เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 513 ตื่นรู้
ตอนที่ 513 ตื่นรู้
………………..
ได้ยินชื่อนี้ ซ่งจื่อเซวียนพลันตกตะลึงทันที
เขาคุ้นเคยกับชื่อนี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้ทางวิทยาลัยกำลังปรึกษากันทุกวันว่าจะแข่งขันกับทีมมินามิโนะ เคอิอย่างไร ส่วนโอโนะ โจอิจิคนนี้ก็เป็นลูกศิษย์ของมินามิโนะ เคอิ และการแข่งขันในครั้งนี้เขาเป็นคนนำทีมมาด้วย
“โอโนะ?”
“ใช่ครับ ได้ยินชื่อเสียงการทำอาหารของคุณซ่งมานานแล้ว และผมได้ยินว่าตัวแทนของประเทศจีนในครั้งนี้ก็คือคุณซ่ง ผมเลยตั้งใจมาทักทายคุณก่อนครับ”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วจึงหัวเราะเบาๆ “ในเมื่อเป็นคู่ต่อสู้กัน ควรจะเจอกันในวันแข่งขันน่าจะดีกว่านะครับ”
“ไม่ครับ ผมไม่คิดแบบนั้น ตั้งแต่เด็กอาจารย์สอนพวกเราว่า การทำอาหารของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศจีนมีความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ขาด พวกเราควรจะเคารพเชฟทุกคนของประเทศจีน”
โอโนะ โจอิจิพูดไม่ค่อยเร็วเท่าไร และพูดภาษาจีนชัดมาก แต่ไม่ใช่สำเนียงมาตรฐาน
“เหรอครับ ขอบคุณความเคารพของพวกคุณนะครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่คุณมาหาผมคืออะไร”
โอโนะ โจอิจิพลันยิ้มให้ “ง่ายมากครับ ผมรู้ว่าการรู้จักกันระหว่างคนจีนด้วยกันคือกินไปคุยไป และต้องดื่มเหล้าด้วย พวกเราไปหาที่ดื่มกันสักแก้วดีไหมครับ”
“ผมขอพูดว่าไม่สนใจได้ไหมครับ”
“เหอะๆ คุณไม่ต้องกลัวครับ วางใจได้เลย ผมมาคนเดียว คุณอยู่กับผมไม่มีอันตรายอะไรแน่นอนครับ”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็กะพริบตาปริบๆ “กลัวเหรอครับ…ผมไม่เคยพูดมาก่อนนะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะครับ พวกเราไปดื่มกันสักแก้ว”
ซ่งจื่อเซวียนรู้สึกสงสัยอยากรู้อยู่บ้าง คนญี่ปุ่นคนนี้ดูไม่เหมือนที่ตนจินตนาการไว้
เขาเคยดูละครโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับคนญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปแล้วจะดุดันโหดเหี้ยมและเห็นแก่ตัวมาก
แต่โอโนะ โจอิจิ…กลับสุภาพอ่อนโยนนัก
สุดท้าย เขาก็พยักหน้าตอบรับเบาๆ ทั้งสองคนเดินออกจากวิทยาลัยไป
