เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 503 ขอคำนับท่านผู้เฒ่าฟาง
ตอนที่ 503 ขอคำนับท่านผู้เฒ่าฟาง
………………..
ตลาดมืด ไม่ว่าอยู่ที่ทางตอนเหนือหรือทางตอนใต้ของจีนก็เป็นสถานที่ที่ลึกลับมาก
ถึงจะเคยไปมาก่อน ก็ไม่มีทางได้ของอย่างอื่นมานอกจากสินค้าที่มีขายในตลาดมืด
ซ่งจื่อเซวียนบอกว่าตวนมู่เยวี่ยเรียนรู้ที่ตลาดมืด ก็ทำให้คนไม่น้อยตกใจกับสถานะของเธอแล้ว
เรียนรู้ที่ตลาดมืดได้ อย่างน้อย…ก็น่าจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตลาด
สำหรับอำนาจของตลาดมืด ทุกคนไม่มีข้อสงสัยแม้แต่น้อย
ภาคส่วนที่บริหารตลาดแข็งแกร่ง สามารถทำให้ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายไม่กล้าอวดดีที่นั่นได้
ต่อให้คนที่มาจากภายนอกพวกนั้นไม่รู้กฎระเบียบ หลังจากที่โดนจัดการไปครั้งหนึ่ง ก็จะกลายเป็นพวกเชื่อฟัง พินอบพิเทาได้
ตอนนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดว่าอำนาจของตวนมู่เยวี่ยไม่ธรรมดา
แต่นี่ซ่งจื่อเซวียนแค่พูดอย่างรวบๆ
ถ้าบอกว่าเธอเป็นเถ้าแก่ของหอเยวี่ยซี ร้านที่ใหญ่ที่สุดในตลาดมืด เช่นนั้นคนที่อยู่ในที่แห่งนี้น่าจะตกใจมากกว่าเดิม
ได้ยินดังนั้น เฉิงหวาลี่ก็พยักหน้า “ผมคิดว่าเหตุผลในการแนะนำนี้ใช้ได้ อย่างนั้นก็ให้ตวนมู่เยวี่ยเข้าร่วมการวิจัย ‘บักทึกหย่งซั่น’ เถอะ”
ตัดสินใจทุกอย่างเรียบร้อย เฉิงหวาลี่ก็แจ้งให้จบการประชุมได้
หลังจากประชุม ผู้นำหลายท่านและผู้ร่วมทีมวิจัยก็เริ่มปรึกษาหารือวิธีการทำงานวิจัยบันทึกหย่งซั่นครั้งนี้
ขณะเดียวกันนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็ได้รับข้อความจากถังหย่าฉี บอกว่าข้าวผัดจักรพรรดิเวอร์ชันอาหารจานด่วนออกสินค้าตัวอย่างแล้ว คืนนี้จะดำเนินการตรวจสอบสินค้าตัวอย่าง
การตรวจสอบนี้รวมไปถึงระดับความสดใหม่ รสสัมผัสและการเปลี่ยนแปลงของรสชาติ
ส่วนทางซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาหงหยวนเซินของสมาคมอาหารรสเลิศจุนเค่อ เชิญเขามาชิมข้าวผัดจักรพรรดิเวอร์ชันอาหารจานด่วนนี้
หงหยวนเซินย่อมตอบรับอยู่แล้ว หนึ่งเป็นเพราะเดิมทีเขาชอบรสชาติของข้าวผัดจักรพรรดิอยู่แล้ว สองเพราะโครงการนี้เซ็นสัญญากับจุนเค่อ เขาจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบด้วย นี่ก็อยู่ในหน้าที่ของเขา
คืนนั้น ในโรงงานชานเมืองปักกิ่ง พวกถังจวิ้นดูสินค้าสำเร็จรูปที่ออกมา และคอยหงหยวนเซินมาถึงที่นี่
แต่สำหรับถังจวิ้น เป็นลูกค้ารายใหญ่อย่างแท้จริง
ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ ต่อให้เป็นบริษัทถังกรุ๊ปก่อนหน้านี้ ถ้าได้ทำธุรกิจกับจุนเค่อ ก็เป็นโครงการใหญ่ที่แท้จริงเหมือนกัน
ซ่งจื่อเซวียนมองหลี่เหยียน ยิ้มเอ่ย “กังวลเหรอ ไม่สมกับเป็นนายเลย”
หลี่เหยียนยิ้มเจื่อน “นายท่านรอง ประเด็นคือกลัวว่าจะทำให้คุณขายหน้าน่ะสิครับ ถ้าครั้งนี้มีปัญหา ผมคงไม่มีหน้ามาเจอคุณแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ เอ่ย “วางใจเถอะ ไม่มีปัญหาหรอก ข้าวผัดจักรพรรดิผ่านการตรวจสอบโดยตลาด แถมตอนนี้บรรจุภัณฑ์สุญญากาศก็ผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่มีทางเกิดเรื่องหรอก”
คำพูดของซ่งจื่อเซวียนให้กำลังใจทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับถังจวิ้น จะผงาดขึ้นอีกครั้งได้หรือไม่เขาไม่สนใจ หวังแค่ว่าจะสร้างถังกรุ๊ปขึ้นมา ทิ้งไว้ให้ลูกสาวและลูกเขยในอนาคตได้
สำหรับถังหย่าฉีก็หวังว่าพ่อจะได้เห็นถังกรุ๊ปตั้งตัวได้อีกครั้ง และความพยายามหลายสิบปีนี้ไม่สูญเปล่า
เหล่าพนักงานอย่างเจียงเยี่ยนอันดับแรกทำเพื่อให้กิจการอยู่รอด อันดับสองก็หวังว่าข้าวผัดจักรพรรดิจะติดตลาด ทำให้พวกเขาจุดไฟแห่งความหวังของถังกรุ๊ปขึ้นมาใหม่ได้
ประมาณหนึ่งทุ่มกว่า หงหยวนเซินก็มาถึงโรงงาน
รถขับเข้ามาในลานกว้าง เขาลงจากรถเรียบร้อยก็วิ่งเข้ามาทันที พอมองออกว่าเขาอดรนทนรอไม่ไหว
ถังจวิ้นรีบเข้าไปต้อนรับทันที “คุณหง ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณจริงๆ ครับ หวังว่าเราจะร่วมมือกันอย่างราบรื่นนะครับ”
หงหยวนเซินพยักหน้า “ประธานถังเกรงใจไปแล้วครับ นี่ก็เป็นหน้าที่ของผมเหมือนกัน คืนนี้ผมเลื่อนประชุมไปสองการประชุม หวังว่าครั้งนี้เราจะสำเร็จนะครับ
“จื่อเซวียน เราเริ่มกันเถอะ”
จากนั้น หลี่เหยียนก็เริ่มงาน ทุกคนมองแล้วเริ่มเปิดข้าวผัดจักรพรรดิที่แช่แข็งแล้วที่หนึ่ง
“ถัดไปผมจะทำการสาธิต ขณะเดียวกันก็จะแนะนำสินค้านะครับ
ตามความต้องการของนายท่านรอง เราทำอุปกรณ์สร้างความร้อนเองได้ อีกทั้งยังใช้วัสดุรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นบรรจุภัณฑ์สุญญากาศ
ใช้เวลาทำความร้อนประมาณห้าถึงเจ็ดนาทีก็สามารถรับประทานได้ ผมเคยชิมแล้ว รสชาติไม่มีปัญหาครับ
เราจะไม่ใช้อุปกรณ์สร้างความร้อนเองก็ได้ครับ อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้เช่นกัน นี่ก็เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่ไม่เหมือนกัน
เพราะบรรจุภัณฑ์ทนความร้อนสูง ไม่มีทางก่อสารพิษใดๆ แน่นอน ดังนั้นวางใจกับการใช้ไมโครเวฟอุ่นได้ครับ”
