เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 501 ต้องให้ผมจัดการเอง! ....................
- Home
- เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง
- ตอนที่ 501 ต้องให้ผมจัดการเอง! ....................
ตอนที่ 501 ต้องให้ผมจัดการเอง!
………………..
ซ่งจื่อเซวียนสาวเท้าไปที่เตา
เตาทั้งสองเรียบง่ายมาก ความจริงยิ่งเป็นแบบนี้ ยิ่งยากสำหรับเชฟระดับสูง
เพราะวัตถุดิบ อุปกรณ์และเครื่องครัวของอาหารระดับสูงต้องใช้ระดับสูงยิ่งกว่า
ดังนั้นถ้าสิ่งสำคัญแบบนั้นระดับเทียบไม่ได้ก็จะเป็นข้อจำกัดของเชฟจริงๆ
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับไม่แย้งอะไร เขามองซุนจิ้งจัวใกล้ๆ “วัตถุดิบล่ะ”
ซุนจิ้งจัวยิ้ม “ซ่งจื่อเซวียน คิดไม่ถึงว่าแกที่เป็นเชฟระดับสูงขนาดนั้นจะยังพูดแบบนี้อีกนะ”
“หืม”
“เหอะๆ เชฟระดับสูงสองคนแข่งขันกัน วัตถุดิบ…สำคัญขนาดนั้นจริงๆ เหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็หรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนจะเข้าใจสิ่งที่ซุนจิ้งจัวจะสื่อแล้ว
เขากำลังหมายถึงว่า การแข่งขันทำอาหารระดับสูงนั้นเป็นประเด็นหลัก ไหนเลยจะยังสนใจหัวข้อแข่งขันอะไรอีก
ความหมายนี้ก็คือหมายถึงการควบคุมไฟ
ทั้งสองฝั่งควบคุมไฟโจมตีและตั้งรับ จะทำอาหารออกมาได้หรือไม่นั้นไม่ใช่ประเด็น กุญแจสำคัญที่ตัดสินแพ้ชนะอย่างแท้จริงก็คือการควบคุมไฟ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าน้อยๆ “งั้นก็ตามที่แกว่าแล้วกัน”
ซุนจิ้งจัวยิ้ม หันหน้าไปโบกมือให้ด้านหนึ่งทันที
หยางจวิ้นเย่ยกกล่องสองใบจากพื้นขึ้นมา ส่งให้ซุนจิ้งจัว อีกกล่องทิ้งให้ซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้สนใจ เปิดกล่องทันที
ของในกล่องธรรมดามาก มันฝรั่งสองสามลูก มะเขือเทศและเต้าหู้ก้อนหนึ่ง
ซุนจิ้งจัวยิ้มเอ่ย “ใช้ของได้ตามใจเลยนะ ปรุงสุกได้ก็ถือว่าชนะ!”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็เหมือนจะเข้าใจแล้วว่าซุนจิ้งจัวน่าจะพอมีความสามารถ ไม่อย่างนั้นก็ไม่น่าจะมั่นใจขนาดนี้
ซ่งจื่อเซวียนมองวัตถุดิบตรงหน้าแวบหนึ่ง ไม่ได้เริ่มทำทันทีเหมือนซุนจิ้งจัว แต่กำลังคิดว่าจะปรุงอย่างไรดี
บางที่นี่อาจจะเป็นความเคยชิน เห็นวัตถุดิบอะไรก็ตามแต่ ก็จะชินกับการวางแผนวิธีทำ
แน่นอนว่า การช่วยถังหย่าฉีต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ เขาคิดนานมากไม่ได้ ครึ่งนาที เขาก็เริ่มทำ
