เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 511 ไม่มีสูตรอาหารบนโลกนี้
ตอนที่ 511 ไม่มีสูตรอาหารบนโลกนี้
………………..
จากนั้น ฟางจิ่งจือจึงถูกเข็นเข้าไปในห้องคนไข้ระดับสูงของโรงพยาบาล
คนที่เหลือจึงออกจากโรงพยาบาลไปก่อน เนื่องจากทางโรงพยาบาลอนุญาตให้เฝ้าไข้ได้คนเดียว
คนอื่นๆ จะมาเยี่ยมท่านผู้เฒ่าได้ในเวลาเยี่ยมไข้ของทุกวันแทน
นี่ก็คือกฎระเบียบของโรงพยาบาลหลายแห่งในเมืองใหญ่ เพราะหากคนที่มาเยี่ยมเยอะเกินไป บวกกับไม่มีเวลาที่แน่นอน ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบของโรงพยาบาลและการฟื้นฟูของคนไข้
หลังจากเช็ดหน้าให้ฟางจิ่งจือแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงนั่งลงข้างเตียงอย่างเงียบๆ
มองดูใบหน้าที่ซีดขาวของชายชราที่อ่อนแรงสุดขีด รีมฝีปากดำเป็นสีม่วง เบ้าตาลึกลงไป ซ่งจื่อเซวียนก็รู้สึกสงสารจับใจ
จู่ๆ เขาก็นึกถึงวัยเด็กตอนที่ชายชราพาตัวเองไปเดินเล่นในตลาดขายของเก่า ชายชราในตอนนั้น…ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก เดินเร็วเหมือนสายลม เร็วกว่าคนหนุ่มสาว
แต่ตอนนี้…
นึกถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็หมอบลงข้างๆ ท่านผู้เฒ่าแล้วร้องไห้โดยไม่มีเสียง
วันนี้ มีเพียงซ่งจื่อเซวียนที่อยู่เป็นเพื่อนฟางจิ่งจือเท่านั้น เขารู้สึกละอายใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
บางที…หลังจากที่ตัวเองรับช่วงต่อบริษัทของพ่อ แล้วทำร้านอาหารอีกสองสามร้าน แล้วไปทำงานที่วิทยาลัยอาหาร เวลาที่อยู่เป็นเพื่อนชายชราจึงน้อยลงเรื่อยๆ
“ปู่ รีบหายไวๆ นะครับ หลานชายคนนี้จะอยู่เป็นเพื่อนปู่เสมอ อยู่เป็นเพื่อนคุยกับปู่”
ลมหายใจของฟางจิ่งจือยังคงเหมือนเดิม แต่ไม่มีการตอบสนองอย่างอื่น
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร ซ่งจื่อเซวียนฟุบหมอบลงข้างกายท่านผู้เฒ่าแล้วผล็อยหลับไป
จนกระทั่งกลางดึก ซ่งจื่อเซวียนถูกปลุกให้ตื่นจากการสัมผัสที่อ่อนโยน
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มองเห็นท่านผู้เฒ่ากำลังมองตัวเองอยู่ แววตาเงียบสงบและอบอุ่น
“ปู่?”
ได้ยินเสียงที่อ่อนแรงของท่านผู้เฒ่า ซ่งจื่อเซวียนตื่นเต้นดีใจมาก
“ปู่อย่าพูดมั่วซั่วสิ นี่ก็ตื่นแล้วไม่ใช่เหรอ ก่อนหน้านี้ปู่ไม่ได้สติมาตลอด ผมตกใจหมดเลย”
ฟางจิ่งจือยิ้มเล็กน้อย “คนแก่แล้ว ก็เป็นแบบนี้แหละ มีอะไรน่าตกใจ”
“ปู่รอเดี๋ยวนะ ผมจะไปเรียกหมอ”
“ไม่ต้องไป…” ฟางจิ่งจือพูด “เราปู่หลานมาคุยกันดีกว่า”
ซ่งจื่อเซวียนชะงักไป จากนั้นจึงพยักหน้า แล้วนั่งลงใหม่
“ปู่เป็นยังไงบ้างครับ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
ฟางจิ่งจือส่ายหน้าช้าๆ “อายุมากแล้ว สมรรถภาพร่างกายก็เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ฉันเหมือนรถยนต์ที่ขับมาแล้วกว่าสิบปี ซ่อมอีก…ก็แก่อยู่ดี”
“ปู่รีบหายไวๆ เถอะนะครับ ปู่สุขภาพแข็งแรงอายุยืน ยังอยู่ได้อีกสิบกว่าปี!”