หลังจากนั้นหลายนาที หลี่เหยียนก็ตัดเปิดหีบห่อข้าวผัดจักรพรรดิที่อุ่นด้วยสองวิธี เทลงไปในถ้วย
หงหยวนเซินชิมหนึ่งคำ ก็อดพยักหน้าไม่ได้
“จื่อเซวียน คุณนี่กล้าหาญมากจริงๆ นะ ยอมเอาข้าวผัดจักรพรรดิออกมาทำเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ด เปลี่ยนแปลงวงการอาหารอย่างแท้จริงเลย”
ซ่งจื่อเซวียนแอบยิ้ม ที่จริงไม่ใช่แค่ข้าวผัดจักรพรรดิ น้ำแกงห้าสาย โต้วหลงเหมินก็ทำได้เช่นกัน
แต่เขาไม่มีทางทำแบบนั้น เพราะต้องสานต่ออาหารแบบดั้งเดิมไว้
“คุณหงกล่าวหนักไปแล้วครับ จื่อเซวียนก็แค่หวังว่าจะช่วยบริษัทถังกรุ๊ปฟื้นตัวกลับมาอย่างงดงาม”
หงหยวนเซินยิ้มเอ่ย “ฟื้นตัวเหรอ คุณรู้จำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ของจุนเค่อตอนนี้ว่ามีเท่าไรหรือเปล่า ขอแค่วางขายได้ ผมรับประกันว่าครึ่งปีก็ทำให้บริษัทถังกรุ๊ปขายหมดเกลี้ยงได้แล้ว!”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ร้องอุทาน
ถังจวิ้นเอ่ย “ได้จริงๆ เหรอครับคุณหง”
“แน่นอนสิครับ ช่องทางการขายดั้งเดิมเทียบกับอีคอมเมิร์ซไม่ติดเลยครับ
ท่านประธานถังลองคิดดูนะครับ คุณเปิดร้านอาหารหลายร้าน มีจำนวนลูกค้าเข้าร้านเท่าไร กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นเหรอครับ ไม่น้อยเลยใช่ไหม
แต่นี่คืออีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่แค่จำนวนการเข้าชมสองสามชั่วโมงเท่านั้น ขอแค่สินค้าของคุณผลิตออกมาได้อย่างน่าพอใจ ผู้บริโภคไม่ทางหยุดหรอกครับ”
ถังจวิ้นพยักหน้ารัวๆ “ใช่ๆๆ ผมรู้ว่าปริมาณการขายของอีคอมเมิร์ซเยอะมาก หลังจากนี้หวังว่าคุณหงจะให้ความสะดวกมากหน่อย”
หงหยวนเซินอดยิ้มไม่ได้ “ความสะดวกเหรอครับ สินค้าแบบนี้ยังต้องการความสะดวกอะไรกัน จุนเค่อจะดันให้เต็มที่อยู่แล้ว พวกคุณวางใจเถอะครับ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “งั้นก็รบกวนคุณหงแล้ว สองสามวันนี้ผมจะให้พวกเขาเร่งทำเรื่องใบอนุญาตต่างๆ หลังจากผ่านการตรวจสอบ ก็วางขายได้เลยครับ”
“ไม่มีปัญหา จื่อเซวียน คุณเชื่อผมได้เลย”
เช้าวันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนกำลังเตรียมตัวไปที่อาคารอำนวยการ อย่างไรก็นัดหมายกันไว้ว่าวันนี้ต้องเริ่มวิจัย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ตามที่เหล่าผู้บริหารประกาศ
แต่ยังไม่ทันเดินไปถึงอาคารอำนวยการ ก็เห็นรถสีดำคันหนึ่งขับมาขนาบข้างตัว
รถจอดทันที ลดกระจกรถลง เป็นหลิงเจิ้นนั่นเอง
“ท่านผู้เฒ่าหลิง มาเช้าจังเลยนะครับ”
“ฮ่าๆๆ ไม่เช้าแล้ว จื่อเซวียน เราเตรียมตัวเสร็จแล้ว ไปตู้เหมินกันไหม”
“ครับ?”
