เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 512 เจอก่อนล่วงหน้า
ตอนที่ 512 เจอก่อนล่วงหน้า
………………..
อีกสามวันต่อมา ฟางจิ่งจือก็ออกจากโรงพยาบาล
แต่ถึงแม้จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว หมอเจ้าของไข้ได้กำชับมาหลายอย่าง
อย่างไรชายชราก็มีอายุมากแล้ว พยายามควบคุมอาหารการกินและอารมณ์ เวลาที่ทำกิจกรรมทุกวันต้องลดลงครึ่งหนึ่ง นอนพักรักษาตัวบนเตียงเป็นหลัก
ซ่งจื่อเซวียนจึงรับชายชราไปอยู่บ้านของตัวเองทันที
ช่วงนี้เขาก็ไม่อยู่บ้าน จึงยกห้องนอนหลักให้ชายชราได้ค่อนข้างง่าย
เป็นเช่นนี้แล้ว นอกจากเหมยจื่อจะได้ดูแลแล้ว หานหรงก็จะได้ช่วยอีกแรง
อันที่จริงถึงแม้ทุกคนจะแสดงสีหน้าดีใจออกมา แต่ในใจกลับยอมรับความจริงเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือชายชราจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว
หลังจากจัดการธุระให้ฟางจิ่งจือแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็โทรหาท่านเป้ยเล่อ ท่านเป้ยเล่ออยู่ที่ตู้เหมินพอดี ทั้งสองคนจึงไปที่หอจิ่วเฟิ่งด้วยกัน
ขับรถออกไปสักพัก รถก็จอดอยู่ตรงหน้าประตูหอจิ่วเฟิ่ง
ซ่งจื่อเซวียนเงยหน้ามอง ท่านเป้ยเล่อทำงานได้เยี่ยมมาก การตกแต่งเรียกได้ว่าหรูหรามีรสนิยมอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้อาจจะเทียบโรงแรมระดับหลายดาวและสถานบันเทิงอย่างเป็นทางการในยุคนี้ไม่ได้ แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไป ถือว่ามีความโดดเด่นเพียงพอแล้ว
เป็นอาคารสไตล์ชิงของจีนทั้งหมด เสาหินสีแดงชาด หลังคาปูกระเบื้องสีครามแนวลาดเอียง และมีสิงโตตัวเล็กสวยงามวิจิตรอยู่
ด้านหน้าประตูมีกิเลนสองตัวที่ดูน่าเกรงขามและเรียกทรัพย์ ลายฉลุบนหน้าต่างทำจากไม้สีเขียว ขัดเงาสวยวาววับ
มองเข้าไปด้านใน พื้นไม้แดงสะท้อนแสงแต่กลับไม่ลื่น โต๊ะเก้าอี้ทำจากวัสดุไม้เนื้อแข็ง ถึงแม้จะพิมพ์เมนูอาหารออกมา แต่มีป้ายเมนูไม้แขวนอยู่เหนือเคาน์เตอร์สไตล์เก่าแก่ ดูแล้วแปลกใหม่และน่าสนใจ ความจริงคือการเลียนแบบโบราณมากกว่า
“จื่อเซวียน พอได้ไหม ตกแต่งไปหกล้าน นายต้องคิดบัญชีนี้ให้ฉันด้วยนะ!”
ซ่งจื่อเซวียนหัวเราะออกมา “ได้เลยครับ แต่ผมเป็นพ่อไก่ขนเหล็ก ต่อไปให้หักจากกำไรของผมนะครับ!”
“เหอะ นายนี่มันขี้งกชัดๆ จะไม่ให้เงินก้อนใช่ไหม ถ้าวันหลังไม่ทำกำไรล่ะ นายจะไม่คืนฉันใช่ไหม ถุยๆ คิดแต่หาเงินลูกเดียว!”
