เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 502 เปิด ‘บันทึกหย่งซั่น’
ตอนที่ 502 เปิด ‘บันทึกหย่งซั่น’
………………..
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ประโยคนี้ราวกับนำขึ้นพิจารณาคดี
ซุนจิ้งจัวและหยางจวิ้นเย่ก็อึ้งกันหมด…
โอวหยางเฟิ่งเหยาก็ลำบากใจ
เรื่องนี้เขาจะจัดการแน่นอน กระทั่งจะพิจารณาไล่พวกเขาออกจากการเป็นลูกศิษย์ด้วยซ้ำ แต่ตอนที่ซ่งจื่อเซวียนพูดประโยคนี้ออกมา ก็ทำให้เขารู้สึกตึงเครียด
อย่างไรใครจะอยากให้ศิษย์รักของตัวเองโดนคนอื่นจัดการล่ะ
แต่เรื่องก็มาถึงตรงนี้แล้ว อีกทั้งก่อนหน้านี้หลิงเจิ้นก็บังคับให้โอวหยางเฟิ่งเหยารับปากว่าจะไล่ออกจากการเป็นศิษย์ เขาก็จนหนทาง
ใครให้พวกเขาหาเรื่องซ่งจื่อเซวียนล่ะ ทั้งยังทำเรื่องต่ำช้าแบบนี้อีก
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย “ซุนจิ้งจัว แกลักพาตัวแฟนฉันไป ก็เพื่อจะแข่งกับฉัน
ที่จริงถ้าแค่นี้ ฉันชนะแกแล้ว ช่วยแฟนฉันออกไป เรื่องนี้ก็จะเลิกแล้วกันไปแบบนี้ได้
แต่แกพยายามล่วงเกินแฟนฉัน แถมเมื่อกี้จะฆ่าฉันอีก…เรื่องนี้ฉันปล่อยแกไปไม่ได้!”
ได้ยินดังนั้น โอวหยางเฟิ่งเหยาก็โมโห มีเรื่องนี้ด้วยเหรอ
“จิ้งจัว แก…แกทำเรื่องแบบนี้ออกมาได้ยังไง หรือว่าเพื่อที่จะเป็นอาจารย์ หึ นับแต่นี้ไป แกไม่ใช่ลูกศิษย์ของโอวหยางเฟิ่งเหยาอย่างฉันอีก”
โอวหยางเฟิ่งเหยาโมโหแทบแย่ ไล่ซุนจิ้งจัวออกจากการเป็นศิษย์ในทันใด
“อาจารย์ อาจารย์…”
ซุนจิ้งจัวที่ตัวดำไปทั้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นทันที คลานเข่าไปหาโอวหยางเฟิ่งเหยา
“อาจารย์ ผมผิดไปแล้ว ศิษย์ผิดไปแล้วครับ ได้โปรดช่วยผมด้วยเถอะ”
โอวหยางเฟิ่งเหยารู้สึกปวดใจไปหมด
ซุนจิ้วจัวเริ่มเข้าสำนักหรือก็คือเป็นลูกศิษย์ตนมาตั้งแต่อายุยี่สิบ เห็นซ่งจื่อเซวียนจะจัดการเขา โอวหยางเฟิ่งเหยาย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว
โอวหยางเฟิ่งเหยาหันหน้าไปมองซ่งจื่อเซวียน สายตาของอีกฝ่ายกลับแน่วแน่ไม่เปลี่ยน
แน่นอนว่าเขาเข้าใจอยู่แล้ว คิดจะฆ่าเขา จะล่วงเกินผู้หญิงของเขา ความแค้นแบบนี้…ใครจะปกป้องแกได้
“ช่างเถอะ ความสัมพันธ์ลูกศิษย์อาจารย์ของฉันกันแกจบแล้ว จิ้งจัว วันนี้…แกต้องโดนคุณซ่งเขาจัดการ!”
“หา?”