ซ่งจื่อเซวียนรับมือไม่ทันจริงๆ
“เอ่อ…ท่านผู้เฒ่าหลิง ผมไม่ได้เตรียมตัวเลย วันนี้ต้องเริ่มวิจัยไม่ใช่เหรอครับ”
“เริ่มวิจัยอะไรกัน เราไปเยี่ยมอาจารย์นายสิสำคัญที่สุด ไปเถอะๆ ขึ้นรถ”
ซ่งจื่อเซวียนลังเล หลิงเจิ้นเอ่ย “นายดูสิว่านี่คือใคร”
ตอนนี้เอง กระจกรถด้านหน้าก็ลดลง
วังเหว่ยเป็นคนขับ เฉิงหวาลี่นั่งที่นั่งข้างคนขับ แล้วดูด้านหลังรถ คิดไม่ถึงว่าโอวหยางเฟิ่งเหยาจะนั่งอยู่ข้างๆ หลิงเจิ้น
นี่คือ…เตรียมตัวเสร็จแล้วเหรอ
เตรียมตัวเรียบร้อยกันก่อนแล้วค่อยมาเรียกตนสินะ…
ซ่งจื่อเซวียนก็ยิ้ม “ครับ ในเมื่อผู้อาวุโสกล่าวแบบนี้ และอาจารย์ผมก็ตกปากรับคำแล้ว งั้น…เราไปกันก็ได้ครับ”
“ใช่ ฮ่าๆ ไปหากันเถอะ”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาถังหย่าฉี และเรียกฟางรุ่ยมาให้ขับรถไปที่ตู้เหมิน
ระหว่างทาง หลิงเจิ้น โอวหยางเฟิ่งเหยาก็เปลี่ยนมานั่งที่รถซ่งจื่อเซวียนกันหมด
เห็นได้ชัดว่า พวกเขาอยากคุยกับซ่งจื่อเซวียนมากกว่าเฉิงหวาลี่และวังเหว่ย
“นั่นสิ คนแก่อย่างฉันก็สงสัย ได้ลูกศิษย์อย่างนายเป็นความหวังของคนแก่อย่างฉันตลอดทั้งชีวิต วันนี้คงได้ลองแย่งลูกศิษย์กับท่านผู้เฒ่าท่านนี้หน่อยแล้ว” หลิงเจิ้นยิ้มเอ่ย
ซ่งจื่อเซวียนยิ้ม “ผู้อาวุโสทั้งสองท่านชมเกินไปแล้วครับ ที่จริงอาจารย์ของผมก็คือปู่ของผมนั่นแหละ ถึงจะไม่ใช่ปู่แท้ๆ แต่ผมก็โตมากับปู่
ปู่เขาอายุมากแล้ว ตอนนี้นิสัยค่อนข้างแปลก ถ้าพูดอะไรที่ทำให้พวกคุณไม่สบายใจ ผมก็ต้องขอโทษทุกคนไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ”
“ฮ่าๆๆ ตามที่นายว่า อาจารย์ผู้มีพระคุณของนายอายุจะร้อยปีแล้ว ต้องเป็นรุ่นพี่ของพวกเราถึงจะถูก จะมีอะไรทำให้ไม่สบายใจได้ล่ะ”
ได้ยินประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็สบายใจ
อย่างไรนิสัยของฟางจิ่งจือก็ไม่ได้ดีเท่าไร ถ้าผู้อาวุโสหลายท่านตรงหน้านี้พูดอะไรที่คนแก่อย่างเขาไม่ชอบฟัง อาจจะเปิดปากด่าในทันที
ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า ทุกคนก็มาถึงเมืองตู้เหมิน
