เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 507 โหดเหี้ยมเกินไป
ตอนที่ 507 โหดเหี้ยมเกินไป
………………..
ทุกคนมาถึงห้องประชุมครบแล้ว
เมื่อเห็นตวนมู่เยวี่ย ซ่งจื่อเซวียนจึงโล่งใจ
อันที่จริงเมื่อใคร่ครวญดู ซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจว่าจุดประสงค์ที่ตวนมู่เยวี่ยเอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไปครั้งนี้อาจจะเพื่อให้เขารักษาอาการป่วยของเธอ
อย่างไรเขาก็สัญญากับเธอแล้วว่าจะให้เธออ่าน ‘บันทึกหย่งซั่น’ จึงไม่จำเป็นต้องขโมยด้วยซ้ำ
แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ทักษะของสาวน้อยคนนี้ค่อนข้างดีจริงๆ เธอเข้าไปในอาคารอำนวยการที่เข้มงวดขนาดนี้เพื่อไปเอา ‘บันทึกหย่งซั่น’ ไม่นึกเลยว่าจะง่ายเหมือนเอามือล้วงไปหยิบของในกระเป๋า…
ทีมวิจัยครั้งนี้คือซ่งจื่อเซวียน โหย่วไท่ ท่านเป้ยเล่อ เกาหมิงเลี่ยง หลี่ชิงเหยียน กัวหย่ง เฉิงฮ่าวและตวนมู่เยวี่ย แต่หลายครั้งก่อนหน้านั้น ยอดเชฟทั้งสองหลิงเจิ้นและโอวหยางเฟิ่งเหยาก็จะเข้าร่วมด้วย
ถือว่าเป็นการมอบแรงสนับสนุนที่แข็งเกร่งให้กับทุกคน เนื่องจากฐานะของยอดเชฟทั้งสองนั้นสูงกว่าและสามารถช่วยไขข้อสงสัยให้ทุกคนได้
เฉิงหวาลี่สั่งให้วังเหว่ยถ่ายเอกสารเนื้อหาทั้งหมดแล้วเรียบเรียงเป็นฉบับใหม่เพื่อปกป้อง ‘บันทึกหย่งซั่น’ ฉบับจริงไว้
ข้อแรกสามารถวิจัยได้สะดวก ข้อที่สองยังสามารถปกป้องโบราณวัตถุได้อีกด้วย
พวกเขาไม่อยากให้เรื่องครั้งก่อนเกิดขึ้นอีกจริงๆ
ตอนนี้ต้นฉบับ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ถูกเก็บไว้ในตู้นิรภัยของเฉิงหวาลี่แล้ว
อย่างไรทีมวิจัยก็มีข้อบังคับเช่นกัน นั่นคือสามารถศึกษาหนังสือสูตรอาหารได้เฉพาะในห้องประชุมระดับสูงเท่านั้น
เมื่อศึกษาเสร็จแล้วจะต้องทิ้งข้อมูลทั้งหมดไว้และไม่สามารถนำออกไปได้
เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เป็นของวิทยาลัย ต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่สู่ภายนอกให้มากที่สุด
ตอนนี้ทุกคนมีสำเนาอยู่ในมือคนละหนึ่งฉบับและกำลังตั้งใจอ่านแต่ละหน้า
คนที่จริงจังอย่างโหย่วไท่ก็หยิบสมุดขึ้นมาและเริ่มจดบันทึก
แต่หลิงเจิ้นได้เตือนเขาว่านี่คือการคัดลอกและสร้างความสงสัยให้ภายนอกอย่างง่ายดาย ดังนั้นโหย่วไท่จึงหยุดทำ
ในบรรดาทุกคน อันที่จริงตวนมู่เยวี่ยไม่ได้อ่านอะไรมากนัก ตอนที่เธอให้ซ่งจื่อเซวียนคิดหาวิธีที่จะทำให้เธอได้ดูบันทึกหย่งซั่น เธอไม่ได้คาดหวังว่าซ่งจื่อเซวียนจะให้เธอเข้าร่วมทีมวิจัย
อันที่จริงจุดประสงค์ของเธอคือให้ซ่งจื่อเซวียนช่วยรักษาอาการป่วยเท่านั้น
ตอนนี้…ทุกอย่างน่าเบื่อเกินไปสำหรับเธอ
แต่ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้มองส่วนหน้าของหนังสือสูตรอาหารเลย เขามองแค่อี้ถงเจียงซานที่เป็นเมนูสุดท้าย
เขามักจะรู้สึกว่าหลังจากอ่านหนังสือสูตรอาหารราชวงศ์ชิงแล้ว ‘บันทึกหย่งซั่น’ เล่มนี้ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก
อย่างที่ชายชราบอกไว้ นี่เป็นหนังสือสูตรอาหารที่ทำขึ้นเพื่อบริจาคชัดๆ
มีเพียงแค่อี้ถงเจียงซานเมนูนี้เท่านั้น…
แม้ว่าจะไม่มีวิธีการปรุง แต่น่าแปลกมาก
คำอธิบายของอี้ถงเจียงซานเขียนไว้ว่า ‘ภายใต้การรวมกันที่ยิ่งใหญ่ ทุกอย่างจะผสานเป็นหนึ่งเดียว ท้องฟ้า ดวงดาว ผืนดิน ทุกสรรพสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน’