แต่ซุนจิ้งจัวไม่คิดจะให้เขาทำอาหารเสร็จอยู่แล้ว ดังนั้นด้านหน้าทั้งสองนอกจากเตา กระทะ ก็ไม่มีอย่างอื่นแล้ว จานก็ไม่มีด้วยซ้ำ
ปอกเปลือกมันฝรั่ง หั่นเป็นเส้นให้หนากว่าเฟรนช์ฟรายส์เล็กน้อย ตัดตรงกลางให้ได้ขนาดความยาวครึ่งนิ้ว
หั่นมะเขือเทศตามแนวมีด อย่างไรพอใส่ลงไปในกระทะก็เปลี่ยนรูปร่าง ไม่ต้องหั่นให้พิถีพิถันเกินไป
ส่วนเต้าหู้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตอนที่ตุ๋นจะได้เข้าเนื้อ
ถึงการแข่งขันครั้งนี้ซ่งจื่อเซวียนจะไม่ได้คิดถึงผลการแข่งขัน แต่ความเคยชินในการทำอาหารทำให้เขาจัดการวัตถุดิบแบบขอไปทีเกินไปไม่ได้
นี่ก็เป็นการเคารพวัตถุดิบของเชฟคนหนึ่ง เคารพตนเอง
ซุนจิ้งจัวอีกด้านรู้สึกแอบทึ่งในใจ เห็นทักษะการใช้มีดและฝีมีดของซ่งจื่อเซวียนก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ต้องพูดเลยว่า ทักษะการใช้มีดไม่ได้เร็วมากนัก แต่ไม่ได้ช้าเลยสักนิด มั่นคงมาก
ตลอดกระบวนการพูดได้ว่าลื่นไหล ขณะที่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็หั่นเสร็จแล้ว
คุณอาจจะคิดว่าเขาไม่เร็วพอ แต่ไม่นานกลับเสร็จแล้ว
หึ แล้วยังไง ต่อให้ฝีมีดเป็นแบบนี้ วันนี้ก็จะทำให้แกตายตอนที่ควบคุมไฟ!
…
ในวิทยาเขตตะวันออก ยอดเชฟผู้ยิ่งใหญ่สองคนและผู้อำนวยการสองสามท่านกำลังตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ
ตอนนี้ โทรศัพท์ของวังเหว่ยก็ดังขึ้น
ทุกคนมองไปกันหมด เห็นได้ชัดว่ากำลังรอผล
“รองผอ.วัง เราหาวิดีโอกล้องวงจรปิดมาได้แล้วครับ วันนี้ตอนเช้าแปดโมงสี่สิบนาทีหัวหน้าอาจารย์ซ่งไปเขตป่าของวิทยาลัยครับ”
“เขาไม่ได้ขออนุญาตไว้นะ…”
“รองผอ.วัง หัวหน้าอาจารย์ไม่ได้ไปทางประตูใหญ่เขตป่า แต่เข้าไปในป่าเล็กๆ ด้านหลังอาคารอำนวยการครับ
เราดูกล้องวงจรปิดหลายตัวถึงได้มั่นใจว่าหัวหน้าอาจารย์ไปที่เขตป่า
อีกทั้งวันนี้ยังมีอีกสองสามคนที่ไปเขตป่าครับ!”
ได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็ตึงเครียดขึ้นมา โดยเฉพาะโอวหยางเฟิ่งเหยา เหมือนจะเดาผลลัพธ์ได้แล้ว
เขาแอบก่นด่าในใจ ไอ้เวรใจไม่สู้นี่ ทำสำนักฉันขายหน้าไปหมด คราวนี้ฉันไม่ปล่อยไปแน่นอน
“ยังมีคนอื่นอีกเหรอ ใครล่ะรีบพูดมาสิ”
“รองผอ.วัง เป็น…เป็นอาจารย์หยางจวิ้นเย่และเชฟซุนจิ้งจัวครับ แถมยังพาคนไปอีกสองสามคน หนึ่งในนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งด้วยครับ”
“อะไรนะ แม่งเอ๊ย ฝ่ายบริการอย่างพวกคุณกินอะไรเข้าไปเนี่ย เมื่อกี้ไม่เห็นกล้องวงจรปิดหรือไง ทำไมไม่รายงานทันทีเล่า!”