รถขับมาถึงหน้าปากซอย ทุกคนลงจากรถ
อย่างไรก็เป็นคนที่มีตำแหน่งกันทั้งนั้น เข้าใจมารยาทแบบนี้กันอยู่แล้ว พวกเขาเดินจากปากซอยเข้าไปก็เป็นมารยาทอย่างหนึ่ง
มาถึงหน้าบ้าน ซ่งจื่อเซวียนก็เข้าไปบอกกล่าวไว้ก่อน
เดินเข้าไปในลาน ตอนนี้ฟางจิ่งจือกับกินข้าวเที่ยงอยู่
เหมยจื่อก็รู้ว่าผู้เฒ่าฟางเป็นคนปักกิ่ง ชอบกินบะหมี่ผัดซอสดำ วันนี้จึงตั้งใจทำบะหมี่ผัดซอสดำโดยเฉพาะ แล้วยังทำอาหารอีกห้าหกอย่าง
ตอนนี้ชายชรากำลังจะกินเสร็จพอดี
“ปู่ กินอะไรอยู่เนี่ย”
“โอ้? ไอ้เด็กเวรมาแล้ว” ฟางจิ่งจือเงยหน้าขึ้นเอ่ย ยังไม่ลืมเคี้ยวกระเทียมอีกหนึ่งที
“เยี่ยม ตาแก่นี่เปิดปากก็ด่าเลย!”
เหมยจื่อข้างๆ หัวเราะคิกคักเดินออกมาจากห้องครัว เอ่ยว่า “พี่จื่อเซวียนมาแล้ว ฉันทำบะหมี่ให้พี่สักหน่อยแล้วกันนะ ปู่ฟันไม่ดี ฉันเลยต้มให้เละหน่อย เดี๋ยวฉันต้มใหม่อีกชาม”
“ไม่ต้องลำบากหรอกเหมยจื่อ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับปู่ก่อนนิดหน่อยน่ะ
ฟางจิ่งจือลังเลเล็กน้อย “หืม งั้นก็ให้เขาเข้ามาสิ รออยู่หน้าประตูทำไม”
“ครับ งั้นผมไปเรียกให้ปู่นะ!”
ซ่งจื่อเซวียนวิ่งไปที่หน้าประตู บอกกับทุกคนว่าชายชรายอมให้พวกเขาเข้าไป หลิงเจิ้นพับแขนเสื้อขึ้นทันที
“จริงสิจื่อเซวียน อาจารย์ผู้มีพระคุณของนายชื่ออะไรเหรอ
“ฟางจิ่งจือ!”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เบิกตากว้าง ตกใจกันหมด
“ตา…ตาเฒ่าฟาง? เขายังมีชีวิตอยู่อีกเหรอ”
โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ย
ซ่งจื่อเซวียนก็แปลกใจ “คุณโอวหยาง คุณ…รู้จักอาจารย์ผมด้วยเหรอครับ”
โอวหยางเฟิ่งเหยาและหลิงเจิ้นสบตากัน ไม่ได้ตอบซ่งจื่อเซวียน แต่จัดปกเสื้อของตัวเองทันที
หลิงเจิ้นกระทั่งรีบเก็บวอลนัทที่คลึงเล่นในมือ ทำหน้าเคร่งขรึม
ทั้งสองเดินนำหน้า ก้าวเข้าไปในลานบ้าน
เห็นฟางจิ่งจือไกลๆ ทั้งสองก็ประสานหมัดคารวะ โค้งคำนับสุดตัว
“คนรุ่นหลังหลิงเจิ้น ขอคำนับท่านผู้เฒ่าฟาง!”
“ผู้เยาว์โอวหยางเฟิ่งเหยา ขอคำนับท่านผู้เฒ่าฟาง!”
…………………………………………………
………………..