เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 510 ล้มป่วย
ตอนที่ 510 ล้มป่วย
………………..
ไม่ว่าจะทำสิ่งใดจางเปียวให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเสมอ เขาจึงแทรกซึมเข้าไปในซันไชน์กรุ๊ปในคืนนั้น
แม้ว่าซันไชน์กรุ๊ปจะมีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความปลอดภัย แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเฝ้าดูทั่วทุกพื้นที่พร้อมกัน
จากประสบการณ์ของจางเปียว หากต้องการเข้าไปในบริษัทหรือสำนักงานใดๆ นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดาย
และเนื่องจากอาชีพเดิมของเขาคือการขโมย เพราะเหตุนี้เขาจึงได้รับความเมตตาจากเสี่ยเฉิงปาและกลายเป็นมือขวาของอีกฝ่าย
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ก็ล้วนไม่มีข้อบกพร่องใดๆ
เขาสวมชุดอำพรางแบบพิเศษ ในคืนที่มืดมิดเขาหลีกเลี่ยงระยะกล้องวงจรปิดทุกตัวอย่างชำนาญ
แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการเฝ้าระวังด้วยรังสีอินฟราเรด แต่การเคลื่อนไหวที่ว่องไวทำให้เขาดูเหมือนลมพัดแรงภายใต้การเฝ้าระวังนั้น
คืนนั้นที่ซันไชน์กรุ๊ปเป็นปกติทุกอย่าง แม้แต่…จางเปียวก็ไม่ปรากฏเงาให้เห็นระหว่างเฝ้าระวังด้วยซ้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น ซ่งจื่อเซวียนได้รับข้อมูลไม่ต่ำกว่ายี่สิบไฟล์ในโทรศัพท์มือถือ
ในนั้นมีทั้งไฟล์เอกสาร รูปภาพ และวิดีโอ
สิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดคือวิดีโอที่คัดลอกมาจากคอมพิวเตอร์ของผู้ดูแลโครงการ เนื้อหาในวิดีโอคือจางเฉิงกำลังนัวเนียกับผู้หญิงอยู่
สถานที่นี้เป็นห้องประชุม ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาเลิกงานและไม่มีใครอยู่ในห้องประชุม แต่จางเฉิงและลูกน้องผู้หญิงคนนี้กลับแสดงโชว์ครั้งใหญ่
ซ่งจื่อเซวียนกระตุกยิ้ม “นี่น่าจะเป็นไพ่ตายที่ผู้ดูแลโครงการเก็บไว้ในมือเขา ถ้าถึงสถานการณ์คับขัน อย่างน้อยการมีวิดีโอนี้ไว้ในมือก็สามารถข่มขู่จางเฉิงได้”
ซ่งจื่อเซวียนได้ดูไฟล์เอกสารทุกฉบับแล้ว นอกจากวิดีโอนั้น ยังมีเอกสารอื่นๆ ที่บันทึกบัญชีของซันไชน์กรุ๊ป รวมถึงธุรกรรมธุรกิจสีเทาบางส่วนด้วย
แน่นอนว่าจุดไหนจุดหนึ่งก็พอที่จะทำให้จางเฉิงพูดไม่ออกแล้ว
เขายิ้มกริ่มหลังจากอ่านเอกสาร จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์แล้วโทรหาท่านเป้ยเล่อ
“อยู่ไหนเหรอครับ” ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยปากถาม
“วันนี้ฉันไม่ได้อยู่ในทีมวิจัย ฉันมาตู้เหมินแล้ว เด็กแสบของนายสบายดี ว่าแต่เมื่อวานตอนบ่ายไม่เห็นใครเลย ไปไหนมาน่ะ”
“ฮ่าๆๆ ลูกพี่ ผมมีเรื่องต้องทำ แล้วคุณไปทำอะไรที่ตู้เหมินล่ะ”
“พี่ชาย หอจิ่วเฟิ่งต้องเปิดกิจการแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังจัดการเรื่องนี้อยู่ พอฉันจัดการเสร็จแล้วจะส่งต่อให้ต้าเหมา ตอนบ่ายก็ค่อยกลับปักกิ่ง” ท่านเป้ยเล่อกล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ลำบากแล้วลูกพี่ ว่าแต่คุณรู้จักใครในซันไชน์กรุ๊ปบ้างไหมครับ”
“รู้จักสิ ในงานเลี้ยงธุรกิจครั้งหนึ่ง จางเฉิงประธานของพวกเขาถึงกับทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้ฉัน แต่ไก่อ่อนนั่นเบ่งอำนาจเกินไป ฉันเลยไม่สนใจเขาเท่าไร”
“ฮ่าๆ งั้นดีเลย คุณส่งข้อมูลติดต่อของเขามาให้หน่อยสิครับ!”