วังเหว่ยร้อนใจแล้วเช่นกัน ตวาดด้วยความโกรธต่อหน้าเหล่าผู้นำ
“รองผอ.วัง ผมจะอธิบายให้คุณฟังครับ ตอนเช้าเป็นกะของเฉินกัง เขาเข้ากะมาตลอดทั้งคืนจนอาจจะหลับไป เพราะงั้น…”
วังเหว่ยตะคอก “ดังนั้นกับผีสิ ฉันไม่ฟังคำอธิบาย ให้เฉินกังไสหัวไป แกก็ด้วย ส่งที่ตรวจสอบให้ฉันเดี๋ยวนี้แล้วรายงานทั้งวิทยาลัย!”
“ครับ รองผอ.วัง!”
หลังจากวางสาย ทุกคนต่างงุนงงกันหมด
เป็นบทสรุปที่แย่ที่สุด…
ลูกศิษย์ของโอวหยางเฟิ่งเหยา พาผู้หญิงไปที่เขตป่า ผู้หญิงคนนั้นก็คือถังหย่าฉี แฟนของซ่งจื่อเซวียนอย่างแน่นอน!
“ยังอึ้งอะไรกันอีก หวาลี่ ไปเขตป่า!”
หลิงเจิ้นเอ่ย
เฉิงหวาลี่พยักหน้าทันที “อ้อๆ ใช่ ทุกคนตามผมมา!”
“คนแก่อย่างฉันต้องจัดการไอ้ทรยศนั่นเองกับมือแล้ว!”
โอวหยางเฟิ่งเหยาก็ตามไปเช่นกัน
ป่าเมเปิลสีแดง
ทั้งสองใส่วัตถุดิบลงในกระทะแล้ว เนื่องจากเป็นเตาที่เรียบง่าย ไฟจึงไม่ได้โชติช่วงนัก
แต่ตอนที่ซุนจิ้งจัวมองซ่งจื่อเซวียนอย่างกรุ่นโกรธ เคาะตะหลิวผัดกระทะเบาๆ เปลวไฟทางหนึ่งก็พุ่งออกไปทันที
เปลวไฟไม่ได้รุนแรง สาเหตุหนึ่งในนั้นคือไฟของเตาเดิมก็เบาอยู่แล้ว และอีกเหตุผลก็คือการทดสอบช่วงแรก
ซุนจิ้งจัวไม่รู้ความสามารถของซ่งจื่อเซวียน จึงทดสอบด้วยเปลวไฟเล็กน้อย คอยดูว่าอีกฝ่ายจะป้องกันอย่างไร
รอมั่นใจกับความสามารถแล้วค่อยเอาชนะในทีเดียว!
ซ่งจื่อเซวียนเห็นเปลวไปที่พุ่งมา ยังคงสงบนิ่ง ไม่ลนลาน ตอนที่เปลวไฟมาใกล้ เขาก็ยกตะหลิวขึ้นขวางเปลวไฟไว้
เห็นดังนั้น ซุนจิ้งจัวก็มั่นใจ
เหอะๆ ควบคุมไฟไม่ได้เหรอ คิดไม่ถึงว่าจะไม่ใช่เปลวไฟป้องกัน แต่ใช้ตะหลิว
ไม่พอคิดอีกที ไม่ใช่สิ…
ไอ้หมอนี่เห็นเปลวไฟก็ยังมั่นคงเหมือนภูเขาไท่ พอเปลวไฟเข้าใกล้ถึงค่อยๆ ยกตะหลิวขึ้นมาขวาง
อีกทั้งตลอดทั้งกระบวนการยังผ่อนคลายสบายใจ มองช่องโหว่ใดๆ ไม่ออกเลย
ยอดฝีมือ!
