เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 500 เคียดแค้น
ตอนที่ 500 เคียดแค้น
………………..
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินประโยคนี้ก็ขบกรามแน่น ไอ้สารเลว ฉันจะทำให้แกต้องชดใช้
หลังจากวางสาย ซ่งจื่อเซวียนคิดจะไปยังเขตป่าของวิทยาลัย แต่พอคิดดูดีๆ ถึงไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์
อีกฝ่ายบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าวางแผนมาแล้ว เขตป่าออกจะกว้าง ถึงไปก็ไม่เจอเขาอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าท้าประลองแบบนี้ แสดงว่าไม่ใช่เขตป่าที่เข้าไปได้ด้วยวิธีการปกติ
ดูเหมือนว่าตนต้องปีนกำแพงข้ามไปอีกแล้ว
ช่วงเวลาต่อมาช่างทรมานสำหรับซ่งจื่อเซวียนเหลือเกิน
ที่เขาทำได้มีเพียงการรอเท่านั้น
รอให้ถึงเก้าโมง รอให้อีกฝ่ายโทรมาหา
หัวใจของเขาร้อนรุ่มเหมือนมดที่ตกลงไปในหม้อเดือดๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรอย่างอื่นอีก
รุ่งเช้า ท่านเป้ยเล่อและฟางรุ่ยมาหาเขา ซ่งจื่อเซวียนกลับหาข้ออ้างปฏิเสธที่จะไปทานอาหารเช้าด้วยกัน
ท่านเป้ยเล่อมองออกว่าเขามีปัญหา แต่เมื่อเห็นว่าซ่งจื่อเซวียนไม่อยากพูด เขาก็ไม่ซักไซ้
เวลาเจ็ดโมงเช้า หลิงเจิ้นโทรมาอีกครั้ง เพื่อถามเรื่องท่านผู้เฒ่าฟาง
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว “อาจารย์ของผมตกลงให้พวกคุณเข้าพบแล้วครับ แต่…ตอนนี้ผมมีเรื่องต้องจัดการ ไว้เสร็จธุระแล้ว พวกเราไปตู้เหมินกันนะครับ”
“หืม? มีธุระงั้นเหรอ ยังมีเรื่องอะไรที่ใหญ่ไปกว่าเรื่องนี้อีกล่ะ ไอ้หยา ถ้าเป็นเรื่องในวิทยาลัยก็ปล่อยไปเถอะ พวกเราไปตู้เหมินกัน ตาแก่รอไม่ไหวแล้ว”
“เอ่อ…ท่านผู้เฒ่าหลิงครับ ผมมีธุระจริงๆ เป็นธุระสำคัญ ไว้ผมจัดการเรื่องเสร็จเมื่อไร ผมจะบอกคุณทันทีเลยครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบก็ตัดสายทันที
เผชิญหน้ากับคำขอของท่านผู้เฒ่าหลิงอีกครั้ง เขาก็รู้สึกเกรงใจที่จะปฏิเสธ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือไปหาซุนจิ้งจัวและช่วยถังหย่าฉี เขาจะไม่ยอมให้เรื่องอื่นมาขัดขวางได้
เฉิงหวาลี่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถาม “ทำไมเหรอครับท่านผู้เฒ่าหลิง อาจารย์ของจื่อเซวียนเขาไม่ให้พบเหรอครับ”
“ไม่ใช่ เขาบอกว่าอาจารย์เขาตกลงแล้ว แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการ รอให้เสร็จธุระก่อนถึงจะมาหาพวกเรา”
หลิงเจิ้นพูดแล้วถอนหายใจ “หวาลี่ อู๋ซิ่ว พวกนายไปสั่งงานอะไรเขาหรือเปล่า”
ทั้งสองส่ายหน้า
เฉิงหวาลี่กล่าว “ท่านผู้เฒ่าหลิง พวกเรามีแผนจะมอบหมายงานชิ้นใหม่ให้กับเขาอยู่ครับ
ผมกับอู๋ซิ่วปรึกษากันแล้ว หลังจากที่หลงรื่อเยวี่ยแพ้ให้กับจื่อเซวียน ก็ไม่เข้ามาวิทยาลัยอีกเลย การแข่งขันครั้งนี้ทำให้เขาเสียหายมาก คิดว่าคงจะส่งผลกระทบกับงานของเขาในอนาคตอย่างแน่นอน
ดังนั้น พวกเราเลยตัดสินใจจะให้จื่อเซวียนเป็นหัวหน้าอาจารย์ทั้งสองวิทยาเขตไปพลางๆ แต่ว่า…ยังไม่ได้คุยกับเขาเลยครับ”
หลิงเจิ้นพยักหน้า “หัวหน้าอาจารย์สองวิทยาเขต เขาเหมาะสมกับตำแหน่งนี้จริงๆ แต่ตอนนี้เขาจะมีธุระเรื่องอะไรล่ะ”
ได้ยินดังนั้น โอวหยางเฟิ่งเหยาก็พูดขึ้น “อาจจะเป็นเรื่องครอบครัวก็ได้ ยังไงซะแฟนเขาก็มาอยู่ในวิทยาลัยแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง”
พูดมาถึงตรงนี้ เฉิงหวาลี่ วังเหว่ยและหลินอู๋ซิ่วต่างตะลึงงัน
ซ่งจื่อเซวียนตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นลูกรักของวิทยาลัย ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับแฟนเขา วิทยาลัยคงจะรับผิดชอบไม่ไหว
“เฟิ่งเหยา หรือว่าจะเป็นเรื่องลูกศิษย์ของนาย” หลิงเจิ้นถามขึ้นมากะทันหัน
โอวหยางเฟิ่งเหยามีสีหน้าสับสน
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่วิทยาลัยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอยู่แล้ว แต่ทำไมต้องมาโทษเขาด้วยล่ะ
“ลูกศิษย์ของผมเหรอ เป็นไปไม่ได้ จวิ้นเย่แพ้จื่อเซวียนไปแล้ว ส่วนจิ้งจัวผมก็กำชับไว้ดิบดี ลูกศิษย์ผม ผมรู้ดี พวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งผมหรอก!”