ซุนจิ้งจัวอดมองไปทางซ่งจื่อเซวียนไม่ได้
เห็นแววตาแน่วแน่นั่น แล้วมองพวกท่านเป้ยเล่อ ฟางรุ่ยข้างกายเขา สองตาของเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวทันที
เมื่อครู่ยังหวังว่าอาจารย์จะคิดถึงไมตรีระหว่างศิษย์อาจารย์แล้วช่วยตน แต่ตอนนี้ท่าทาง…
“อาจารย์ อาจารย์จะไม่ช่วยผมจริงๆ เหรอครับ ผมติดตามอาจารย์มาสิบกว่าปี วันนี้บอกว่าจะตัดไมตรีระหว่างศิษย์อาจารย์ก็ตัดเลยเหรอครับ”
“แกหาเรื่องใส่ตัวเอง จะโทษคนอื่นได้ยังไง”
โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ย
“หึ โอวหยางเฟิ่งเหยา คุณนี่มันเหี้ยมจริงๆ คุณก็กลัวซ่งจื่อเซวียนใช่ไหมล่ะ เพราะว่ากลัว แม้แต่ลูกศิษย์ตัวเองก็ไม่ช่วยเลยใช่ไหม”
โอวหยางเฟิ่งเหยาได้ยินก็โกรธ เอ่ยว่า “หึ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ก็เคยพูดไปแล้วว่าห้ามหาเรื่องคุณซ่ง แต่พวกแกทำยังไงล่ะ หยางจวิ้นเย่ ถ้าแกอยากยืนอยู่ข้างรุ่นพี่ของแก งั้นก็ไสหัวออกไปจากสำนักโอวหยางเฟิ่งเหยาด้วยเลย ถ้าไม่ ก็ไสหัวมาหาฉันนี่!”
หยางจวิ้นเย่อึ้งงัน มองไปทางซุนจิ้วจัวอย่างลำบากใจแวบหนึ่ง เดินไปหาอาจารย์อย่างเชื่อฟัง
เห็นดังนั้น ซุนจิ้งจัวก็หัวเราะดังลั่น หัวเราะอย่างสิ้นหวัง
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย “ท่านผู้เฒ่าหลิง เราไปกันเถอะครับ”
หลิงเจิ้นพยักหน้า ทุกคนออกจากเขตป่าไป
ก่อนจะไป ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย “รุ่ยจื่อ ยกให้นายแล้วกันนะ”
ซุนจิ้งจัวมองฟางรุ่ยที่เดินเข้ามา ส่ายหน้ารัว แต่สีหน้าเย็นชาของฟางรุ่ยก็ให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุดกับเขา
เขานั่งคลานถอยไปบนพื้น แต่…ความน่าสงสารของเขาช่วยอะไรไม่ได้เลย
มีเพียงโอวหยางเฟิ่งเหยาที่คิ้วขมวดมุ่น รู้สึกปวดใจ แต่เขาทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
ไม่ว่าจะอาศัยศีลธรรมอันดีหรือกฎของสำนัก เขาก็ลงมือช่วยไม่ได้
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ตามเหล่าผู้นำกลับไปที่อาคารอำนวยการ แต่พาถังหย่าฉีกลับห้องพัก
หนึ่งเพราะจะทำให้เธอหายตกใจได้ สองถังหย่าฉีถูกลักพาตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน ไม่ได้พักผ่อน หลับสักตื่นคงพอบรรเทาได้เล็กน้อย
ขณะเดียวกัน ซ่งจื่อเซวียนก็ให้ถังหย่าฉีโทรหาถังจวิ้น บอกว่าไม่สบาย วันนี้จึงไม่ได้ไปที่บริษัทถังกรุ๊ป
อย่างไรถังจวิ้นก็ไม่รู้ความจริง จึงบอกให้ถังหย่าฉีพักผ่อนให้มากๆ แล้วค่อยมาทำงานต่อ
“จื่อเซวียน ที่จริง…ฉันไม่พักก็ได้นะ เรื่องทางถังกรุ๊ปเยอะมาก ฉันกลัวว่าพ่อฉันจะไม่ไหว”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ ลูบศีรษะของถังหย่าฉี