ความหมายที่แท้จริงในข้อความนั้นอธิบายได้ไม่ยาก ราชวงศ์รวมแผ่นดินเป็นผืนเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของราชวงศ์ชิง แม้แต่ท้องฟ้า ดวงดาว ผืนแผ่นดินก็ผนึกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
แต่เมื่ออ่านประโยคนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หรี่ตาลงเล็กน้อย นี่…ไม่ได้หมายถึงอาหาร
ทว่าอี้ถงเจียงซานนี้เป็นเมนูอาหารในหนังสือสูตรอาหารจริงๆ
ซ่งจื่อเซวียนจ้องมองหน้านี้มาเกือบทั้งเช้า
ดูเหมือนเขาจะยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่ามีความหมายที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่จากสถานการณ์ของเขาในตอนนี้กลับยากมากที่จะสืบหาความหมาย
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้มองเมนูอื่นๆ ด้วยซ้ำ สำหรับเขาตอนนี้อย่างอื่นไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก
ตอนเที่ยง บางคนไปทานข้าวที่โรงอาหาร ในขณะที่บางคนก็ศึกษาข้อมูลต่อในห้องประชุม
แม้เมนูอาหารเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายมากมายกับซ่งจื่อเซวียน แต่ไม่ใช่สำหรับคนอื่นๆ
แค่ข้าวผัดหยกทองก็เพียงพอที่จะให้พวกเขาศึกษาแล้ว
เมื่อพักเที่ยงเสร็จ ซ่งจื่อเซวียนก็กลับมาที่หอพัก
ขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียกอาจารย์ทุกคนจากวิทยาเขตตะวันออกมาด้วย
เนื่องจากหงเทียนเหว่ยมาถึงวิทยาเขตตะวันตกแล้ว และหยางจวิ้นเย่ก็ออกไปแล้ว ดังนั้นทางวิทยาลัยจึงรีบคัดเลือกอาจารย์ใหม่อย่างเร่งด่วน
เนื่องจากซ่งจื่อเซวียนเป็นหัวหน้าอาจารย์แล้ว และห้องหกก็มีอาจารย์ชั่วคราว ซ่งจื่อเซวียนจึงโล่งใจ
และยังมีหัวหน้าห้องเฉิงฮ่าวอยู่ด้วย การดูแลห้องหกจึงไม่มีปัญหาอีกต่อไป
อาจารย์เหล่านี้เข้ามา ซ่งจื่อเซวียนได้เป็นหัวหน้าอาจารย์แล้ว จึงเคารพเขาอย่างไม่มีปัญหาซ่งจื่อเซวียนมอบหมายงานเล็กน้อย เพราะอาจารย์คนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ในทีมวิจัยทุกคน
มีแค่ท่านเป้ยเล่อและเกาหมิงเลี่ยงเท่านั้นที่อยู่ในทีม ดังนั้นซ่งจื่อเซวียนจึงให้อาจารย์อีกสี่คนทำงานหนักขึ้นอีกหน่อยโดยการดูแลหกชั้นเรียน
เช่นนี้ ท่านเป้ยเล่อและเกาหมิงเลี่ยงก็จะสามารถทำงานในทีมวิจัยได้อย่างอิสระมากขึ้น
ในบ่ายวันนั้น ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ไปที่ห้องประชุมระดับสูงอีก
เขาแทบจะจำส่วนสุดท้ายของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ได้แล้ว
สำหรับเขา หากเขาสามารถวิเคราะห์เรื่องนี้ได้ตอนนี้ นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
แน่นอนว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรีบลองทันที นั่นก็คือมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ
นี่เป็นอาหารเมนูสุดท้ายในหนังสือสูตรอาหารราชวงศ์ชิง ตราบใดที่เขาทำออกมาได้ ก็เท่ากับการเรียนจบจากตาเฒ่าฟางแล้ว
นึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนจึงตัดสินใจว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะไม่ไปที่ห้องประชุมระดับสูง
เขาจะไปที่ห้องทำอาหารก่อนแล้วลองทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ
……
ชานเมืองปักกิ่ง
ที่ตั้งใหม่ของบริษัทถังกรุ๊ป
แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะแย่หน่อย แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการจำหน่าย
