เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 505 ข้อแม้
ตอนที่ 505 ข้อแม้
………………..
ซ่งจื่อเซวียนขมวดคิ้วมองร่างเงาในวิดีโอ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใครกัน
เฉิงหวาลี่เอ่ย “เรื่องนี้เราต้องตรวจสอบเดี๋ยวนี้ วังเหว่ย ตอนนี้วิทยาลัยยังอยู่ในสถานะปิดล้อมอยู่หรือเปล่า”
“ใช่ครับผอ.เฉิง แถมค่ำวันนี้ทุกคนที่ออกไปทำบันทึกแล้ว ไม่พบอะไรน่าสงสัยครับ”
วังเหว่ยเอ่ย
หลิงเจิ้นคลึงลูกวอลนัทในมือ เอ่ยว่า “แบบนี้…คนที่เอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไป น่าจะยังอยู่ในวิทยาลัยน่ะสิ”
“ใช่ครับ ท่านผู้เฒ่าหลิง เพราะงั้นเราจะหว่านแหขยายการตรวจสอบทีละคนทันที”
“ทำไมถึงไม่แจ้งความล่ะ” โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ยถาม
เฉิงหวาลี่เอ่ยอธิบาย “คุณโอวหยาง เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็ก ถ้าเราหาเจอเองได้ นั่นจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้น…ถ้าเรื่องนี้เปิดเผยออกไป ยังไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงของวิทยาลัย ทางมินามิโนะ เคอิก็จะได้รับข้อมูลไปง่ายๆ”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็พยักหน้า
อย่างไรก็ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อีกทั้งเดี๋ยวก็ต้องเผชิญหน้ากับทีมของมินามิโนะ เคอิ เฉิงหวาลี่ย่อมต้องพิจารณาถึงปัญหาเหล่านี้
“วังเหว่ย นายพาคนแผนกรักษาความปลอดภัยไปตรวจสอบทีละคนทันที ตั้งแต่อาจารย์จนถึงนักเรียน ต้องตรวจทุกคน
แต่จำไว้ว่าอย่าค้นตัว จะทำผิดหลักการไม่ได้”
“เข้าใจแล้วครับท่านผอ.”
พูดจบ วังเหว่ยก็เดินออกไป
ซ่งจื่อเซวียนจ้องวิดีโออยู่นาน เขารู้สึกคุ้นร่างเงานั้นขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่จะให้เขามั่นใจ…เขาทำไม่ได้
วังเหว่ยแบ่งคนหน่วยรักษาความปลอดภัยออกเป็นสองกลุ่ม แยกกันไปตรวจสอบสองวิทยาเขตทั้งตะวันออกและตะวันตก
อย่างไรจำนวนคนก็เยอะ น่าจะต้องตรวจทีละคนทั้งคืนจึงจะได้ข้อสรุป
ครั้งนี้ระดับสูงที่ไปตู้เหมินถูกละเว้นไปก่อน เพราะตอนนั้นพวกเขาอยู่ที่ตู้เหมิน ไม่มีทางขโมย ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไปได้
ดังนั้นพวกเขาจึงแยกย้ายกันไป กลับไปต่างคนต่างพักผ่อน รอข่าวคราว
ในสมองฉายภาพในกล้องวงจรปิดทั้งหมด
ความคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว คนชุดดำนั่นไม่มีการเคลื่อนไหวที่เกินความจำเป็น เข้าไปในอาคารอำนวยการ เข้าไปในห้อง หยิบเอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไป พูดได้ว่าไหลลื่นมาก
เขารู้สึกคุ้นเคยกับร่างเงานั้น แต่ก็คิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนกันแน่
ความรู้สึกแบบนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนค่อนข้างหงุดหงิด เรื่องนี้อยู่ในสมอง ความรู้สึกที่คิดให้ตายยังไงก็คิดไม่ออกแบบนี้ทรมานที่สุดแล้ว
แต่ตอนนี้เอง จู่ๆ เขาก็ขมวดคิ่วมุ่น “ผู้หญิง?”