“พอเถอะ ฉันไม่พูดแล้ว”
ท่านเป้ยเล่อพาซ่งจื่อเซวียนเดินขึ้นไปดูห้องส่วนตัวชั้นสอง
ตึกนี้เดิมทีเป็นสำนักงานขาย การตกแต่งโดยรวมถือว่าไม่เลว โดยเฉพาะระเบียงใหญ่ที่อยู่ชั้นสอง
ท่านเป้ยเล่อไม่อยากตกแต่งเยอะเกินไป แต่หลังจากคิดว่าถ้าทำก็ต้องทำให้ใหญ่ไปเลย เขาจึงจ่ายเงินค่าตกแต่งอีกสองสามล้าน แต่ยังคงเก็บระเบียงเอาไว้
“ระเบียงนี้เป็นไงบ้าง ฉันออกแบบตามภัตตาคารในยุคราชวงศ์ชิง จริงๆ อยากเอาโต๊ะมาวางสองสามตัว แต่พอคิดดูอีกที เก็บไว้ดูวิวทิวทัศน์จะดีกว่า”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “ไม่เลวเลยครับ กินข้าวคุยกัน แล้วยังลุกขึ้นไปดูถนนย่านการค้าของตู้เหมินได้อีกด้วย ดีจริงๆ”
เวลานี้ ซ่งจื่อเซวียนก็นึกถึงภาพตอนที่ชายชรามาถึงที่นี่แล้ว ทอดมองข้างล่างลงไปริมระเบียง
คาดว่าฟางจิ่งจือจะต้องรู้สึกขอบคุณอยู่มากแน่นอน รู้สึกเหมือนกับหินหยกสลักคงอยู่ ณ ที่เก่า
“ท่านเป้ยเล่อครับ จะเปิดร้านได้เร็วที่สุดเมื่อไรครับ”
“ตามหลักแล้ววันพรุ่งนี้ก็น่าจะได้ แต่พวกเราทำธุรกิจกัน ต้องนึกถึงความเป็นสิริมงคล อีกสามวันเป็นวันมงคลและเร็วสุดก็น่าจะเป็นวันนั้น!”
“โอเคครับ ถ้างั้นก็อีกสามวัน พวกเราเปิดกิจการหอจิ่วเฟิ่ง ถึงตอนนั้นคุณหาคนจากปักกิ่ง ผมหาคนจากตู้เหมิน เปิดให้บริการสามวัน จะต้องมีลูกค้าเต็มร้านแน่นอน!”
“ไม่มีปัญหา”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน พนักงานหญิงหน้าเคาน์เตอร์เดินขึ้นมาชั้นสอง เอ่ยว่า “ท่านเป้ยเล่อ ข้างล่างมีคนมาบอกว่าอยากเจอเถ้าแก่ค่ะ”
“หืม เจอเถ้าแก่เหรอ คุณได้บอกเขาหรือยังว่าพวกเรายังไม่เปิดให้บริการ” ท่านเป้ยเล่อเอ่ยถาม
“ฉันพูดแล้วค่ะ แต่เขาบอกว่าไม่ได้มากินข้าว แต่อยากคุยกับเถ้าแก่ค่ะ”
ท่านเป้ยเล่อชะงักไป ซ่งจื่อเซวียนจึงพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “โอเค ท่านเป้ยเล่อ คุณไปเถอะครับ ผมจะอยู่ที่ระเบียงสักพักหนึ่ง”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็เดินไปที่ระเบียง จุดบุหรี่หนึ่งมวน มองถนนที่คึกคักด้านล่าง
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้ม “ท่านเป้ยเล่อทำงานที ก็ละเอียดรอบคอบจริงๆ”
และในเวลาเดียวกัน ท่านเป้ยเล่อเดินลงมาข้างล่าง เห็นผู้ชายอายุสี่สิบกว่าปีสองคนกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะ
เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ถึงตำแหน่งที่สูงและต่ำของสองคนนี้ คนตำแหน่งสูงใส่เสื้อเชิ้ตสีเทา และกางเกงลำลอง
ส่วนอีกคนหนึ่งใส่กางเกงสูท มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก น่าจะเป็นผู้ช่วยของเขา
“ทั้งสองท่าน มาหาผมเหรอครับ” ท่านเป้ยเล่อเดินเข้าไปใกล้
“โอ๊ะ เป็นชายหนุ่มวีรบุรุษจริงๆ ด้วย ที่แท้คุณก็คือเถ้าแก่ของหอจิ่วเฟิ่งเหรอครับ”
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้า “ใช่ครับ ไม่ทราบคุณสองคนมีธุระอะไรครับ”
“เหอะๆ คืออยากมารบกวนคุณครับ บริษัทของพวกเราอยู่แถวนี้ เดินผ่านหอจิ่วเฟิ่งแล้วรู้สึกว่าที่นี่ตกแต่งได้หรูหราและโดดเด่นมาก เพราะสงสัยก็เลยเดินเข้ามาดูว่าคนที่เปิดร้านแบบนี้เป็นคนยังไงน่ะครับ”
ท่านเป้ยเล่อได้ยินแล้วก็ยิ้มออกมา “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ผมเป็นคนปักกิ่ง ส่วนตัวก็ค่อนข้างชื่นชอบวัฒนธรรมอยู่แล้ว ร้านนี้จึงสร้างแบบโบราณนิดหน่อยครับ”
ผู้ชายคนนั้นพยักหน้าช้าๆ “เหอะๆ คุณมีความประณีตมาก พูดจริงๆ นะครับ ตอนที่ผมอยู่ที่บริษัท มองหอจิ่วเฟิ่งจากตรงหน้าต่างของผม ยังคิดอยู่เลยว่าเพื่อนเก่าของผมเป็นคนเปิดร้าน”
“โอ๊ะ คุณผู้ชาย สงสัยเพื่อนเก่าของคุณจะชอบสไตล์แบบนี้มากสินะครับ”
ผู้ชายคนนั้นพยักหน้าพูดว่า “ใช่ครับ เขาน่าจะอายุน้อยกว่าคุณสองสามปี แต่มีความรู้เรื่องวัตถุโบราณ ฝีมือการทำอาหารเป็นที่หนึ่ง เขายังเปิดร้านอาหารในตู้เหมินด้วย แน่นอนว่าร้านโด่งดังครับ”
ได้ยินประโยคนี้ ท่านเป้ยเล่อก็อึ้งไป “อะไรนะครับ ตู้เหมินมีคนเก่งแบบนี้ด้วยเหรอครับ”
ท่านเป้ยเล่อคิดว่า หากมีคนเก่งแบบนี้ที่ตู้เหมินจริง เกรงว่ามีแต่จะต้องเป็นเถ้าแก่อีกคนหนึ่งของหอจิ่วเฟิ่งแล้ว
“แน่นอนอยู่แล้วครับ เพื่อนของผม…เอ่อ จะว่าไปแล้ว ผมน่ะทำให้เขาต้องผิดหวัง”
ท่านเป้ยเล่อหัวเราะ “คบเพื่อนกับทำธุรกิจไม่เหมือนกัน มันคนละเรื่องกันครับ ดูท่าคุณจะเสียใจกับเรื่องนี้มากใช่ไหมครับ”
อีกฝ่ายพยักหน้า “ใช่ครับ กำไรน้อยหน่อย แต่มีเพื่อนแบบนี้ ผมแซ่หลินก็ยินดีครับ”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ มีเสียงหนึ่งดังมาจากทางบันได
ความรู้สึกตื่นเต้นระคนความดีใจปรากฏขึ้นมาในเวลาเดียวกัน
“น้องซ่ง! ที่แท้ร้านนี้ก็เกี่ยวข้องกับนายจริงๆ ด้วย!”