“ยัยโง่ เธอพักผ่อนก่อน ทางนั้นฉันให้หลี่เหยียนช่วยให้มากหน่อยได้ ถ้าคนไม่พอ ให้รุ่ยจื่อไปก็ได้ ส่วนเธอ…ต้องพักผ่อน เข้าใจไหม”
ถังหย่าฉีพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “แต่นายห้ามไปไหนนะ”
“ฉันไม่ไปไหนหรอก จะอยู่ที่นี่จนเธอตื่นแหละ”
ได้ยินคำพูดนี้ ถังหย่าฉีก็รู้สึกอุ่นใจ หลังจากผ่านเรื่องน่าหวาดกลัวและชวนหัวเสียมาทั้งคืน ถึงค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา
ในอาคารอำนวยการ
คนของทางวิทยาลัยและยอดเชฟสองคนนั่งอยู่ในห้องประชุม บรรยากาศตึงเครียดมาก
“ต้องโทษฉันเองที่สั่งสอนดูแลไม่เข้มงวดกวดขันพอ ถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
โอวหยางเฟิ่งเหยาจุดบุหรี่มวนหนึ่ง ก้มหน้าเอ่ย ใบหน้ารู้สึกผิดเสียเต็มประดา
“คุณโอวหยางจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะครับ สันดานคนอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงด้วยสำนักหรืออาจารย์ได้ เรื่องบางเรื่อง…ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคุณนะครับ”
“เฮ้อ หวาลี่ นายก็อย่าปลอบใจฉันเลย ฉันไม่รู้จะมองหน้าซ่งจื่อเซวียนยังไง เดี๋ยวฉันกลับจงไห่คืนนี้เลยแล้วกัน”
“ไม่ได้นะคุณโอวหยาง ถ้าคุณไปแบบนี้จริงๆ จื่อเซวียนคงรู้สึกไม่สบายใจเหมือนกันแน่นอน อาจจะอยากไปเยี่ยมที่จงไห่ด้วย ทำยังไงล่ะทีนี้”
ได้ยินดังนั้น หลิงเจิ้นก็พยักหน้า “เหตุผลนี้แหละ นายก็อย่าทำให้จื่อเซวียนลำบากใจเลย ฉันว่านะ เราไปเยี่ยมอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาเวลานี้คงไม่เหมาะแล้วล่ะ ช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ให้เขาได้อยู่กับเด็กหย่าฉีคนนั้นให้มากหน่อยดีกว่า”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
วังเหว่ยเอ่ย “ท่านผู้เฒ่าหลิงพูดถูก พอดีเลย ทางสำนักงานวัฒนธรรมติดต่อมาแล้วว่าจะส่งมอบ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ได้คืนนี้ครับ”
“อะไรนะ” เฉิงหวาลี่ชะงัก “เร็วขนาดนี้เชียวเหรอ ประสิทธิภาพสูงแฮะ งั้นเราศึกษาเรื่องการใช้ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ก่อนแล้วกัน”
“ผอ.เฉิง ต้องทำเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ยังไงอีกไม่นานทีมมินามิโนะ เคอิก็น่าจะมาแล้ว ตอนนี้ ‘บันทึกหย่งซั่น’ สามารถทำให้วิทยาลัยเราพัฒนาขึ้นได้”
เฉิงหวาลี่พยักหน้าน้อยๆ “ถูกต้อง งั้นก็พรุ่งนี้เช้าแล้วกัน วังเหว่ย ตอนค่ำนายแจ้งจื่อเซวียนอีกทีนะ หัวหน้าอาจารย์อย่างเขาต้องมาปรากฏตัว แล้วก็ให้พวกเขาพักผ่อนก่อนค่อยว่ากัน”
“รับทราบแล้วครับ ผอ.เฉิง”
จนถึงตอนบ่ายสามโมงกว่า ซ่งจื่อเซวียนอยู่กับถังหย่าฉีจนเธอตื่น
ตอนที่ถังหย่าฉีลืมตา ‘อาหารยามตื่น’ อุ่นๆ ก็เตรียมไว้ให้ตรงหน้าแล้ว
เห็นซ่งจื่อเซวียนเตรียมอาหารให้เธอ ถังหย่าฉีก็รู้สึกอบอุ่นใจมาก ไม่ว่าตนจะเจอเรื่องอยุติธรรมอย่างไรก็คุ้มแล้ว