ฟางจิ่งจือส่ายหน้าหัวเราะ “เด็กโง่ ร่างกายของฉันตัวฉันรู้ดีที่สุด อ้อใช่ มังกรทะยานสี่ย่านน้ำเป็นยังไงบ้าง”
ซ่งจื่อเซวียนใจสั่น จู่ๆ เขาก็พบว่า…ที่จริงตนไม่ค่อยเข้าใจชายชรามาโดยตลอด
ดูเหมือนทุกครั้งที่พบหน้ากัน ชายชราจะเอาแต่ถามคำถามนี้
เมื่อก่อนเขาจะรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้างว่าทำไมถึงถามแบบนี้ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาพบว่าชายชราเหมือนจะให้ความใส่ใจกับตนจากก้นบึ้งหัวใจ
“ปู่ ผมคิดว่าผมทำได้แล้วครับ ผมได้กาวไม้ไผ่มาแล้ว รอปู่หายดีแล้ว ผมจะกลับไปลองทำครับ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “มังกรทะยานสี่ย่านน้ำเดิมทีไม่ใช่เมนูอาหาร แต่เป็นขอบเขตของการทำอาหารอย่างหนึ่ง ความจริงเมนูในสูตรอาหารราชวงศ์ชิงไล่มาจนถึงโต้วหลงเหมิน ก็ถือว่ามาถึงขั้นสุดยอดแล้ว”
“อะไรนะครับ ไม่ใช่เมนูอาหารเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนตกตะลึง พลันถามออกไป
“ถูกต้อง จื่อเซวียน การทำอาหาร…แกใช้เวลาอยู่กับมันไม่น้อย และอยู่จนมีชื่อเสียงในวงการอาหารจีน
ครั้งนี้ปู่เห็นยอดเชฟแห่งภาคเหนือกับภาคใต้มาเยี่ยมฉันก็เพราะแก ปู่รู้สึกดีใจเป็นพิเศษเลยนะ!”
“ไร้สาระ ฉันชมแก…ยังต้องให้แกได้ยินด้วยเหรอ”
ได้ยินเช่นนั้น ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ชายชราเป็นแบบนี้มาตลอด อ้าปากแล้วก็ด่า
แต่…เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร ว่าฟางจิ่งจือแอบพูดชมเขาลับหลังอย่างไรบ้าง
“ปู่ มังกรทะยานสี่ย่านน้ำ…ทำไมปู่ถึงพูดว่าไม่มีสูตรล่ะครับ”
ฟางจิ่งจือหัวเราะเบาๆ “ไอ้หนู สูตรอาหารของมังกรทะยานสี่ย่านน้ำอยู่ที่ไหนล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนจึงครุ่นคิด เอ่ยว่า “หืม? อยู่ในสูตรอาหารราชวงศ์ชิงไงครับ!”
เขาคิดใหม่ แล้วจึงพูดว่า “ไม่ใช่สิ ปู่ จริงๆ แล้วมังกรทะยานสี่ย่านน้ำก็คือโต้วหลงเหมิน แค่เปลี่ยนวัตถุดิบและสูตรอาหารก็อยู่ในส่วนของโต้วหลงเหมินครับ”
ฟางจิ่งจือยิ้มเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไรต่อ
ซ่งจื่อเซวียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “อ๋อ…ปู่ ผมเข้าใจแล้ว ผมเข้าใจแล้วครับ!”