หลินเทียนหนานลุกขึ้นพูดทันที
ท่านเป้ยเล่อยิ้มบางๆ “โอ้…ฉันก็คิดอยู่ แค่ได้เปิดร้านก็ต้องดังแน่นอน นอกจากนายซ่งจื่อเซวียน ในเมืองตู้เหมินไม่มีนายท่านคนที่สองอีกแล้ว”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ แล้วเดินไปข้างหน้า “ชมกันเกินไปแล้วครับ ประธานหลินช่วงนี้สบายดีไหมครับ”
หลินเทียนหนานพยักหน้า “ทุกอย่างถือว่าปกติดี ช่วงนี้พวกเราบุกเบิกธุรกิจต่างประเทศ เปิดโรงกลั่นไวน์ที่ออสเตรเลีย น้องชาย อีกสองสามวันฉันจะเอามาให้นายนะ พวกเราเป็นคนผลิตเอง”
“ฮ่าๆๆ ประธานหลินเกรงใจเกินไปแล้วครับ ถึงตอนนั้นพวกเราจะลองชิมนะครับ
แต่…ไวน์แดงมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดจีน คุณไม่ลองพิจารณาที่จะขยับขยายเหรอครับ”
หลินเทียนหนานฟังแล้วจึงพูดว่า “ก็คิดเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วตลาดจีนมีการแข่งขันดุเดือดมากกว่าที่ไหนๆ ในโลกนี้ ยุโรปอเมริกาก็ยังจ้องมองตลาดจีนเหมือนกัน เกรงว่าจะทำไม่ง่าย”
“หากประธานหลินยินดี ลองเอามาทดลองที่หอจิ่วเฟิ่งของเราได้นะครับ ลองขายให้หมดสักสองสามลังก่อนก็ได้” ซ่งจื่อเซวียนพูด
ท่านเป้ยเล่อรีบพยักหน้าทันที “ถูกต้องครับ ถ้ากิจการของหอจิ่วเฟิ่งดี ก็อาจจะช่วยผลักดันได้เยอะครับ”
หลินเทียนหนานจึงครุ่นคิด “คืออย่างนี้นะ น้องชาย ฉันไม่ได้มาเจรจาธุรกิจกับนาย พวกเราคุยกันฉันท์เพื่อนก็พอ
ฉันจะให้นายหนึ่งร้อยลัง ถ้าขายได้ก็เป็นกำไรล้วนๆ ของพวกนาย และถือว่าพี่ชายให้ของขวัญวันเปิดร้านกับพวกนายก็แล้วกัน ดีไหม”
ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อตกตะลึงทันที
กำไรของไวน์แดงถึงแม้จะสูง แต่ไวน์แดงที่ผลิตจากโรงงานในออสเตรเลียก็ไม่ได้มีต้นทุนที่ต่ำจนเกินไป ให้ฟรีก็ให้ตั้งหนึ่งร้อยลัง ใจป้ำโคตรๆ
ซ่งจื่อเซวียนกำลังจะเอ่ยปาก หลินเทียนหนานก็ยกมือพูดขึ้นมา “ฉันรู้ว่านายจะปฏิเสธ แต่ถือเสียว่าเป็นการสำรวจตลาดตู้เหมินให้ฉันก็แล้วกัน ถ้าขายดี ฉันค่อยลงมือทำอีกที ถือเสียว่านายช่วยพี่ชายหน่อย ว่ายังไงล่ะ”
หลินเทียนหนานพูดขนาดนี้แล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงได้แต่พยักหน้า
“เหอะๆ เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ ในเมื่อคุณเรียกกันว่าพี่น้อง จื่อเซวียนก็ไม่สนใจแล้วครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดต่อ “ข้าวผัดจักรพรรดิของผมเริ่มทำเป็นอาหารสำเร็จรูปแล้ว โดยใช้น้ำมันที่ทำขึ้นจากบริษัทถังกรุ๊ปครับ”
“บริษัทถังกรุ๊ปเหรอ ฉันก็รู้จัก กิจการใหญ่มาก แต่ได้ยินว่าพวกเขามีปัญหา ล้มละลายไปแล้ว” หลินเทียนหนานพูด
“เหอะๆ ล้มละลายแล้วแต่ไม่ยังจบเสียทีเดียวครับ ตอนนี้บริษัทถังกรุ๊ปเป็นพาร์ตเนอร์เพียงคนเดียวของผม ช่วยกันผลักดันข้าวผัดจักรพรรดิสำเร็จรูป ถ้าประธานหลินสนใจ สามารถหาตัวแทนจำหน่ายที่ออสเตรเลียได้นะครับ
ผมรู้ว่าที่ยุโรปอเมริกาและออสเตรเลีย มีตลาดอาหารจีนที่ไม่เลวอยู่ ถ้าคุณสนใจ สามารถจัดตัวแทนจำหน่ายที่ออสเตรเลียได้เลยนะครับ”
หลินเทียนหนานพูดทันที “ฉันสนใจมากๆ อยู่แล้ว อาหารอย่างอื่นไม่ค่อยเท่าไร แต่อาหารของน้องชายฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันจะรีบติดต่อบริษัทถังกรุ๊ปเดี๋ยวนี้ เซ็นสัญญาตัวแทนจำหน่าย ตลาดที่ออสเตรเลียฉันก็มีความมั่นใจมากเหมือนกัน”
ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยยิ้มๆ ว่า “อย่างนั้นขอให้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ แต่ประธานหลิน ผมหวังว่าวันที่เปิดร้านคุณจะมาด้วยนะครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว น้องชายเปิดร้าน พี่ชายต้องมาช่วยสนับสนุนอยู่แล้ว ห้องส่วนตัวชั้นสองฉันเหมาเลยครึ่งหนึ่ง ฉันจะจัดกิจกรรมทีมบิลดิ้งกับทีมผู้บริหารระดับกลางของบริษัทฉัน!”