กินอาหารไปเล็กน้อย ซ่งจื่อเซวียนก็พาเธอไปเดินรอบๆ วิทยาลัย ผ่อนคลายสภาพจิตใจ
ไม่นานนัก เขาก็รับสายโทรศัพท์ของวังเหว่ย
“อะไรนะครับ พรุ่งนี้ก็เปิด ‘บันทึกหย่งซั่น’ ได้แล้วเหรอครับ”
“ใช่ จื่อเซวียน ผอ.เฉิงหมายความว่าหัวหน้าอาจารย์อย่างคุณก็ควรจะเข้าร่วม และพยายามดำเนินการวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ให้เร็วหน่อยน่ะ”
นี่เป็นเรื่องดีสำหรับซ่งจื่อเซวียนจริงๆ ที่จริงจุดประสงค์ที่เขาเข้าวิทยาลัยก็เพราะสิ่งนี้
แน่นอนว่าเนื่องจากอยู่ที่วิทยาลัยนานแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกผูกพันกับนักเรียนพวกนี้และผู้บริหารวิทยาลัยแล้ว
หลังจากเขาวางสาย ถังหย่าฉีก็เอ่ยขึ้น “จื่อเซวียน นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก พรุ่งนี้ฉันจะไปที่ถังกรุ๊ปตามปกติ ฉันจะเรียกไต้ทงมารับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “มีไต้ทงอยู่ฉันก็วางใจแล้วล่ะ”
ช่วงนี้ ถังหย่าฉีอยู่ในวิทยาลัย ที่จริงไต้ทงก็ช่วยทางถังจวิ้นอยู่
เช้าวันถัดมา มีคนนั่งกันเต็มห้องประชุมใหญ่ของอาคารอำนวยการ
บนเวทีหลัก ยอดเชฟทางเหนือและทางใต้นั่งอยู่ตรงกลาง ผู้บริหารสามคนและหัวหน้าอาจารย์อย่างซ่งจื่อเซวียนยืนอยู่ทั้งสองฝั่ง
โหย่วไท่รอให้อาจารย์อาวุโสนั่งที่ด้านล่างแถวแรก ด้านหลังเป็นอาจารย์ของทั้งสองวิทยาลัยและบุคลากรคนอื่นๆ
ด้านหนึ่งของเวทีหลักวางโต๊ะจัดแสดงตัวหนึ่งเอาไว้ บนโต๊ะคลุมด้วยผ้าสีแดง มองเห็นได้ว่าใต้ผ้าสีแดงคลุมกล่องหนึ่งไว้อยู่อย่างชัดเจน
ทุกคนมากันพร้อมหน้า หลินอู๋ซิ่วเอ่ย “ทุกท่าน วันนี้เป็นวันสำคัญของวิทยาลัยอาหารเรา ด้วยความพยายามของฝ่ายต่างๆ มากมาย เราได้รับมอบสูตรอาหารที่เป็นมรดกอย่าง ‘บันทึกหย่งซั่น’ มาที่วิทยาลัยแล้วครับ
ช่วงนี้ ทุกคนก็รู้กันดี ทางวิทยาลัยทำงานหนักเพื่อที่จะได้รับ ‘บันทึกหย่งซั่น’ มา เป้าหมายก็เพื่อทำให้แผนการสอนของวิทยาลัยแข็งแกร่งขึ้น
เราเชื่อว่า ‘บันทึกหย่งซั้น’ คือมรดกที่รวบรวมอาหารจีนไว้ มีสมบัติแบบนี้ ก็สามารถทำให้คุณภาพอาหารของวิทยาลัยเราเพิ่มขึ้นอีกขั้น
ถัดจากนี้ เราขอเรียนเชิญคุณหลิงเจิ้น คุณโอวหยางเฟิ่งเหยา ยอดเชฟทางเหนือและทางใต้ผู้มีเกียรติที่สุดของประเทศจีน เปิด ‘บันทึกหย่งซั่น’ ให้เราครับ”
หลิงเจิ้น โอวหยางเฟิ่งเหยาลุกขึ้น เดินไปที่โต๊ะจัดแสดง
ด้านล่างเวทีก็ส่งเสียงปรบมือดังลั่น
จากนั้น สองคนแยกกันคนละด้านเลิกผ้าสีแดงขึ้น เปิดกล่องไม้ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
พวกเขาโชว์หนังสือต่อหน้าทุกคน
สภาพหนังสือทรุดโทรมมาก แต่กระดาษยังนับว่าสมบูรณ์ การเก็บรักษาแบบนี้นับว่าไม่เลว
ปกสีเหลืองอ่อน เขียนตัวอักษรด้วยลายมือว่าบันทึกหย่งซั่น!