การผลิตจะใช้โรงงานแปรรูปอาหารและจัดจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์
ถังจวิ้นยังสัมผัสได้ถึงโครงสร้างธุรกิจของอุตสาหกรรมใหม่อีกด้วย
แม้ว่าจะเป็นการก่อสร้างโรงงานแบบชั่วคราว แต่ในที่สุดโรงงานก็เริ่มดำเนินการผลิตแล้ว
“พ่อคะ สินค้าล็อตแรกของเราในตลาดขายทางเว็บไซต์จุนเค่อ เกรงว่าไม่นานก็คงมียอดขายเยอะแล้วค่ะ”
ถังหย่าฉีพูดขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์
ถังจวิ้นพยักหน้า “ใช่แล้ว ต้องให้เด็กรุ่นพวกลูกมาทำ ความคิดของพ่อ…เหอะๆ ตามยุคสมัยไม่ทันแล้ว”
“พ่อคะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะจื่อเซวียน พ่อต้องรู้ว่าตอนนี้มีแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์เยอะมาก แต่แทบไม่มีใครทำได้แบบจุนเค่อ
การขายในจุนเค่อ พูดตรงๆ ถึงแม้ไม่ได้มีคุณภาพดีก็ยังมียอดขายมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพของเรายังยอดเยี่ยมอีกต่างหาก”
ถังจวิ้นยิ้มและพูดว่า “ใช่ จื่อเซวียนเสียสละมากมายเพื่อพวกเราตระกูลถัง หย่าฉี ลูกได้เจอผู้ชายที่ดีแล้วนะ”
ถังหย่าฉีหน้าแดงระเรื่อ ก้มหน้าลงและไม่ได้พูดอะไร
แต่จากสีหน้าของเธอจะเห็นได้ว่าเธอภูมิใจและมีความสุขแค่ไหน
ขณะที่กำลังพูดคุยกัน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
ถังจวิ้นรับสายและหลังจากพูดหนึ่งประโยค สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปมาก
“อะไรนะ หัวหน้าเหลียง สัญญาของเราไม่ได้มีปัญหาเสียหน่อย มีสิทธิ์อะไรมาหยุดการผลิตล่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ ถังหย่าฉีก็ตกใจเช่นกัน
“โอเค ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้!”
หลังจากวางสาย ถังจวิ้นก็ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ทางโรงงานมีปัญหา พ่อจะเข้าไปดูสักหน่อย”
“ว่าไงนะคะ โรงงานมีปัญหาอะไรเหรอคะ” ถังหย่าฉีเอ่ยถาม
“ยังไม่แน่ใจ แต่ทางหัวหน้าเหลียงบอกว่ามีคนมาหยุดการผลิตในโรงงาน”
“พ่อคะ หนูจะไปด้วย!”
หากมองจากระยะไกลคงมีมากกว่ายี่สิบคน
แต่ละคนมีรอยสักทั้งตัว ดูเหมือนพวกอันธพาล
เมื่อรถหยุด ถังจวิ้นก็วิ่งไปหาหัวหน้าโรงงานเหลียงเฮ่าและพูดว่า “หัวหน้าเหลียง นี่มัน…เกิดอะไรขึ้น”
เหลียงเฮ่าพูด “ประธานถัง ผมก็หมดปัญญา ท่านนี้คือพี่เป้า เขาบอกว่า…ไม่อนุญาตให้ผลิตครับ”
หัวหน้าแก๊งแสยะยิ้ม “ถูกต้อง ฉันพูดเอง แล้วทำไม”
ถังจวิ้นมองไปยังพี่เป้าแล้วพูดว่า “นายพูดเหรอ พ่อหนุ่ม นายกับฉันไม่ได้รู้จักกัน วันนี้นายจะขัดขวางการทำมาหากินของตระกูลถังเหรอ”
“ฮ่าๆๆ ไอ้แก่ ก็มาขัดขวางการทำมาหากินของแกนั่นแหละ พวกพ้องของเราพูดแล้วถือว่าเป็นคำขาด นี่คือความจริง!”
พี่เป้าพูดพร้อมเล่นกำปั้นของตัวเอง
เมื่อไต้ทงได้ยินก็รีบพุ่งไปข้างหน้า แต่ถังจวิ้นก็เอื้อมมือออกไปเพื่อหยุดเขาไว้
“พี่เป้า บอกเหตุผลมาหน่อยสิ”
“เหตุผลเหรอ สินค้าที่พวกแกผลิตขัดขวางเส้นทางการเงินของคนอื่น ง่ายไหม”
ถังหย่าฉีได้ยินก็เข้าใจทันที ข้าวผัดที่พวกเขาผลิตมีชื่อว่าข้าวผัดตระกูลถัง นี่คือสิ่งที่ซ่งจื่อเซวียนคิด
ตอนนี้ได้จำหน่ายบนจุนเค่อแค่สามวันก็มียอดขายพุ่งสูงขึ้น และยังถูกจัดอันดับให้อยู่ในสินค้าแนะนำที่ดีที่สุดอีกด้วย
ทั้งหมดนี้จะต้องทำให้คู่แข่งอิจฉาตาร้อนอย่างแน่นอน
“ขัดขวางเส้นทางการเงินเหรอ เดิมทีในตลาดก็ต้องมีการแข่งขันอยู่แล้ว อย่าเล่นอะไรไม่เข้าท่าเลยน่า!”