“คุณซ่ง พอจะแนะนำอาหารจีนอร่อยๆ ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ อุตส่าห์มาถึงปักกิ่งแล้วผมก็อยากกินของขึ้นชื่อสักหน่อยครับ”
ทั้งสองคนเดินอยู่ริมถนน โอโนะ โจอิจิพลันพูดขึ้นมา
ซ่งจื่อเซวียนหันหน้าเหลือบตามองเขา “เหอะๆ อาหารอร่อยของจีน…ยังต้องแนะนำพวกคุณด้วยเหรอ ผมคิดว่าพวกคุณต้องทำการบ้านมาเยอะแล้วนะ”
โอโนะ โจอิจิยิ้มเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ใช่ครับ พวกเราศึกษาเมนูอาหารจีนมาหลายอย่าง อาจารย์ของผมก็เคยเรียนการทำอาหารจีนมาก่อนครับ แต่ผมรู้สึกว่าอาหารเลิศรสของประเทศจีนนั้นกว้างขวางและลึกซึ้ง หากไม่ลองชิมอาหารจานเด็ดด้วยตัวเอง คงจะเสียดายน่าดูครับ”
“พูดแบบนี้ก็ถูกครับ แต่ความชอบของพวกเราชาวจีนไม่เหมือนกับความชอบของคนญี่ปุ่นอย่างพวกคุณ เกรงว่าคุณอาจจะไม่คุ้นเคยกับรสชาติ”
“เหอะๆ ผมคิดว่าผมจะพยายามทำตัวให้ชินเร็วที่สุดครับ คุณซ่ง แนะนำให้ผมสักหนึ่งเมนูเถอะครับ พวกเราจะได้ไปดื่มด้วยกันสักแก้วด้วย”
ซ่งจื่อเซวียนจึงครุ่นคิด “ได้ครับ ผมจะได้ดูว่าความชอบของคนญี่ปุ่นอย่างพวกคุณเป็นยังไง”
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็พาเขาไปที่ร้านหมูตุ๋นพะโล้ที่ท่านเป้ยเล่อเคยพาพวกเขาไปก่อนหน้านี้
เมื่อมาถึงร้าน ซ่งจื่อเซวียนสั่งหมูตุ๋นมาสองชาม แล้วสั่งกับข้าวถ้วยเล็กอีกสองอย่าง บวกกับเอ้อร์กัวโถวขวดสีขาวหนึ่งขวด
โอโนะ โจอิจิมองดูเหล้าขาว แล้วเอ่ยยิ้มๆ “เหล้าขาวของจีน ที่จริงผมกลัวมากนะครับ ปกติพวกเราจะเอามาทำอาหารน่ะ”
“เหล้าของญี่ปุ่นผมก็ดื่มไม่ได้ ดูเหมือนเหล้าขาวของจีนจะเพิ่มน้ำเปล่าเข้าไปไม่น้อยเพื่อลดต้นทุน”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
โอโนะ โจอิจิยิ้มบางๆ “แต่ผมยินดีที่จะลองครับ ประเทศจีนของพวกคุณมีประโยคหนึ่งพูดว่าอะไรนะ…อ้อ ยอมถวายชีวิตดื่มเป็นเพื่อนท่าน”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้า “ประโยคนี้ใช้ไม่เหมาะสม ต้องใช้ระหว่างเพื่อนด้วยกัน ส่วนพวกเรา…ยังไม่นับครับ”
โอโนะ โจอิจิได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร ก่อนจะรินเหล้าให้ซ่งจื่อเซวียน จากนั้นรินให้ตัวเองหนึ่งแก้ว
“โอโนะ ในเมื่อมาถึงประเทศจีนแล้ว ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจมารยาทอย่างหนึ่ง นั่นก็คือเหล้าต้องรินเต็มแก้ว น้ำชารินครึ่งแก้ว”
“หืม?”