ฟางจิ่งจือยิ้มเล็กน้อย “เข้าใจแล้วงั้นเหรอ เข้าใจอะไรล่ะ”
“ปู่ ผมเข้าใจความหมายของปู่แล้ว และผมก็เข้าใจอี้ถงเจียงซานของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ แล้วครับ!”
“อี้ถงเจียงซาน?”
ฟางจิ่งจือตะลึงงัน
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า จากนั้นจึงบอกว่าตัวเองได้อ่านเนื้อหาของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ แล้ว
เนื้อหาครึ่งแรกเหมือนดังที่ชายชรากล่าวไว้ เมนูธรรมดาทั่วไปอยู่ในหนังสือเป็นส่วนใหญ่ และมีเพียงข้าวผัดหยกทอง น้ำแกงเกล็ดปลาทองห้าสาย โต้วหลงเหมินและมังกรทะยานสี่ย่านน้ำเท่านั้นที่เป็นเมนูที่โดดเด่น
แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เข้าใจที่สุดคืออี้ถงเจียงซาน
ดูจากภายนอกแล้ว อี้ถงเจียงซานเป็นเมนูสุดท้ายที่อยู่ในตำราอาหาร แต่กลับไม่มีการเขียนแนะนำอาหารเลย
ไม่มีวิธีการปรุงอาหาร แม้แต่การแนะนำวัตถุดิบก็ไม่มี
นับตั้งแต่ตอนนั้น ซ่งจื่อเซวียนจึงมั่นใจแล้วว่าอี้ถงเจียงซานไม่ใช่เมนูเลยด้วยซ้ำ แต่จะมองข้ามไม่ได้ และต้องมีความลึกลับอย่างแน่นอน
สิ่งที่ตัวเองคิดนั้นถูกต้องแล้ว อี้ถงเจียงซานก็คือความหมายที่แท้จริงของ ‘บันทึกหย่งซั่น’ ขณะเดียวกันก็เป็นความหมายที่แท้จริงของการทำอาหารเช่นกัน
ดูเหมือนว่าสิ่งที่ฟางจิ่งจือพูดเมื่อครู่ มังกรทะยานสี่ย่านน้ำจะไม่ใช่เมนูอาหาร แต่เป็นขอบเขตของการทำอาหารอย่างหนึ่ง
“ปู่พูดถูกแล้วครับ มังกรทะยานสี่ย่านน้ำคือขอบเขตหนึ่ง จริงๆ แล้วการทำอาหารก็คือขอบเขตอย่างหนึ่ง เมื่อขอบเขตสูงขึ้นแล้วก็จะไม่มีสูตรอะไรเลย!”
พอได้ยินประโยคนี้ ฟางจิ่งจือจึงยิ้มดีใจ
“ไอ้หนู แกเข้าใจแล้ว ฉันไม่เคยอ่าน ‘บันทึกหย่งซั่น’ มาก่อน เลยไม่รู้ว่าอะไรคืออี้ถงเจียงซาน แต่ที่แกคิดน่ะถูกแล้ว บางครั้ง…สูตรอาหารก็เป็นกฎ ที่ต้องอยู่ในกรอบเรียบร้อย
แต่การทำอาหารต้องใช้ใจ ตอนที่แกหลอมรวมการทำอาหารเข้ากับร่างกายของแก หลอมรวมกับจิตใจ หลอมรวมกับชีวิต กรอบเหล่านี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว
สูตรอาหารสำหรับคนใหม่ในวงการ เป็นการฝึกปฏิบัติอย่างหนึ่ง เป็นบันไดและทางลัด แต่เมื่อใช้เวลานานเข้าก็จะกลายเป็นแรงต้านชนิดหนึ่ง
สำหรับพ่อครัวขั้นสูง ต่อให้แกนำสูตรอาหารให้เขา จากนั้นให้ทำตามสูตรทุกขั้นตอน สูตรอาหารก็จะเป็นโซ่ตรวน เป็นพันธนาการ เป็นอุปสรรคของเขตแดน”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าอย่างจริงจัง “ปู่ ผมเข้าใจแล้วครับ และผมก็เข้าใจว่ามังกรทะยานสี่ย่านน้ำควรทำยังไง”