“หืม นายอยากติดต่อกับจางเฉิงเหรอ ทำไมล่ะ”
ขณะที่ท่านเป้ยเล่อพูดก็ชะงักไปแล้วพูดว่า “ไอ้แก่แดดนั่นคงไม่ได้ยั่วยุนายใช่ไหม”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร…เอาน่า อย่าพูดไร้สาระเลยครับ รีบส่งมาเร็ว!”
“โอเค ฉันจะส่งให้เลย!”
หลังจากวางสาย ท่านเป้ยเล่อก็ส่งข้อมูลติดต่อของจางเฉิงไป
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งวิดีโอให้เขาทางข้อความทันที
ไม่นานนักจางเฉิงก็ตอบกลับว่า ‘???’
‘ประธานจาง ผมว่าคุณสามารถพิจารณาการเป็นตัวแทนของถังกรุ๊ปได้นะครับ’
หลังจากข้อความนี้ถูกส่งไป จางเฉิงก็ไม่ตอบกลับอีกเลย
ซ่งจื่อเซวียนไม่ได้ร้อนใจ ในบางครั้งเรื่องต่างๆ ก็เป็นแบบนี้ เมื่อรู้แล้วว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร คุณจะนิ่งยิ่งกว่าใครๆ
ประมาณสิบนาทีต่อมา จางเฉิงก็โทรศัพท์เข้ามา
ซ่งจื่อเซวียนรับสายและพูดด้วยรอยยิ้ม “ประธานจาง ทำไมคุณรีบขนาดนี้ ถึงกับโทรหาผมเลย”
“อย่าพูดเลอะเทอะ ซ่งจื่อเซวียน นายจะเอายังไง”
“ก็ไม่ได้จะเอายังไง ฉันก็แค่…สงสัยมากว่าถ้าวิดีโอแบบนี้แพร่สู่สาธารณะจะมีคนกดไลค์สักกี่คน”
“ในเมื่อนายหาคนมาหยุดการผลิตของถังกรุ๊ปได้ แถมยังไม่ยอมรับหน้าด้านๆ แล้วทำไมฉันจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ล่ะ”
ครู่หนึ่งจางเฉิงไม่รู้ว่าจะตอบประโยคนี้อย่างไร
หลังจากผ่านไปเจ็ดถึงแปดวินาที จางเฉิงก็พูดขึ้นว่า “นายไปเอาของแบบนี้มาจากไหน”
“เหอะๆ ไม่ต้องรู้หรอก ฉันต้องเก็บคนที่ให้วิดีโอนี้ไว้เป็นความลับ แต่ฉันบอกได้ว่ามันมาจากซันไชน์กรุ๊ป”
เหตุผลที่ซ่งจื่อเซวียนพูดแบบนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้จางเฉิงตามหาจางเปียว
หากมีหนอนบ่อนไส้ภายในบริษัท จางเฉิงจะโมโหจัดและทุ่มเทเพื่อสืบสวนบุคคลภายในอย่างแน่นอน
วิธีนี้จะไม่มีใครสงสัยว่ามีคนเข้ามาขโมยข้อมูลในบริษัท และซ่งจื่อเซวียนก็สามารถเก็บของเหล่านี้ไว้ได้อย่างสบายใจ
เมื่อถึงเวลานั้นซันไชน์กรุ๊ปจะเป็นตัวแทนและสร้างรายได้ให้กับตระกูลถัง และหากพวกเขาคิดตุกติก ซ่งจื่อเซวียนก็สามารถข่มขู่พวกเขาด้วยของเหล่านี้ได้ทุกเมื่อ
ซันไชน์กรุ๊ปเป็นเบี้ยล่าง ซ่งจื่อเซวียนได้กำหนดเพื่อตระกูลถังไว้แล้ว
“ไอ้ชาติชั่ว ทำเรื่องแบบนี้ด้วยเงินฉันจริงๆ สินะ วิดีโอนี้ถ่ายไว้นานแล้ว ฉันว่าฉันรู้ว่าใครเป็นคนทำ”
“ฮ่าๆ ประธานจาง ฉันคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญนะ สิ่งสำคัญคือ…ขอแค่ฉันกระดิกนิ้ว ทุกคนทั่วประเทศก็จะได้ชมท่วงท่าของนายแล้ว นี่ บอกเลยว่านายน่ะสุดยอดมาก”
“แก…ไอ้ชั่ว ซ่งจื่อเซวียน แกรู้ผลที่ทำกับฉันแบบนี้หรือเปล่า”
ซ่งจื่อเซวียนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ทำไมฉันจะไม่รู้ เวลาแบบนี้นายยังกล้าพูดกับฉันแบบนี้ได้อีกเหรอ”
“ฉัน…
บอกมา นายต้องการอะไร”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มและพูดว่า “ง่ายมาก เซ็นสัญญาข้อตกลงเป็นตัวแทนกับถังกรุ๊ป ตั้งใจขายข้าวผัดตระกูลถังให้ดี แล้วนายจะไม่ขาดผลกำไร”
“ฝันไปเถอะ หึ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่เป็นไร ตอนนี้ถังกรุ๊ปถังแตก คิดว่าฉันจะร่วมมือกับพวกนายหรือไง”
“เหอะๆ ทางเลือกขึ้นอยู่กับนาย ส่วนการตัดสินใจขึ้นอยู่กับฉัน นายไปพิจารณาเอาเอง!”
