยนออกไปนอกหอเยวี่ยซี
หลังจากนั้นยามคนหนึ่งก็ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตู ทำให้พวกหลงรื่อเยวี่ยทั้งสามคนไม่กล้าเข้ามาอีก
“พร้อมจะเรียนรู้ทุกเมื่อ!” ฟางรุ่ยกล่าวอย่างเฉยเมย
“ดี งั้นก็เรียนตอนนี้แหละ!”
พูดจบ เฝิงเหยาจงก็กยิบมีดทำครัวของตนออกมา เขาพกมีดทำครัวติดตัวไปด้วยทุกที่
มีดทั้งหมดมีแปดเล่ม มันไม่ใช่มีดทำครัวแบบดั้งเดิม แต่เป็นมีดเรียวยาวที่พกพาได้ง่ายกว่า แต่ละเล่มมีความยาวประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปดเซนติเมตร กว้างเพียงห้าเซนติเมตรเท่านั้น
และมีดเช่นนี้มีความพิเศษอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือใช้ทำอาหารได้ ใช้ทำร้ายคนก็ได้เช่นกัน!
ขณะที่พูด เฝิงเหยาจงก็เอื้อมมือไปแตะเข้ากับด้ามจับ แต่ก่อนที่เขาจะกระชากมันออกมา กลับถูกมือที่แข็งแกร่งกว่าผลักกลับ
เฝิงเหยาจงหันกลับไปมอง และพบว่าเป็นยาม!
“เหอะ กล้าทำตัวป่าเถื่อนที่นี่ไม่พอ ยังกล้าพกอาวุธเข้ามาด้วย จากนี้ไปแกจะถูกขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้าม!”
ขณะที่พูด ยามก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หลังจากคลุกวงในกันเป็นพัลวัน ในที่สุดพวกเขาก็ปลดมีดทำครัวทั้งหมดออกจากเอวของเฝิงเหยาจง
เฝิงเหยาจงกำลังจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ยามคนนั้นกลับออกแรงจับเขาขึ้นพาดบ่าทันที
“เถ้าแก่ตวนมู่ จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ถ้ามีปัญหาอะไรติดต่อมาหาพวกผมได้ทุกเมื่อเลยนะครับ”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้า ยามคนนั้นก็แบกเฝิงเหยาจงเดินจากไป
“ปล่อยข้าลง แกรู้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใคร เอามีดทำครัวข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ซ่งจื่อเซวียนหันไปมองตวนมู่เยวี่ย “ตวนมู่ เถ้าแก่หอเยวี่ยซี…เป็นเธอจริงๆ เหรอ”
ตวนมู่เยวี่ยเม้มริมฝีปาก แล้วยักไหล่ “มันแปลกเหรอ ฉันไม่เคยบอกคุณเหรอคะ”
“ไม่เคยน่ะสิ”
“ถ้างั้นฉันคงลืมไป!”
ตวนมู่เยวี่ยพูดจบ ก็ทิ้งตัวลงนั่งลงหลังเคาน์เตอร์แคชเชียร์
ซ่งจื่อเซวียนพูดแล้วก้าวมาข้างหน้า “ทำไมถึงช่วยฉันล่ะ กาวไม้ไผ่นั่น?”
“เอ่อ…หึๆ วันนี้มันผิดไปจากที่ฉันคิดไว้เลย คิดยังไงฉันก็คิดไม่ออก ว่าเถ้าแก่หอเยวี่ยซีจะเป็นเธอ”
“มีอะไรผิดคาดขนาดนั้น”
ตวนมู่เยวี่ยคิดในใจ ถ้ารู้ว่าฉันเป็นเถ้าแก่หอหงเยวี่ยด้วย นายจะตกใจยิ่งกว่านี้
พวกเฝิงเหยาจงสี่คนถูกขับไล่ออกมาจากตลาดมืดโดยสมบูรณ์
เฝิงเหยาจงถูกยามโยนลงพื้นอย่างแรง
ยามหยิบมีดแปดเล่มขึ้นมามอง “เก็บมีดสั่วๆ ของแกไว้ให้ดี ถ้ายังกล้าโผล่หน้ามาที่ตลาดมืดอีกล่ะก็ จะไม่จบแค่ถูกโยนออกไปแน่”
พูดจบ ยามก็โยนมีดแปดเล่มลงบนพื้นเบื้องหน้าเฝิงเหยาจง
“แล้วก็จำให้ขึ้นใจ ต่อไปพวกแกอย่ากลับมาที่นี่อีก ตอนนี้พวกแกเป็นบุคคลต้องห้าม ถ้าพวกข้าจับได้เมื่อไร แกโดนไล่ออกไปแน่!”