เขาคิดถึงความเป็นไปได้ร้อยแปดพันเก้าประการ แต่ก็ไม่ได้นึกถึงผู้หญิง
นั่นสิ รูปร่างแบบนั้นเหมือนผู้หญิงจริงๆ
ถึงการเคลื่อนไหวจะคล่องแคล่วว่องไว แต่ลักษณะระหว่างผู้หญิงผู้ชายยังมีความแตกต่างอยู่
เขาหรี่ตาเล็กน้อย คิดถึงผู้หญิงที่ตนเคยพูดคุยด้วย ว่าเป็นใครกันแน่…
…
ตู้เหมิน
หอหงเยวี่ย
ในห้องทำงาน หลี่ม่านหงมองตวนมู่เยวี่ย เอ่ยว่า “เยวี่ยเอ๋อร์ เธอทำอะไรเนี่ย ‘บันทึกหย่งซั่น’ นี่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเลยนะ นี่เธอเอามาทำอะไร”
ตวนมู่เยวี่ยไม่สนใจ อ่านเนื้อหา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ต่อด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“หนังสือสูตรอาหารนี่…ไม่ได้น่าสนใจอะไรเลย อ่านไปก็ไม่เข้าใจ”
เธอพูดพลางโยน ‘บันทึกหย่งซั่น’ ทิ้งไว้ข้างๆ
“ไม่น่าสนใจเหรอ นั่นก็เพราะเธออ่านไม่เข้าใจไง ฉันจะบอกเธอนะตวนมู่เยวี่ย เอาหนังสือสูตรอาหารนี่มายังไงเอาไปคืนอย่างนั้นเดี๋ยวนี้เลย โตขนาดนี้แล้ว ทำไมยังขโมยอยู่อีก!”
หลี่ม่านหงเอ่ยเสียงดัง
อย่างไร ‘บันทึกหย่งซั่น’ เล่มนี้ เป็นสิ่งที่สำนักวัฒนธรรมส่งมอบให้วิทยาลัยอาหาร
ตอนนี้หายไปแล้ว หากทางนั้นค้นหาอย่างเข้มงวดจนถึงที่สุด ถึงตอนนั้นมีการแทรกแซงของตำรวจเข้ามา เรื่องก็จะยุ่งยากวุ่นวาย
ตวนมู่เยวี่ยกลับไม่สนใจ “ฉันไม่คืน อีกเดี๋ยวฉันก็ทำตามเป้าหมายได้แล้ว ทำไมต้องคืนด้วย”
“เธอยังหวังให้ซ่งจื่อเซวียนมาหาเธอจริงๆ เหรอ ฉันจะบอกเธอนะ เขารักษาลูกสาวผู้นำระดับบิ๊กๆ ได้ ซ่งจื่อเซวียนไม่ใช่คนธรรมดา เธอหาเรื่องเขาให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ”
ตวนมู่เยวี่ยไม่พูดอะไร แต่ถอนหายใจยาวออกมา
“เยวี่ยเอ๋อร์ เชื่อฟังกันหน่อยได้ไหม ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ใครจะปกป้องเธอได้ ถ้าเขาตรวจสอบออกมา ตอนนี้น่าจะอยู่ระหว่างทางมาจับเธอแล้ว”
ตวนมู่เยวี่ยได้ยินก็ยิ้ม “วางใจเถอะ ฉันรู้ว่าทางพวกเขามีกล้องวงจรปิด แต่ฉันไม่สนใจหรอก ไม่มีใครตรวจพบได้ นอกจาก…ซ่งจื่อเซวียน!”
“เธอนี่นะ เธอไม่ได้คิดสักหน่อยหรือไงว่าตอนนี้เขากำลังใช้วิธีหว่านแหตรวจสอบทีละคนแน่ๆ เธอไม่อยู่ที่วิทยาลัย จะไม่น่าสงสัยที่สุดเหรอ
ถึงตอนนั้นเขาได้เทียบเธอกับในกล้องวงจรปิดอีกที จะหนีก็หนีไม่ได้แล้วนะ”
ตวนมู่เยวี่ยยักไหล่ “แล้วแต่สิ ยังไงฉันก็ทำเรื่องลากลับบ้านไว้ก่อนล่วงหน้าวันหนึ่งแล้ว ถ้าบอกว่าน่าสงสัย ฉันนี่สิน้อยที่สุด!”
หลี่ม่านหงก็โมโหจะตายอยู่แล้ว เอ่ยว่า “โอเคๆๆ ฉันขี้เกียจจะสนใจเธอแล้ว ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีจริงๆ ฉันไปอาบน้ำแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนเจ๊ เจ๊ว่า…ซ่งจื่อเซวียนจะไม่รู้ว่าเป็นฉันจริงๆ เหรอ”
หลี่ม่านหงมองเธออย่างจนใจ “ยัยน้องโง่ เธอชอบซ่งจื่อเซวียนใช่ไหมเนี่ย”
“ชอบเหรอ ใช่ที่ไหน เขามีแฟนแล้วนะ”
“เธอปิดบังฉันไม่ได้หรอก เยวี่ยเอ๋อร์ เธอไม่ได้สนใจผู้ชายคนไหนมานานมากแล้วนะ เธอกลับมาคราวนี้…หัวข้อมักจะเป็นซ่งจื่อเซวียนตลอดเลย”
“หืม งั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้…”
หลี่ม่านหงหลอกตาใส่เธอ
“ฉันว่าโทร แล้วก็…อีกไม่นานจะโทรมาด้วย!”