หึ แต่ต่อให้เป็นยอดฝีมือแล้วยังไงล่ะ
ที่จริงสำหรับทั่วๆ ไป สมัยนี้เชฟชื่อดังสอนลูกศิษย์จะไม่มีทางสอนเทคนิคการควบคุมไฟ
โอวหยางเฟิ่งเหยาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
แต่ตอนที่ซุนจิ้งจัวบังเอิญเดินผ่านห้องหนังสือของโอวหยางเฟิ่งเหยา เห็นว่าในห้องไม่มีใคร แต่บนโต๊ะวางหนังสือไว้เล่มหนึ่ง
เนื้อหาในหนังสือกลับเป็นวิธีการควบคุมไฟพอดิบพอดี
เห็นเนื้อหานี้ ซุนจิ้งจัวก็ลิงโลด ใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปเนื้อหาด้านการควบคุมไฟไว้ทันที
ก็เป็นเพราะครั้งนั้นนั่นเอง เขาจึงควบคุมไฟเป็น
สำหรับเขา การควบคุมไฟที่โอวหยางเฟิ่งเหยากำลังดูอยู่ คนทั่วๆ ไปจะเทียบได้เหรอ
ตอนนี้เอง เขาก็ปล่อยเปลวไฟออกมาอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเปลวไฟเล็กๆ ขณะที่เปลวไฟกำลังพุ่งไปก็เปลี่ยนเป็นลูกบอลไฟ ลูกบอลไฟปะทุออกมาทันที เปลวไฟที่แข็งแกร่งกว่าเดิมพุ่งไปหาซ่งจื่อเซวียน
เปลวไฟที่แข็งแกร่งมาพร้อมกับลมแรงระลอกหนึ่ง ผมของซ่งจื่อเซวียนถูกพัดขึ้นมา
ชั่วขณะนั้น คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็อึ้งไปกันหมด
ถึงลูกน้องพวกนั้นจะพอใช้กำลังได้ แต่ถ้าเผชิญหน้ากับเปลวไฟแบบนี้ ก็คงทำได้แค่วิ่งพล่านไปทั่ว
ส่วนหยางจวิ้นเย่ก็ตกใจเสียเต็มประดา การควบคุมไฟของเขา…เทียบกับซุนจิ้งจัวแล้ว เป็นเพียงแค่มุมหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
แต่ไม่นานนัก เขาก็เผยรอยยิ้ม
ซ่งจื่อเซวียน ตายซะเถอะ วันนี้หลังจากศิษย์พี่ของฉันสั่งสอนแกแล้ว บนโลกนี้ก็จะไม่มีซ่งจื่อเซวียนอีกต่อไป!
ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้ามองเปลวไฟ อดแค่นหัวเราะไม่ได้
เห็นเพียงจู่ๆ เขาก็สะบัดกระทะ วัตถุดิบในกระทะลอยคว้างขึ้นมา ความสูงเกือบห้าสิบหกสิบเซนติเมตร
และตอนนี้เอง จู่ๆ เปลวไฟก็โหมออกมาจากกลางเตา หมุนวนรอบกระทะรอบหนึ่ง แล้วพุ่งออกไปทันที
เปลวไฟดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่ทันทีที่ปะทุกลางอากาศ การแผดเผาของไฟนั่นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าการโจมตีของซุนจิ้งจัวแม้แต่น้อย
ตูม!
เสียงระเบิดดังขึ้น แต่เปลวไฟไม่ได้ดับเพราะการระเบิดเช่นนี้
เปลวไฟสองกลุ่มเริ่มเคลื่อนย้อนกลับกลางอากาศ
เดิมเป็นการโจมตีของซุนจิ้งจัว แต่ตอนนี้เป็นเปลวไฟที่ซ่งจื่อเซวียนปล่อยออกมาผลักเปลวไฟของซุนจิ้งจัวออกไป
ทุกอย่างพลิกผันแล้ว
เมื่อครู่ซุนจิ้งจัวยังรอดูละครสนุกๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้ เปลวไฟกลับพุ่งมาทางตน
อีกทั้งเปลวไฟสองกลุ่มนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่า!
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟกลายเป็นควันสีดำตลบอบอวล พวยพุ่งขึ้นฟ้า
ซุนจิ้งจัวมอมแมมไปทั้งตัว
ซ่งจื่อเซวียนเชิดหน้ามองซุนจิ้งจัวเล็กน้อย ทำอาหารต่อทันที
ส่วนทางฝั่งซุนจิ้งจัว ตะหลิวกระทะร่วงลงไปที่พื้นทั้งหมด วัตถุดิบก็หกกระจายไปทั่ว
เขาแพ้แล้ว
หลังจากแข่งไปรอบเดียว เขาก็แพ้
เขาไม่อยากจะเชื่อ ในความคิดของเขา การควบคุมไฟของเด็กหนุ่มคนจีนในยุคนี้ ตนต้องอยู่ในระดับท็อปๆ แน่นอน
แต่การทดสอบครั้งนี้…กลับพ่ายแพ้ในไม่กี่วินาที
ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนปิดไฟ เดินไปทางถังหย่าฉี
เขาแกะเชือกให้ถังหย่าฉีอย่างรวดเร็ว
“หย่าฉี พวกเขาทำอะไรเธอหรือเปล่า”
น้ำตาของถังหย่าฉีไหลทะลักออกมาทันที ส่ายหน้าพลางโผเข้าไปในอ้อมกอดของซ่งจื่อเซวียน
“เอาล่ะๆ ไม่เป็นไรแล้วนะ เราไปกันเถอะ!”