โอวหยางเฟิ่งเหยาพูดพลางเชิดหน้าขึ้น สีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดา
โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ที่ฟังดูเหมือนจะตีความได้สองความหมาย
ลูกศิษย์ของฉันไม่กล้าขัดคำสั่งฉัน แต่ท่านผู้เฒ่าหลิงก็ไม่แน่
หลิงเจิ้นดูเหมอืนจะไม่เข้าใจความหมายนี้ เขาหมวดคิ้วมุ่น “หลิงเจิ้น ไม่เสมอไปหรอกมั้ง นายมีอำนาจล้นฟ้าขนาดนั้นเชียวเหรอ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ในฐานะอาจารย์ ผมมั่นใจว่าตัวเองมีอำนาจอยู่”
“จริงเหรอ เอาอย่างนี้ดีกว่า เพื่อเป็นการรับประกัน นายลองโทรไปหาลูกศิษย์ของนายดูสิ”
“ได้สิครับ ไม่มีปัญหา”
โอวหยางเฟิ่งเหยายกโทรศัพท์ขึ้น กดโทรออกทันที
แต่ไม่นานเขาก็ต้องตกตะลึง
ทำไมถึงปิดเครื่องล่ะ
ในฐานะปรมาจารย์ของจงไห่ โอวหยางเฟิ่งเหยามีธุรกิจมากมายที่ต้องดูแล และลูกศิษย์เหล่านี้ก็กลายเป็นกระดูกสันหลังในงานของเขา
ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ลูกศิษย์พกโทรศัพท์ติดตัวไว้ตลอด 24 ชั่วโมง และต้องตอบรับงานต่างๆ อย่างทันท่วงที
ไม่ว่าจะเป็นซุนจิ้งจัวหรือหยางจวิ้นเย่ ก็ไม่เคยปิดโทรศัพท์เลย ทำไมจู่ๆ…วันนี้ถึงปิดเครื่อง
โอวหยางเฟิ่งเหยาที่เมื่อครู่มั่นใจเสียเต็มประดา ตอนนี้กลับรู้สึกไม่แน่ใจ
เมื่อเห็นสีหน้าของเขา หลิงเจิ้นก็เอ่ยยิ้มๆ “เป็นอะไรไปล่ะ”
“เป็นไปไม่ได้…ถ้าเป็นไอ้สารเลวนี่ทำแบบนั้นจริงๆ ฉันจะจัดการให้เข็ด!” โอวหยางเฟิ่งเหยาพูดด้วยความโกรธขึ้ง
ปกติโอวหยางเฟิ่งเหยาเป็นคนสุภาพอ่อนน้อม แต่เขามักจะเข้มงวดกับลูกศิษย์ของตน คำพูดนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
“จัดการยังไงล่ะ”
หลิงเจิ้นลังเล แต่ก็ถามออกไปอยู่ดี
“เอ่อ…เหอะ ถ้าเป็นฝีมือไอ้เด็กเหลือขอนี่จริงๆ ผมจะไล่มันออกจากสำนัก!”
หลิงเจิ้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณโอวหยาง พวกเรามัวแต่นั่งเดากันอยู่อย่างนี้คงไม่มีประโยชน์ ถ้างั้น…เราไปหาจื่อเซวียนกันก่อนดีไหมครับ”
“ดี!”