พูดจบ ตวนมู่เยวี่ยก็หยิบโทรศัพท์มาวางบนโต๊ะ
ส่วนหลี่ม่านหงก็กลอกตา หันหลังจะเดินออกไป
แต่ตอนนี้เอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หลี่ม่านหงที่ไม่เชื่อว่าซ่งจื่อเซวียนจะโทรมาเลยสักนิดก็ชะงักไป มองไปที่โทรศัพท์ของตวนมู่เยวี่ยตามสัญชาตญาณ
ตวนมู่เยวี่ยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู โชว์ให้หลี่ม่านหงดูทันที
“มาแล้ว!”
หลี่ม่านหงเบิกตากว้าง “นี่เธอเป็นเทพพยากรณ์หรือไง…”
หลังจากรับสาย ไม่รอให้ตวนมู่เยวี่ยเปิดปาก ซ่งจื่อเซวียนก็เอ่ย “ตวนมู่เยวี่ย เธออยู่ไหน”
“ฉันเหรอคะ อยู่ที่ตู้เหมินไง!”
“เธอเอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไปไว้ที่ไหน”
“‘บันทึกหย่งซั่น’ อะไรกัน ไม่ได้อยู่ที่วิทยาลัยหรือไงคะ”
“เธอเสแสร้งกับฉันให้มันน้อยๆ หน่อย รีบเอามาเดี๋ยวนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย”
ได้ยินโทนเสียงซ่งจื่อเซวียนร้อนรน ตวนมู่เยวี่ยกลับยิ้มออกมา
“คุณนี่พูดจาแปลกๆ นะคะ เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ”
“‘บันทึกหย่งซั่น’ หายไป เธอกล้าพูดไหมล่ะว่าเธอไม่ได้เอาไป” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ย
ตวนมู่เยวี่ยแสร้งทำเป็นตกใจ “อะไรนะ หายไปเหรอ อย่าล้อเล่นแบบนี้สิ หายไปได้ยังไงล่ะนั่น”
“ไม่ใช่เธอจริงเหรอ” ซ่งจื่อเซวียนถามย้ำอีกรอบ
“ไม่ใช่อยู่แล้วสิคะ ฉันกลับมาที่ตู้เหมินตั้งแต่เมื่อวาน ลากับอาจารย์วิทยาเขตตะวันออกแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด เอ่ยว่า “หึ งั้นก็มั่นใจได้แล้วว่าเป็นเธอ เธออยู่ไหน ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้เลย”
สำหรับเธอแล้ว เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในวิทยาลัยเธอไม่ได้สนใจเลย เธอคิดแค่ว่าเป็นเกมเท่านั้น
ประมาณสองชั่วโมง ซ่งจื่อเซวียนก็กลับมาที่ตู้เหมินในชั่วข้ามคืน
เขาเริ่มมึนงงกับการเดินทางในวันนี้แล้วเหมือนกัน
ถึงเมืองตู้เหมินจะไม่ได้ไกลจากปักกิ่ง แต่กลับไปกลับมาประมาณสองร้อยกิโลเมตรสองสามรอบ ก็ไม่มีใครเหมือนแล้ว
ในห้องส่วนตัวของหอหงเยวี่ย ตวยมู่เยวี่ยให้คนชงชา และจัดหาขนมไว้ให้สองสามจาน
ไม่นานนัก ซ่งจื่อเซวียนก็เดินเข้ามา
“ตวนมู่เยวี่ย เอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ มาให้ฉัน!”
ตวนมู่เยวี่ยยิ้ม “ให้คุณค่ะ ฉันให้คุณ คุณนั่งลงก่อนได้ไหมคะ”
ซ่งจื่อเซวียนก็นั่งลงไม่พูดไม่จา
“มา จิบชา กินขนมสักหน่อย”
“กินไม่ลง ตวนมู่เยวี่ยเธอก่อเรื่องอะไรเนี่ย ‘บันทึกหย่งซั่น’ นี่ไม่ได้เป็นของที่จะเอาไปได้ตามใจนะ”
ตวนมู่เยวี่ยยิ้มเอ่ย “คุณเดาได้แล้วว่าฉันเป็นคนเอาไป ฉันเอาให้คุณแน่ๆ แต่…ขอร้องคนอื่นก็ไม่ควรทำท่าทีแบบนี้หรือเปล่าคะ”
“ขอร้องคนอื่นเรอะ แม่ทูนหัว ตอนนี้ฉันไม่ได้ขอร้องเธอ แต่ช่วยเธอต่างหาก
ตอนนี้กำลังหว่านแหตรวจสอบในวิทยาลัยทีละคน เธอคิดว่าเขาโง่กันหมดหรือไง ไม่มีทางสาวถึงเธอได้แน่นอนใช่ไหม”
ตวนมู่เยวี่ยยักไหล่ “แล้วแต่สิ งั้นก็ให้พวกเขาตามหาฉันไป เดี๋ยวฉันค่อยจองตั๋วเครื่องบินไปชิงไห่-ทิเบตก็ได้ ลองหาต่อไปสิ!”