โอโนะ โจอิจิไม่เข้าใจอย่างเห็นได้ชัด แต่แก้วทั้งสองใบนั้น เขารินเหล้าแค่ระดับก้นแก้วเท่านั้น
ซ่งจื่อเซวียนหยิบขวดเหล้าขึ้นมาแล้วรินเต็มสองแก้วทันที
โอโนะ โจอิจิมองด้วยความงุนงง เบิกตาโตทั้งสองข้างแล้วพูดว่า “เอ่อ…แต่ว่าคุณซ่ง เยอะขนาดนี้พวกเราจะไม่สิ้นเปลืองเหรอครับ”
ซ่งจื่อเซวียนส่ายหน้ายิ้ม “เหล้าแค่นี้ในประเทศจีนยังไม่พอให้เพื่อนสองคนดื่มด้วยกันหนึ่งมื้อเลย”
“หา? ถ้างั้น…ถ้างั้นก็โอเคครับ ผมจะดื่มเป็นเพื่อนคุณ”
ซ่งจื่อเซวียนพูด “ผู้เดินทางมาไกลคือแขก ผมขอดื่มให้คุณก่อนหนึ่งแก้วครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็เงยหน้าดื่มหมดแก้ว
โอโนะ โจอิจิกลืนน้ำลายไม่หยุด ดูออกว่าเขาสับสนไปหมดแล้ว
ความจริงคนญี่ปุ่นก็ดื่มเหล้าเก่งเหมือนกัน เหล้าขาวของพวกเขาก็พิถีพิถันเรื่องการดื่มหมดแก้ว แต่สำหรับเหล้าขาวของคนจีน…ดูเหมือนจะเป็นฝันร้ายของคนทั้งโลก
ทว่าซ่งจื่อเซวียนชนหมดแก้วแล้ว เขาจึงไม่มีทางอื่น ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยกแก้วขึ้นมาแล้วดื่มหมดรวดเดียว
แต่พอฝืนกลืนลงไป เขาก็ไอออกมาอย่างรุนแรงอีกพักหนึ่ง
ชั่วขณะนั้น คนที่อยู่โดยรอบต่างหัวเราะขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาคุยกัน คนที่อยู่ข้างๆ ก็ฟังออกว่าไอ้หนุ่มคนนี้ไม่ใช่คนจีน
คนต่างชาติส่วนใหญ่ที่ได้ลองเหล้าขาวจะมีสภาพเป็นแบบนี้
โอโนะ โจอิจิวางแก้วเหล้าลง ไอและโบกมือไปด้วย “ผมไม่เป็นไรครับๆ”
“กินกับข้าวสักหนึ่งคำ
ซ่งจื่อเซวียนพูดพลางคีบหมูตุ๋นใส่ปากหนึ่งคำ
โอโนะ โจอิจิก็เลียนแบบท่าทาง คีบอาหารในชาม แล้วถามขึ้นว่า “นี่คือ…อะไรเหรอครับ”
“นับว่าเป็นของกินเล่นที่มีชื่อเสียงของปักกิ่ง หมูตุ๋นนี้ ข้างในมีไส้หมู ปอดหมู เต้าหู้ทอดแล้วก็ตุ๋นด้วยไฟแรง”
“อะไรนะ ไส้หมูเหรอครับ”
โอโนะ โจอิจิเผยสีหน้าสงสัยออกมา
แต่ก็คิดได้ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะโอโนะ โจอิจิเป็นเชฟขั้นสูงคนหนึ่ง ไม่น่าจะปฏิเสธวัตถุดิบใดๆ อยู่แล้ว
เห็นเพียงโอโนะ โจอิจิใช้ตะเกียบคีบหนึ่งชิ้นขึ้นมาชิม จากนั้นจึงเคี้ยวแล้วพยักหน้าช้าๆ
“อืม…หอมจัง ผมเพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรกครับ”
“สงสัยกระเพาะของคุณจะใช้ได้อยู่ อย่างนั้นก็กินเยอะๆ หน่อยนะครับ”
พูดจบ ซ่งจื่อเซวียนก็หยิบกระเทียมมาหักใส่ปาก นี่คือเครื่องเคียงมาตรฐานที่กินคู่กับหมูตุ๋น
ทันใดนั้น โอโนะ โจอิจิจึงลองกินตาม
“ว้าว กินแบบนี้อร่อยมากเลยครบ คุณซ่ง คุณพาผมมาถูกที่แล้วครับ”
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วจึงหัวเราะเล็กน้อย “โอโนะ คุณไม่ค่อยเหมือนกับคนต่างชาติหลายคนเลยนะ”
“เหอะๆ เหรอครับ อาจจะเป็นเพราะว่าผมตะกละเกินไป”
“ไม่ครับ อย่างน้อยก่อนที่พวกเราจะเจอหน้ากัน ผมคิดไม่ถึงว่าคุณจะเป็นแบบนี้ มีความจริงใจมาก หวังว่าตอนที่พวกเราแข่งขันกัน จะไม่ดุเดือดกันเกินไปนะครับ”
โอโนะ โจอิจิพยักหน้า “ถูกต้องครับ ที่จริงคุณซ่งมีความเป็นกันเองมาก วันนี้ผมเตรียมใจที่จะโดนปฏิเสธมาแล้ว คิดไม่ถึงว่าคุณจะตกลงมาดื่มเหล้ากับผม เหมือน…เหมือนกับเป็นเพื่อน”
“มาครับ ชนอีกหนึ่งแก้ว!”