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
วังเหว่ยขมวดคิ้ว แล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออกไปหาเบอร์เบอร์หนึ่งทันที
“เสี่ยวจาง วันนี้คุณเข้ากะหรือเปล่า รีบไปดึงภาพจากกล้องวงจรปิดมาที ลองดูซิว่าวันนี้หัวหน้าอาจารย์ซ่งไปที่ไหน”
“ได้ครับ ผอ.วัง”
ในขณะนี้เอง ท่านเป้ยเล่อก็พาคนอื่นๆ เดินเข้ามา “ท่านผู้เฒ่าหลิง คุณโอวหยาง ผู้อำนวยการทุกท่าน พวกคุณก็อยู่ด้วยเหรอ”
“โอ้ ท่านเป้ยเล่อเหรอ พวกเรากำลังตามหาจื่อเซวียนกันอยู่น่ะ” เฉิงหวาลี่ตอบ
ท่านเป้ยเล่อกล่าว “ไอ้หนูจื่อเซวียนนั่น…วันนี้ท่าทางไม่ปกติ ผมจัดการเรื่องคลาสเรียนเรียบร้อยแล้ว กำลังจะไปตามหาเขาอยู่เลยครับ”
“อะไรนะ นายก็รู้สึกเหมือนกันเหรอ”
“ครับ จากที่ผมรู้จักกับเขามา เขาน่าจะมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้ แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนักหนาเหมือนกัน”
ทุกคนต่างหันมามองหน้ากัน
ตอนนี้คนที่ร้อนใจที่สุดคือโอวหยางเฟิ่งเหยา เพราะเขากลัวว่าซุนจิ้งจัวจะไปหาเรื่องซ่งจื่อเซวียนจริงๆ
…
เขตป่าของวิทยาลัย
ซ่งจื่อเซวียนเข้าไปในเขตป่าเพียงลำพังแบบที่เข้ามาครั้งก่อน แต่ที่นี่กลับว่างเปล่า จนเขามองไม่เห็นอะไร ไม่รู้ด้วยว่าซุนจิ้งจัวและคนอื่นๆ อยู่ที่ไหน
ประมาณสิบนาทีให้หลัง โทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“มาแล้วเหรอซ่งจื่อเซวียน” คราวนี้เนื่องจากซุนจิ้งจัวถูกจับได้ จึงไม่ได้ใช้เครื่องดัดเสียงอีก
“เลิกทำอะไรไร้สาระสักที แกอยู่ที่ไหน”
“ฮ่าๆ ใจร้อนซะจริง คุณเชฟคนดังแถมโรแมนติก”
ซ่งจื่อเซวียนแผดเสียงด้วยความโมโห “ไอ้สัต* หยุดกวนตีนฉันได้แล้ว บอกมา แกอยู่ไหน”
“หึๆ เดินตรงไปทางตะวันตก พอถึงตีนเขาแล้ว จะเห็นป่าสีแดง เข้ามาสิ”
พูดจบ ซุนจิ้งจัวก็ตัดสายทิ้ง
ซ่งจื่อเซวียนฝึกทำสมาธิและควบคุมลมหายใจตามตำราอาหารราชวงศ์ชิงมานาน สภาพร่างกายจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ตอนนี้สมรรถภาพร่างกายเขาอาจจะเทียบไม่ได้กับฟางรุ่ย แต่ก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
ไม่ว่าจะความเร็ว ปฏิกิริยาตอบสนอง หรือความแข็งแกร่งล้วนแต่อยู่ในระดับที่เหนือกว่าคนทั่วไป
ป่าเมเปิ้ลแดง
ซุนจิ้งจัวนั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่ง พลางสูบบุหรี่ ขณะที่จ้องมองถังหย่าฉีอย่างสบายอารมณ์
“สวยจริงๆ นะเนี่ย ทำไมถึงมาคบกับซ่งจื่อเซวียนได้ล่ะ”
เขาแสยะยิ้มแล้วพ่นควันออกมา “มาคบกับฉันแทนไหม”
เขาเดินเข้าไปใกล้ แล้วถอดผ้าปิดปากของถังหย่าฉีออก
ถังหย่าฉีแค่นเสียง
“เหอะ พวกนายมันก็แค่พวกนักเลง ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นลูกศิษย์ยอดเชฟภาคใต้อีกเหรอ ไม่กลัวทำยอดเชฟภาคใต้อับอายบ้างหรือไง”
“ฮ่าๆๆๆ ที่ฉันทำไปฉันก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกันแหละน่าคนสวย ใครใช้ให้เจ้าซ่งจื่อเซวียนนั่นเอาแต่ปฏิเสธคำท้าของฉันล่ะ”
ถังหย่าฉีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จื่อเซวียนไม่เห็นนายในสายตาด้วยซ้ำ จะลดตัวลงมาแข่งด้วยงั้นเหรอ ไอ้สวะ!”