เมื่อพูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็วางสายโทรศัพท์แล้วหยิบบุหรี่ออกมาจุดไฟทันที
“ประธานจาง ฉันยุ่งมาก พูดให้สั้นกระชับได้ใจความ ไม่งั้นฉันจะวางสาย”
“เดี๋ยวก่อน ซ่งจื่อเซวียน ถ้าฉันเซ็น นายช่วยส่งวิดีโอคืนให้ฉันได้ไหม” จางเฉิงถาม
“โทษที ไม่ได้หรอก ถ้าส่งให้นายแล้ว…นายผิดสัญญาจะทำยังไง”
“นาย…”
“จางเฉิง ฉันขอถามหน่อยว่าจะเซ็นหรือเปล่า ถ้าไม่เซ็นก็อย่าทำให้คนอื่นเสียเวลา”
“ฉันเซ็น!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมาดังๆ “ต้องอย่างนี้สิ ถ้าเซ็นก็จะเป็นคนพวกเดียวกัน ฉันรับประกันได้เลยว่าคนอื่นจะไม่รู้เรื่องวิดีโอนี้ จางเฉิง นายคงไม่อยากทำลายอนาคตของตัวเองใช่ไหม”
“หน็อยแน่ ฉันจะรีบทำข้อตกลงทันที”
“โอเค หลังจากนี้ไปที่ถังกรุ๊ป ฉันให้เวลานาย…สามชั่วโมง ฉันอยากเห็นสัญญาที่เซ็นก่อนบ่ายวันนี้ ไม่งั้นฉันจะไม่รับประกันอะไรเลย”
หลังจากวางสายโทรศัพท์ ซ่งจื่อเซวียนก็กระตุกยิ้มเล็กน้อยและเตรียมไปทานมื้อเช้าที่โรงอาหารทันที
แต่ก่อนจะออกจากห้องพักก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้หมอนี่เรื่องมากแฮะ…”
เดิมทีคิดว่าเป็นจางเฉิง แต่เป็นสายจากเหมยจื่อ
“พี่จื่อเซวียน รีบมาเร็วเข้า ตอนเช้าตาเฒ่าหมดสติไป ฉันตกใจเกือบตายอยู่แล้ว”
“อะไรนะ”
ตูม! ซ่งจื่อเซวียนแทบจะแหลกสลายไปทั้งร่าง นอกจากแม่แล้ว ซ่งจื่อเซวียนใกล้ชิดกับชายชรามากที่สุดตั้งแต่เด็กจนโต เมื่อเขาได้ยินข่าวนี้ ก็รู้สึกว่าขาอ่อนแรงขึ้นมา
“เหมยจื่อเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง เธอตกใจอะไร รีบพาไปโรงพยาบาลสิ!”
ซ่งจื่อเซวียนตะโกนเสียงดังทันที
เหมยจื่อพลันร้องไห้โฮ
“โรงพยาบาลกลางค่ะ”
“เฝ้าไว้ ฉันจะรีบไป!”