“ครับ!”
โอโนะ โจอิจิเหมือนจะค่อยๆ คุ้นชิน บวกกับเหล้าที่ดื่มไปก่อนหน้านี้หนึ่งแก้ว เหล้าจึงเริ่มออกฤทธิ์แล้ว เขาพลันยกแก้วแล้วดื่มหมดรวดเดียว
แน่นอนว่า เขาไออย่างรุนแรงอีกครั้ง
ทั้งสองคนดื่มเหล้ากินข้าวจนอิ่ม โอโนะ โจอิจิเมาเหล้าไม่ไหวแล้ว
แต่ถึงแม้เขาจะขาอ่อนทั้งสองข้าง เดินก็ยังไร้เรี่ยวแรง ทว่ากลับไม่เมาอาละวาด
ซ่งจื่อเซวียนประคองเขาออกจากร้านอาหาร โอโนะ โจอิจิจึงพูดว่า “คุณซ่ง ขอบคุณนะครับ จริงๆ แล้ว…ผมไม่มีเพื่อนเลย คอยติดตามอาจารย์ของผมมาตลอด ความมีน้ำใจของคุณทำให้ผมซาบซึ้งมากเลยครับ”
แต่เขาก็เตรียมใจป้องกันไว้เหมือนกัน อย่างไรการแข่งขันครั้งใหญ่ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะมาถึง เขาไม่รู้ว่าครั้งนี้โอโนะ โจอิจิมีจุดประสงค์อย่างอื่นหรือเปล่า
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็ได้รู้โรงแรมที่พักจากปากของโอโนะ โจอิจิ แล้วจึงเรียกรถแท็กซี่ส่งเขากลับไป
พอมาถึงห้อง โอโนะ โจอิจิก็เมาไม่ได้สติแล้ว นอกจากลมหายใจก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างอื่นอีก
ซ่งจื่อเซวียนประคองเขามาถึงบนเตียง วางคีย์การ์ดเรียบร้อย แล้วจึงออกไป
แกร๊ก เสียงปิดประตูดังเข้ามา โอโนะ โจอิจิลืมตาทั้งสองข้างทันที
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง สูบบุหรี่หนึ่งมวน มองซ่งจื่อเซวียนกลับไป อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึกๆ
“คนจีน จริงๆ ฉันก็หวังมาก…ว่าพวกเราจะเป็นเพื่อนกันได้”
หลังจากดับบุหรี่ เขาก็กดเบอร์โทรออก
“อาจารย์ ผมไปกินข้าวกับซ่งจื่อเซวียนมาแล้วครับ คุณซ่ง…เป็นคนจีนที่เรียบง่ายมากคนหนึ่ง”
…
กลับมาถึงวิทยาลัย ซ่งจื่อเซวียนก็เข้าไปที่ห้องทำอาหารของตัวเอง
ขณะเดียวกัน เขาได้สั่งให้ฟางรุ่ยไปหยิบวัตถุดิบสองสามชนิด ซึ่งก็คือวัตถุดิบจำเป็นสำหรับมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ
การทำอาหารในครั้งนี้ ขอบเขตของซ่งจื่อเซวียนไม่เหมือนก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง
วิธีการทำโต้วหลงเหมินอยู่ในหัวหมดแล้ว แต่อาจจะไม่ได้มีข้อจำกัดแค่นี้
วัตถุดิบของโต้วหลงเหมินคือปลาฉือ ปลาหมึก หอยและปลาเงิน
แต่มังกรทะยานสี่ย่านน้ำโดยพื้นฐานแล้วต้องเพิ่มกุ้งมังกรเข้าไป และใช้ปลาดิบกับหอยหวานแทนปลาหมึกกับหอย