พูดจบ ตวนมู่เยวี่ยก็ลุกขึ้นยืนเดินออกไป
ซ่งจื่อเซวียนรีบเอ่ย “เธอจะไปทำอะไร”
“ไม่ใช่ว่าจะหาตัวฉันหรือไง คุณก็อยู่ข้างพวกเขาใช่ไหมล่ะ ฉันจะไม่หนีได้ยังไง”
ซ่งจื่อเซวียนสูดลมหายใจลึก บังคับให้ตัวเองใจเย็นลง
“ตวนมู่ เจ๊เยวี่ย ฉันผิดไปแล้ว เราอย่าเล่นกันแบบนี้เลย รีบเอามาให้ฉันเถอะ!”
ตวนมู่เยวี่ยเบ้ปากมองบน เอ่ยว่า “ให้คุณก็ได้ แต่…ฉันมีข้อแม้ค่ะ”
“หา?”
ซ่งจื่อเซวียนงุนงง จู่ๆ ก็มาบอกว่าป่วยได้ยังไง ฉันว่าเธอแข็งแรงกว่าใครเลย ขโมยหนังสือสูตรอาหารมาได้ด้วย…
“ฉันรู้ว่าคุณรักษาอาการป่วยของลูกสาวผู้นำเจ้าได้ โรคที่รักษาไม่หายมีหมอมากมายหมดหนทางรักษาแต่คุณรักษาได้ ก็น่าจะช่วยฉันได้หรือเปล่าคะ”
“เอาล่ะ งั้นเธอพูดมาว่าป่วยเป็นอะไร”
“ฉัน…”
ตวนมู่เยวี่ยมุ่ยปาก นั่งลงที่โซฟา
“ฉันเหงา แต่ไม่ชอบหาเพื่อน ฉันอยากมีแฟน แต่ฉันเกลียดผู้ชายมาก คุณว่ารักษายังไงดีคะ”
ประโยคนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนที่ถูกถามนิ่งไปจริงๆ
นี่เรียกว่าป่วยหรือไง ในหนังสือการแพทย์ตั้งแต่โบราณจนปัจจุบันไม่ได้เขียนวิธีการรักษาโรคแบบนี้ไว้มั้ง
“ตวนมู่เยวี่ยเธอล้อฉันเล่นหรือเปล่า”
“เปล่าสักหน่อยค่ะ จริงๆ นะ ซ่งจื่อเซวียน คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันอยู่คนเดียวทุกวัน โคตรของโคตรเหงา แต่แค่มีคนเข้าใกล้ฉัน…ฉันก็โคตรเกลียดเลย
คุณยังจำเฉิงเฟิงได้ไหม เดิมฉันให้เขาเป็นคนขับรถ ตอนที่เขาอยากยื่นมือมาแตะตัวฉัน ฉันรังเกียจจนอยากจะฆ่าเขาเลยนะ!”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็อดอึ้งไม่ได้
“เรื่องนี้…ตวนมู่ นี่เธอ…เป็นโรคทางใจเหรอ”
“ฉันไม่เข้าใจ คุณวินิจฉัยโรคได้ก็คงตามนั้นแหละ รักษายังไงคะ”
ซ่งจื่อเซวียนกระอักกระอ่วน ยังจะมองว่าตนเป็นหมอเทวดาอีกจริงๆ เหรอ…
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ตวนมู่ ฉันจะหาทางลองช่วยเธอดู แต่เธอต้องฟังฉันทุกขั้นตอน โอเคไหม”
“ได้ ขอแค่คุณรักษาฉันได้ ฉันฟังคุณอยู่แล้ว!”
ตวนมู่เยวี่ยลุกขึ้นยืนทันที
ความรู้สึกแบบนี้รบกวนเธอมาเกือบสิบปีแล้ว
พูดได้ว่านอกจากหลี่ม่านหง รวมถึงแฟนเก่าคนนั้น เธอก็ไม่มีเพื่อนเลย
แต่ตอนนี้ มีซ่งจื่อเซวียนเพิ่มมาอีกคน อย่างน้อยคบกับซ่งจื่อเซวียน เธอก็ไม่ได้รังเกียจ ไม่เห็นความลามกของอีกฝ่าย อีกทั้งยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม
“เอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ มาให้ฉัน เชื่อฉัน!”
“คุณ…ได้ ฉันเชื่อค่ะ! แต่ซ่งจื่อเซวียน คุณเป็นผู้ชาย คำพูดต้องหนักแน่นนะ!”
“ฉันรับประกันเลย!” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยอย่างจริงใจ
……………………………………………………
………………..