หลังจากวางสาย ซ่งจื่อเซวียนก็ให้ฟางรุ่ยขับรถตรงไปที่ตู้เหมิน
ระหว่างทาง ซ่งจื่อเซวียนยังไม่ลืมที่จะบอกซางเทียนซั่ว ยอดเชฟทางเหนือและใต้ และผู้อำนวยการอีกหลายท่าน แน่นอนว่าเขาได้บอกถังหย่าฉีและหลิงเข่อเอ๋อร์ด้วย
อย่างไรไม่ว่าจะเป็นเทียนซั่ว หย่าฉีหรือเข่อเอ๋อร์ ชายชราก็ชื่นชอบพวกเขามาก่อน และพวกเขาก็มีความกตัญญู
ตอนนี้อาจเป็นเรื่องของความเป็นความตาย ซ่งจื่อเซวียนจึงแจ้งให้พวกเขาทราบอย่างเต็มที่
เมื่อซ่งจื่อเซวียนมาถึงโรงพยาบาล หานหรงและซ่งอีหนานก็อยู่ที่นี่แล้ว
ทั้งสองดูกังวลเป็นอย่างมาก ซ่งอีหนานถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
“แม่ ปู่เป็นยังไงบ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนวิ่งไปจนสุดประตูห้องฉุกเฉินแล้วตะโกนถาม
“ลูกชาย แกต้องเตรียมใจดีๆ นะ ปู่แก่มากแล้ว”
ได้ยินคำพูดนี้ ประกอบกับความรู้สึกกังวลตลอดทางที่มาที่นี่ ซ่งจื่อเซวียนก็ทรุดตัวลงกับพื้น
ผู้ชายอกสามศอก หากคนที่เขาใกล้ชิดที่สุดไม่เป็นเช่นนี้ เขาคงไม่มีทางที่จะทรุดลง
แต่ในนาทีนี้ ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะพังทลายจริงๆ ฟางจิ่งจือ…ซ่งจื่อเซวียนถือว่าเป็นปู่แท้ๆ ของเขาเสมอ
ไม่นานหลิงเข่อเอ๋อร์ ถังหย่าฉีและซางเทียนซั่วก็รีบมาถึงโรงพยาบาลเช่นกัน
ยอดเชฟทางเหนือและใต้ ผู้นำของวิทยาลัยอาหารก็ตามมาทีละคน
แม้ว่าจะมีคนอยู่จำนวนมาก แต่ประตูห้องฉุกเฉินก็เงียบสงัด และทุกคนก้มหน้าลงด้วยความกังวลใจ
สำหรับยอดเชฟทางเหนือและใต้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ค่อยได้พูดคุยกับชายชรา แต่ในใจก็ยังหวังว่าชายชราจะรอดพ้นวิกฤตนี้
เพราะบุคคลเช่นนี้ก็เปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าของวงการอาหารจีน หากเขาจากไปจริงๆ จะเป็นการสูญเสียทั่วทั้งประเทศจีน
หลิงเจิ้นตบไหล่ซ่งจื่อเซวียน “จื่อเซวียน นายต้องเข้มแข็งไว้ ภาระบนบ่าของนายหนักเกินไป อย่าล้มลงเลย”
ซ่งจื่อเซวียนเช็ดน้ำตาและพยักหน้าเงียบๆ
“ใช่แล้ว ผู้เฒ่าหลิงเป็นแบบนี้เราก็ปวดใจ เรารู้ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับผู้เฒ่าหลิง จื่อเซวียน ต้องอดทนไว้นะ!”
ซ่งจื่อเซวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ อันที่จริงในเวลาแบบนี้เขาไม่สามารถฟังคำปลอบโยนใดๆ ได้เลย
สิ่งเดียวที่เขาคิดก็คือหวังว่าชายชราจะมีอาการดีขึ้น ไม่งั้น…เขาอาจจะทนไม่ไหวจริงๆ
เขาไม่เคยคิดเลยว่าถ้าปู่ไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้วจะเป็นอย่างไร และเขาจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเข้าไปในบ้านเก่าหลังนั้นอีกครั้ง
ขณะนี้ในที่สุดไฟในห้องผู้ป่วยฉุกเฉินก็ดับลง
ทุกคนจึงเริ่มกังวล พวกเขารู้ดีว่าอีกสักครู่คำพูดของแพทย์ที่ดูแลสามารถเปลี่ยนอารมณ์ของทุกคนได้มากมาย
แพทย์ที่ดูแลเดินออกมาโดยสวมชุดผ่าตัดสีเขียวไว้ “ใครคือญาติคนไข้ครับ!”
ทุกคนจึงกรูกันเข้ามา ซ่งจื่อเซวียนยืนอยู่ข้างหน้าสุด “ผมเองครับ คุณหมอ ปู่ผมเป็นยังไงบ้าง”
“คนไข้อายุมากแล้ว แม้ว่าเราจะช่วยชีวิตเขาได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้สติ โชคดีที่สัญญาณชีพจรกลับมาแล้วครับ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกว่าขาอ่อนแรงและเกือบจะล้มพับลง ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วจึงรีบพยุงเขาไว้
สัญญาณชีพจรกลับมาแล้ว…นั่นแปลว่าเมื่อสักครู่นี้ชายชราหัวใจหยุดเต้น น้ำตาของซ่งจื่อเซวียนก็หลั่งออกมาราวกับเขื่อนแตกทันที
“อาการของท่านผู้เฒ่าแย่มาก เขายังต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ พวกคุณตกลงกันว่าใครจะอยู่เฝ้าไข้ ได้แค่คนเดียวครับ”
“ผมครับ!” ซ่งจื่อเซวียนร้องไห้พร้อมกับกัดฟันพูด
…………………………………………………..
………………..