เฝิงเหยาจงอับอายอย่างยิ่ง…
มีคนเฝ้าดูพวกเขาอยู่รอบๆ เกือบร้อยคน
บ้างก็ดูไปด้วยซุบซิบนินทากันไปด้วย…
เขาไม่เคยเสียหน้าขนาดนี้มาก่อนในชีวิต คราวนี้เขาอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“มีดฉัน…”
เฝิงเหยาจงตอบสนองด้วยการเก็บมีดขึ้นมาเป็นอันดับแรก มีดพวกนี้เป็นมีดที่เขาสั่งทำเป็นพิเศษ แต่ละเล่มมีมูลค่าไม่น้อย
แต่ตอนนี้…มีดบางเล่มถึงกับเป็นรอยบิ่นเข้าไป เพราะถูกยามคนนั้นโยนทิ้งราวกับขยะ
ในตอนนี้เองพวกไป๋ซานเอ๋อร์ก็วิ่งกรูเข้ามา
“ท่านเจ้าสำนัก เป็นยังไงบ้างครับ เกิดอะไรขึ้น”
“ยังมีหน้ามาถามอีก ไม่คิดจะช่วยข้าเก็บมีดเลยหรือไง”
ได้ยินดังนั้น ไป๋ซานเอ๋อร์และพวกก็เข้ามาเก็บมีด
ไป๋ซานเอ๋อร์เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักมีดใบไม้ เป็นบอดี้การ์ดเต็มเวลาของเฝิงเหยาจง
แต่เรื่องวันนี้ไม่ใช่ความผิดของเขา เฝิงเหยาจงขอให้เขาคุ้มกันจากด้านนอก ในเมื่อยืนกรานจะเข้าไปเพียงลำพัง ก็ช่วยไม่ได้เมื่อถูกกระทืบ
“ครับ ท่านเจ้าสำนัก”
หลงรื่อเยวี่ยกล่าว “อาจารย์ เป็นเพราะ…พวกเราแหกกฎของที่นี่เหรอครับ”
“คงจะอย่างนั้น วันนี้ฉันวู่วามไปหน่อย แต่ไม่ต้องร้อนใจไป พวกเขาต้องออกมาแน่ เดี๋ยวไปดักฆ่าพวกมันด้านนอกซะ ฉันอยากเห็นไอ้เด็กนั่นตาย!”
“รับทราบครับ!”
ทั้งหมดขานรับ
ไม่นานไป๋ซานเอ๋อร์ก็สืบจนรู้แน่ชัด
“ท่านเจ้าสำนัก ตลาดมืดมีอยู่ที่เดียวในประเทศครับ ดังนั้นคนที่มาที่นี่จึงเป็นคนสำคัญจากทั่วทุกสารทิศ
แต่ไม่ว่าจะเป็นคนสูงศักดิ์แค่ไหน เวลาอยู่ในตลาดมืดก็ห้ามใช้กำลังที่นี่ นี่เป็นระเบียบและกฎเกณฑ์ของตลาดมืดครับ
เพื่อรักษาความเรียบร้อยของที่แห่งนี้ ตลาดมืดเลยมีสำนักงานบริหารจัดการคอยรักษาความปลอดภัยให้
ยามพวกนี้เป็นยอดฝีมือที่เกษียณจากกองกำลังพิเศษ แถมมีมากกว่าร้อยคนด้วยครับ”
ได้ยินประโยคนี้ เฝิงเหยาจงถึงกับอึ้งงัน “ว่าไงนะ ร้อยคนเลยเหรอ”
ต้องเท้าความก่อนว่าคนหนึ่งร้อยคนเทียบเท่ากับกองทัพขนาดย่อมๆ เฝิงเหยาจงมีลูกศิษย์มากมายก็จริง แต่ไม่ได้มีมากถึงขั้นนี้
อีกทั้งการประมือเมื่อครู่ก็พิสูจน์แล้วว่าคนพวกนี้เป็นยอดฝีมือจริงๆ หากคิดจะสู้กันตัวต่อตัว คงเป็นไปไม่ได้
“ท่านเจ้าสำนัก ผมคิดว่าเราควรจะดักซุ่มอยู่ข้างนอก ข้างในมีกฎข้างนอกมีอิสระ ถ้าศัตรูออกมา เราก็ฆ่ามันซะ!”
เฝิงเหยาจงพยักหน้า “ใช่ ฉันก็คิดแบบนั้น ไป๋ซานเอ๋อร์แกพาคนไปดักใกล้ๆ กับทางเข้าตลาดหน่อย รื่อเยวี่ย หลี่เซียง หย่วนเฉียง พวกแกสามคนตามฉันมา ถึงเวลาที่เราจะเอาคืนพวกมันแล้ว!”
“ครับ อาจารย์!”
เฝิงเหยาจงพูดลอดไรฟัน “แม่งเอ๊ย ถ้าวันนี้ข้าไม่ได้โค่นงูประจำถิ่น ไม่ได้จัดการกับไอ้เด็กนั่นด้วยมือข้าเองละก็ ความแค้นในใจคงไม่มีวันได้ชำระ!”
………………………………………………………