คนส่วนมากด้านล่างเวทีคิดว่าบันทึกหย่งซั่นเป็นตำนานหนึ่ง วันนี้ได้เห็นกับตาจริงๆ สำหรับพวกเขาแล้ว ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
คนไม่น้อยร้องอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น
นี่ไม่ใช่แค่บ่งบอกว่าอำนาจของวิทยาลัยอาหารแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแล้ว ความจริงก็แสดงให้เห็นว่าระดับการพัฒนาของอาหารจีนสูงขึ้นอีกขั้นด้วย
เฉิงหวาลี่เอ่ย “ถัดไปรองผอ.หลินจะประกาศทีมที่ได้ศึกษาวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ของเราครั้งนี้
ด้วยการศึกษาของทางวิทยาลัย เราคัดเลือกทีมที่จะดำเนินการศึกษา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ครั้งนี้ได้แล้ว
เนื่องจากหัวหน้าอาจารย์ซ่งจื่อเซวียนเป็นผู้รับผิดชอบหลัก สมาชิกทีมวิจัยมี โหย่วไท่ ซูหมิง เกาหมิงเลี่ยง หลี่ชิงเหยียน กัวหย่ง เฉิงฮ่าว
อีกอย่าง ยอดเชฟทั้งสองท่านก็จะช่วยเหลือและให้คำแนะนำกับทีมด้วย นอกจากนี้ เรายังมีอีกหนึ่งโควตา เพราะฉะนั้น…หัวหน้าอาจารย์ซ่ง คุณมีใครที่อยากแนะนำไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนได้ยินก็ครุ่นคิด
“รองผอ.หลิน ทีมวิจัยครั้งนี้ไม่แบ่งแยกอาจารย์และนักเรียนใช่ไหมครับ”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ถูกต้องครับ!”
“งั้นผมขอแนะนำตวนมู่เยวี่ยห้องหกวิทยาเขตตะวันออกครับ”
“หืม หัวหน้าอาจารย์ซ่ง ตอนนี้ในทีมมีนักเรียนสองคนแล้ว ยังมีคนหนึ่งที่มาจากห้องหกวิทยาเขตตะวันออกด้วย คุณ…ตัดสินใจว่าจะแนะนำแบบนี้ใช่ไหมครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้ายิ้มน้อยๆ “ไม่ใช่เพราะตอนแรกผมเป็นอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกผมถึงแนะนำนะครับ แต่เพราะตวนมู่เยวี่ยมีทักษะเหนือกว่าคนทั่วไปจริงๆ
อย่างแรก ในคาบปฏิบัติ ความสามารถของเธอไม่ด้อยไปกว่าเฉิงฮ่าวเลย อีกอย่าง ผมก็เชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักตลาดมืดตู้เหมินกันใช่ไหมครับ”
คนบนเวทีหลักพากันพยักหน้า
“ตวนมู่เยวี่ยเรียนรู้การซื้อขายในตลาดมืดมานาน แทบจะรู้จักเครื่องปรุง ลักษณะเฉพาะและสรรพคุณของยานับร้อยชนิด อาศัยแค่จุดนี้ ในวิทยาลัยน่าจะไม่มีใครเทียบได้แล้วครับ!”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนประหลาดใจเล็กน้อย
…………………………………………………..