“แกไปไหนไม่ได้!”
ซุนจิ้งจัวที่ดำไปทั้งตัวตะโกนขึ้นมา
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วหันหน้ากลับไปเอ่ยว่า “หืม แพ้ไม่เป็นหรือไง”
ซุนจิ้งจัวกัดฟันแน่น “ซ่งจื่อเซวียน วันนี้แกไปไหนไม่ได้หรอก แกต้องตายอยู่ที่นี่!”
“งั้นเหรอ ด้วยฝีมือ…พวกแกเนี่ยนะ กล้าฆ่าคนในวิทยาลัยด้วยเหรอ”
“ฮ่าๆๆๆๆ…ในวิทยาลัย? ที่นี่เป็นเขตป่าของวิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียน ฉันฆ่าแก ก็ไม่มีใครรู้หรอก”
ถังหย่าฉีได้ยินก็ตกใจ กอดซ่งจื่อเซวียนไว้แน่น
ส่วนซ่งจื่อเซวียนตบไหล่เธอเบาๆ สื่อว่าไม่เป็นไร
สิ้นเสียง อันธพาลหลายคนก็พุ่งมาหาซ่งจื่อเซวียน
ซ่งจื่อเซวียนกันถังหย่าฉีไว้ด้านหลัง
ยกสองหมัดขึ้นป้องกันทันที สมรรถภาพทางกายของซ่งจื่อเซวียนเปลี่ยนไปตั้งนานแล้ว ปัดป้องหมัดนี้ได้สบายๆ
แต่จำนวนคนมากเกินไป ซ่งจื่อเซวียนปะทะได้แค่สามสี่ท่าก็ล้มลงโดนกระทืบแล้ว
ทั้งเท้าทั้งหมัดของพวกอันธพาล ถึงซ่งจื่อเซวียนจะพุ่งไปด้านหน้าสุดกำลัง แต่ก็ถูกอันธพาลคนหนึ่งล็อกตัวเอาไว้ และทำได้แค่โดนกระทืบเท่านั้น
แต่ตอนนั้นเอง จู่ๆ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ทันใดนั้น พวกอันธพาลก็หมอบกับพื้นทั้งหมด แต่ละคนกลิ้งไปกลิ้งมาร้องโอดโอย
ซุนจิ้งจัว หยางจวิ้นเย่อึ้งไป ไอ้หมอนี่มาได้ยังไง
เป็นฟางรุ่ยนั่นเอง!
“รุ่ยจื่อ?”
“นายท่านรอง ผมมาแล้ว วางใจเถอะครับ!” ฟางรุ่ยยืนอยู่ด้านหน้าซ่งจื่อเซวียนด้วยความภักดี
ตอนนี้ พวกหลิงเจิ้นก็มาถึงด้านในป่า
โอวหยางเฟิ่งเหยาเห็นดังนั้นก็โมโหมาก “ไอ้สารเลว ไอ้เด็กเวร พวกแกไม่เชื่อฟังฉันงั้นเรอะ”
ซุนจิ้งจัว หยางจวิ้นเย่ไม่เอ่ยตอบ
“จื่อเซวียน ไอ้ทรยศนี่ยกให้ฉันแล้วกัน ฉันจะชดใช้ให้นายแน่นอน!“
แต่ซ่งจื่อเซวียนกลับถลึงตา โบกมือเอ่ย “ไม่ครับ พวกเขา…ต้องให้ผมจัดการเอง!”
……………………………………………….