เพียะ!
ฝ่ามือฟาดเข้าที่ใบหน้าของถังหย่าฉี ซุนจิ้งจัวแผดเสียงด้วยความโกรธ “กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้ แกคิดว่าแกเป็นใคร!”
ถังหย่าฉีพยายามกลั้นน้ำตา เธอไม่อยากให้ไอ้สารเลว เศษสวะคนนี้ได้เห็นน้ำตาของเธอ
“หึๆ ต่อให้แกตบฉันยังไง ฉันก็ไม่มีวันเห็นแกในสายตา!”
“ก็ได้ งั้นค่อยง่ายหน่อย วันนี้ฉันจะจัดการกับซ่งจื่อเซวียนที่นี่ แล้วจะเล่นสนุกกับแกซะ เหอะๆ ยังไงที่นี่…ก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว”
หยางจวิ้นเย่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ย “ศิษย์พี่ ยะ…อย่าฆ่าคนเลยนะ”
ซุนจิ้งจัวขึงตามองเขา “แกจะไปเข้าใจอะไร ไอ้คนไร้ประโยชน์ คนอย่างซ่งจื่อเซวียนเก็บเอาไว้ไม่ได้ ถ้ามันไม่ตาย ต่อไปมันจะเป็นหายนะ!”
หยางจวิ้นเย่ไม่กล้าพูดอะไรอีก
แต่ละคนสวมชุดดำสนิทและแว่นกันแดด ซุนจิ้งจัวเตรียมพวกเขาไว้เป็นแผนสุดท้าย
วันนี้เขาจะใช้วิชาควบคุมไฟฆ่าซ่งจื่อเซวียนให้ได้ ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ยังมีพรรคพวกอีกหลายคน อย่างไรวันนี้ก็ไม่ปล่อยให้ซ่งจื่อเซวียนรอดจากป่าเมเปิ้ลแดงนี้ไปแน่
“จากทางเข้าเขตป่ามาถึงตรงนี้ ต้องใช้เวลาราวๆ ยี่สิบนาที…ที่จริงฉันยังมีเวลาเล่นสนุกกับแกอยู่ แกว่าไง”
ได้ยินดังนั้น ความหวาดกลัวพลันปรากฏในดวงตาของถังหย่าฉี
“ไอ้สารเลว ไอ้กุ๊ย แกจะทำอะไร”
ซุนจิ้งจัวแสยะยิ้ม “สวยขนาดนี้…ไม่เชยชมคงจะน่าเสียดาย”
เขาพูดพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อของตนเอง สายตาเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
ในตอนนี้เอง ลูกน้องคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้น “ลูกพี่ มันมาแล้ว”
“หา? ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะ”
ซุนจิ้งจัวมองดูนาฬิกาข้อมือ เพิ่งจะผ่านไปหกถึงเจ็ดนาที ไอ้หมอนี่ขับรถเข้ามาหรือไง
แต่นั่นไม่สำคัญ ในความคิดของเขา อย่างไรวันนี้ถังหย่าฉีก็ต้องตกเป็นของเขา จะช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกัน
ไม่นานนัก ซ่งจื่อเซวียนก็ก้าวเข้ามาในป่าเมเปิ้ลสีแดง
เมื่อเห็นคนเหล่านี้ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือเพ่งสายตาไปยังถังหย่าฉี
ถึงแม้ถังหย่าฉียังสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยดี แต่ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง สีหน้าเจ็บแค้นใจ ก็ทำให้ซ่งจื่อเซวียนโกรธเป็นไฟได้แล้ว
อย่างน้อยก็ชัดเจนแล้วว่าพวกมันต้องใช้ความรุนแรงกับถังหย่าฉีแน่นอน
“ซุนจิ้งจัว แกจะเอายังไง”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
ซุนจิ้งจัวเหลือบมองไปด้านข้างแล้วเอ่ย “ตรงนั้น เตาสองเตา กว่าฉันจะขนมาได้โคตรเสียเวลาเลย พร้อมจะแข่งหรือยัง”
“ได้ ตัดสินแพ้ชนะยังไง”
“ถ้าแกแพ้ก็ตายอยู่ที่นี่ ถ้าชนะ…ก็เอาแฟนแกกลับไปเลย!”
ขณะที่พูด แววตาของซุนจิ้งจัวเจือด้วยความสะใจเล็กๆ อย่างไรเสียเขาก็มั่นใจว่าวันนี้ซ่งจื่อเซวียนหนีไปไหนไม่รอดแน่
ซ่งจื่อเซวียนขึงตามองซุนจิ้งจัวด้วยความเคียดแค้น “ได้ มาเริ่มกันเลย!”
……………………………………………….
………………..