ถังหย่าฉีกล่าว
“เอ๋? สาวน้อยคนนี้วีนแล้ว ฉันชอบนะ เหอะๆ แต่…มีวิธีการแข่งขันมากมาย ตอนนี้ถ้าฉันบอกว่าผลิตไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้!”
ถังจวิ้นพูด “พี่เป้า อีกฝ่ายให้เงินนายเท่าไรน่ะ ฉันก็ให้ได้นะ!”
“หึ พวกแกคิดว่าตัวเองเป็นใครถึงได้พูดกับข้าแบบนี้ ฉันจะบอกให้นะว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปสินค้าของแกจะหยุดการผลิตและต้องระงับกิจการบริษัทของพวกแกภายในหนึ่งสัปดาห์ ไม่งั้น…คราวหน้าฉันจะไม่มาที่โรงงาน แต่ไปที่บริษัทของพวกแกแทน!”
“แกก็ลองดูสิ แกทำไม่ได้หรอก!” ไต้ทงกล่าว
เขาพยักหน้า “ได้ ฉันจะจำคำพูดของนายไว้!”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินไปที่รถ
“พ่อคะ…เราไปแบบนี้ไม่ได้นะ” ถังหย่าฉียังไม่ยอมอย่างเห็นได้ชัด
ถังจวิ้นพูดว่า “กลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
“หนูไม่กลับ!”
ถังหย่าฉีร้อนใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา
แต่ทันใดนั้นก็มีรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ขับเข้าไปในลานกว้างของโรงงานผลิตอาหาร
รถหยุดทันที ซ่งจื่อเซวียน ฟางรุ่ย และซางเทียนซั่วก็ลงจากรถ
“อาถัง เมื่อกี้หย่าฉีส่งข้อความมาหาผม แต่มันสั้นเกินไป ผมไม่รู้ว่าเนื้อความหมายถึงอะไร”
ถังหย่าฉีรีบวิ่งไปข้างหน้าและหลั่งน้ำตาทันที
“จื่อเซวียน คนพวกนั้นบอกว่าจะไม่ให้พวกเราผลิตแล้ว ต้องเป็นแผนของคู่แข่งแน่ๆ!”
ถังจวิ้นสูดหายใจเข้า “จื่อเซวียน อย่าให้เรื่องนี้วุ่นวายจะดีกว่า เราค่อยๆ หารือกัน”
ซ่งจื่อเซวียนคลี่ยิ้ม “อาถัง บางเรื่องค่อยๆ หารือได้ แต่คนเคาะประตูบ้านเข้ามาแล้ว ถ้าอดทนไว้ พวกเขาจะมาอีกเรื่อยๆ”
เมื่อพูดจบ เขาก็เดินตรงไปหาพวกพี่เป้า
ไต้ทงที่กำลังระงับความโกรธอยู่ก็เดินตามไปด้วย
พี่เป้าเห็นเช่นนี้ก็หัวเราะเยาะ “แม่ง เรียกพวกมาด้วย ไม่กลัวตายจริงๆ สินะ!”
ก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ ซ่งจื่อเซวียนก็พูดว่า “นายไม่ให้ผลิตงั้นเหรอ”
“ใช่ แล้วจะทำไม แกจะลองดีเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อย “รุ่ยจื่อ ไต้ทง เทียนซั่ว ฉันไม่ชอบพูดกับพวกเขาแบบนี้ ฉันอยากให้พวกเขาคุกเข่าลงก่อน!”
หลังจากซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ทั้งสามคนที่อยู่ข้างหลังเขาก็รีบพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน
อีกฝ่ายมียี่สิบคน แต่ทางนี้แค่สามคน แต่รัศมีดูเหมือนจะตรงกันข้ามทุกอย่าง
ฟางรุ่ยจู่โจมเหมือนเสือ และพวกอันธพาลก็ตกตะลึงในทันที
พวกเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะลงมือแม้แต่น้อย บวกกับความเร็วแบบนี้และการโจมตีก็รุนแรงมาก ทุกคนแทบจะเริ่มถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“แม่ง ห้ามถอยสิวะ จัดการพวกมัน!”
พี่เป้าออกคำสั่ง แต่พวกอันธพาลกลับไม่ได้ยิน อย่างไร…อีกฝ่ายก็โหดเหี้ยมเกินไป
…………………………………………………..
………………..