ฟางจิ่งจือพลันยิ้ม “มินามิโนะ เคอิของญี่ปุ่นจะมาแล้วใช่ไหม”
ซ่งจื่อเซวียนตกตะลึงเล็กน้อย “ปู่ เรื่องนี้ก็รู้เหรอครับ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “มินามิโนะ เคอิ…อายุมากแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นเขาเคยเรียนทำเมนูหนึ่งกับฉันที่ปักกิ่ง ทำตามกฎของประเทศจีนของเรา เขาเคยลูกศิษย์ของฉันน่ะ”
“? พระเจ้า จริงเหรอครับปู่ ถ้างั้น…ผมกับเขาก็เหมือนอยู่สำนักเดียวกันใช่ไหมครับ”
“ก็คงจะใช่ แกเรียกเขาว่าศิษย์พี่ก็ไม่น่าเกลียด เขามีอายุพอๆ กับฉัน แต่ตามหลักการเก่าก็เป็นแบบนี้จริงๆ”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ตามหลักการเก่ากำลังบอกว่า คู่ต่อสู้ที่นำทีมมาเจอในครั้งนี้ ก็คือศิษย์พี่ของตน…
ต่อจากนั้น พวกเขาจึงคุยกันอีกสองสามประโยค ซ่งจื่อเซวียนรินน้ำให้ฟางจิ่งจือ แล้วบอกให้ชายชราพักผ่อน
เนื่องจากตอนนี้ร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยังสลบไปพักหนึ่ง จึงพูดมากไม่ค่อยได้
พอรู้ว่าชายชราฟื้นแล้ว ทุกคนก็ดีใจเป็นอย่างมาก หานหรงตุ๋นน้ำซุปไก่มาให้โดยเฉพาะ ฟางจิ่งจือรู้สึกมีความสุขนัก
สำหรับเขาแล้ว อายุยิ่งมาก ก็ยิ่งชอบความคึกคัก มีคนมาเยี่ยมเขาตั้งมากมาย จึงย่อมรู้สึกดีใจ
“ท่านผู้เฒ่าฟาง รักษาสุขภาพดีๆ นะครับ ครั้งนี้ไม่ถือว่าป่วยหนักมาก คุณยังต้องมีอายุอีกร้อยสองร้อยปีนะครับ!”
ฟางจิ่งจือได้ยินแล้วก็ยิ้มออกมา “ขอให้สมพรปาก เอ่อ แต่คนเรานะ ยิ่งแก่ก็ยิ่งคิดถึงเรื่องราวสมัยวัยรุ่น”
หลิงเจิ้นพยักหน้า “ใช่ครับ ในยุคของพวกเรา คนก็ไร้เดียงสา ถึงแม้ระดับวัฒนธรรมจะต่ำไปบ้าง แต่ก็มีความจริงใจ”
“ใช่เลย ตอนนั้นดื่มเหล้ากับเพื่อนสองสามคนก็มีความสุขมากจริงๆ จำได้ว่าเคยมาตู้เหมินครั้งหนึ่ง พวกเราขึ้นไปที่หอจิ่วเฟิ่ง หอจิ่วเฟิ่งพวกนายรู้จักใช่ไหม”
โอวหยางเฟิ่งเหยาเอ่ยว่า “รู้ครับ ขอพูดอย่างไม่ปิดบังท่านผู้เฒ่าฟาง ตอนผมเป็นเด็ก พ่อของผมเคยพาผมไปครั้งหนึ่ง ตู้เหมินในเวลานั้น มีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าจงไห่เสียอีก หอจิ่วเฟิ่งถูกขนานนามว่าเป็นหออันดับหนึ่งในประเทศ”
ฟางจิ่งจือเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ใช่แล้ว ตอนนั้นคนที่เข้าไปในหอจิ่วเฟิ่งได้ต้องเรียกว่าเป็นเสี่ยเป็นนายท่าน ฉันยังจำช่วงนั้นได้ ช่วงที่สนุกที่สุดคือมองลงมาข้างล่างจากชั้นสองของหอจิ่วเฟิ่ง