ได้ยินดังนั้น ท่านเป้ยเล่อจึงแอบหัวเราะ ซ่งจื่อเซวียนนะซ่งจื่อเซวียน นายมันฉลาดเป็นกรด เรื่องการทำธุรกิจไม่มีใครสู้นายได้แล้ว
คุยกันได้สักพักหนึ่ง หลินเทียนหนานก็กลับไป ซ่งจื่อเซวียนไม่เพียงแต่ขายโต๊ะวันเปิดร้านได้เท่านั้น แถมยังได้ตัวแทนจำหน่ายที่ออสเตรเลียมาหนึ่งคน พร้อมกับไวน์แดงที่ผลิตจากออสเตรเลียหนึ่งร้อยลังมาฟรีๆ อีก
ธุรกิจนี้ ถือว่าทำได้สุดยอดแล้วจริงๆ
เมื่อจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็กลับปักกิ่งในตอนเย็น
อย่างไรทีมวิจัยยังคงทำงานต่อ ถึงแม้พวกเฉิงหวาลี่จะไม่ถือสาตน แต่เขาไม่อยู่นานขนาดนั้นก็ควรจะต้องไปบ้าง
มิหนำซ้ำ เขาต้องอยู่เป็นเพื่อนถังหย่าฉี และยังต้องแบ่งเวลาไปทำอี้ถงเจียงซานอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับไปก่อน
ตอนที่กลับไปถึงหอพัก ถังหย่าฉียังไม่กลับมา ซ่งจื่อเซวียนจึงพักสักครู่หนึ่ง แล้วเดินไปที่ห้องประชุมของผู้บริหารระดับสูง
แต่ยังไม่ทันเดินออกจากหอพัก ก็ได้รับสายจากรปภ.หน้าประตู
“หัวหน้าอาจารย์ซ่งครับ มีคนมาหาคุณอยู่ข้างนอกประตูใหญ่ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของคุณครับ”
“หืม? เพื่อนของผมเหนอ”
ซ่งจื่อเซวียนนึกไม่ออกว่าเป็นใคร “เขาชื่ออะไรครับ”
“เขาไม่บอกครับ แต่…ฟังจากที่เขาพูด เหมือนจะเป็นคนต่างชาติครับ”
อย่างไรก็ออกมาแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงเดินไปที่หน้าประตูทันที
เห็นเพียงผู้ชายใส่สูทลำลองสบายๆ กำลังยืนยิ้มบางๆ ให้ตัวเองอยู่ตรงนั้น
ผู้ชายคนนั้นดูสะอาดสะอ้านอย่างเห็นได้ชัด ตัดผมสั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย เสื้อเชิ้ตสีขาวที่อยู่ในสูทก็ไม่มีรอยเปื้อนแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นซ่งจื่อเซวียนเดินมาแล้ว เขาก็เดินมาข้างหน้าและเป็นฝ่ายจับมือก่อน
“คุณคือ…”
“คุณซ่ง ผมชื่อโอโนะ โจอิจิครับ”
…………………………………………………………
………………..