ตู้เหมินในช่วงนั้นเป็นเมืองที่คึกคักอันดับหนึ่งของทั้งประเทศ ทำธุรกิจเล็กๆ เต็มไปหมด มีขายกระเป๋า ขายปาท่องโก๋ ขายผ้าแพร ฉายหนังกล่อง…”
ขณะพูด ฟางจิ่งจือเหมือนกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำ อายุปูนนี้ ดูเหมือนการย้อนความทรงจำเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำทุกวัน
“ใช่แล้วครับท่านผู้เฒ่าฟาง ผมจำได้ตอนนั้นระเบียงของชั้นสองถูกล็อกเอาไว้ ซึ่งก็คือคนยิ่งใหญ่อย่างคุณถึงจะขึ้นไปชมทิวทัศน์ได้”
หลิงเจิ้นพูดด้วยสีหน้าอิจฉา เพราะตอนนั้นหลิงเจิ้นยังไม่ได้เป็นพ่อครัว เป็นแค่เด็กน้อยเท่านั้น
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนพลันนึกขึ้นได้ ความจริงหอจิ่วเฟิ่งของเขากับท่านเป้ยเล่อก็มีชั้นสองเหมือนกัน
“ปู่ ผมจะพาปู่ขึ้นไปที่หอจิ่วเฟิ่งนะครับ!”
ซ่งจื่อเซวียนพูดเช่นนี้ ทุกคนล้วนตกตะลึง
ฟางจิ่งจือมองไปทางเขา “เด็กโง่ เรื่องบางเรื่อง แค่ได้นึกถึง…ก็รู้สึกดีแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนไม่พูดอะไรอีก แต่ในใจกลับตัดสินใจแล้ว หอจิ่วเฟิ่งจะต้องเปิดกิจการทันที
สุขภาพของชายชราตอนนี้แย่ลงทุกวัน หากวันไหนจากไปจริงๆ แล้วยังไม่ได้ไปหอจิ่วเฟิ่ง คงจะกลายเป็นความเสียใจไปตลอดชีวิตของซ่งจื่อเซวียน
ตอนเย็นวันเดียวกัน ขณะที่ซ่งจื่อเซวียนอยู่เฝ้าไข้ชายชราก็โทรไปหาท่านเป้ยเล่อ ถามสถานการณ์ของหอจิ่วเฟิ่ง
ท่านเป้ยเล่อบอกว่าเตรียมพร้อมหมดแล้ว ด้านพนักงานเขาซื้อคนมาจากโรงแรมในปักกิ่งด้วยราคาสูง
ถ้าเป็นแบบนี้ ขอแค่จัดเตรียมสูตรอาหารออกมา ก็สามารถเปิดกิจการได้เลย
ซ่งจื่อเซวียนรีบส่งสูตรอาหารหนึ่งชุดให้ท่านเป้ยเล่อทันที พร้อมกับสูตรอาหารของท่านเป้ยเล่อ สมบูรณ์รวมเป็นหนึ่งชุด
เมนูเด็ดคือโต้วหลงเหมิน กับเต้าหู้เปลวไฟ
เชฟที่ทำเต้าหู้เปลวไฟก็คือเชฟหานเฟยที่รับมาจากร้านอาหารตะวันตก
หลังจากหานเฟยเลิกกับผู้หญิงเห็นแก่เงินแล้ว เขาก็ติดตามท่านเป้ยเล่อมาตลอด จากเชฟกลายเป็นหัวหน้าเชฟว ทุกวันนี้เป็นบุคคลที่มีรายได้สี่ห้าหมื่นหยวนต่อเดือน
ครั้งนี้ท่านเป้ยเล่อเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นหัวหน้าเชฟของหอจิ่วเฟิ่ง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ซ่งจื่อเซวียนจะอยู่เฝ้าร้านตลอดเวลา
ทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อย ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ตอนนี้ความปรารถนาเดียวของเขาก็คืออยากให้ชายชรามีร่างกายที่แข็งแรงต่อไป
………………………………………………….
………………..