และในขณะเดียวกัน รสสัมผัสของปลาฉือก็มีความต้องการสูงเหมือนกัน แน่นอนว่า ซ่งจื่อเซวียนได้กาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิงมาแล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีก
และน้ำซุปข้นก้นหม้อก็ต้องเคี่ยวด้วยหอยเป๋าฮื้อ เช่นนี้จึงจะรักษาความสดใหม่ของน้ำซุปด้านบนได้
จากนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็เริ่มตั้งหม้อต้มน้ำ น้ำแข็งและปลาฉือในขั้นตอนนี้จะตัดออกไปไม่ได้แน่นอน
แต่ปลาฉือในตอนนี้ถูกห่อด้วยแป้งสาลีเมฆาผสมน้ำนวดกับกาวไม้ไผ่เขาเฉวียนหมิง
วินาทีที่น้ำแข็งละลาย ความชื้นก็ห่อหุ้มปลาฉืออย่างหนาแน่น แต่เนื่องจากผลข้างเคียงของความเย็นจัดและความร้อนจัด ปลาฉือภายนอกจะดูเนื้อแน่น แต่ภายในกลับยุ่ยแล้ว เหมือนกับเป็นการทำลายเส้นลมปราณ
ขั้นตอนหลังจากนี้ ซ่งจื่อเซวียนทำได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะเขาทำโต้วหลงเหมินมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ซุปหอยเป๋าฮื้ออยู่ก้นหม้อ ตอนที่อาหารทะเลสองสามชนิดเคี่ยวรวมกัน กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่วห้องทำอาหารในทันที
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ จากนั้นจึงใส่ปลาฉือลงหม้อ แล้วทยอยใส่วัตถุดิบชนิดอื่นลงไปในหม้อเหมือนกัน
ภายในเวลาหนึ่งนาที น้ำซุปยิ่งมีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอีกครั้งด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
กระบวนการทำอาหารทั้งหมดใช้เวลาสิบกว่านาที ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่เขามั่นใจในตัวเองมากขนาดนี้ เขาไม่คิดจะให้ฟางจิ่งจือชิมรสชาติของมังกรทะยานสี่ย่านน้ำว่าถูกต้องหรือไม่ก่อนด้วยซ้ำ
เขาเชื่อว่าครั้งนี้ถูกต้องแล้วแน่นอน และวันที่เขาเปิดกิจการหอจิ่วเฟิ่ง เขาจะเป็นคนเสิร์ฟให้ชายชราด้วยตัวเอง
เวลานี้ สำหรับเขาแล้ว เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดไม่ใช่การทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำถูกต้องในครั้งเดียว
แต่เป็นเพราะเขาเข้าใจหลักการอย่างหนึ่งแล้ว อาหารทุกอย่างไม่มีกฎตายตัว การเปลี่ยนแปลงง่ายๆ อาจจะทำให้อาหารทุกอย่างยกระดับไปอีกหนึ่งขั้น
นี่ก็คือสิ่งที่ชายชราพูดไว้ สูตรอาหารเป็นบันไดสวรรค์และเป็นโซ่ตรวนเช่นกัน
หากถูกพันธนาการด้วยสูตรอาหาร แล้วจะมีพ่อครัวที่รังสรรค์เมนูอาหารที่อร่อยยิ่งขึ้นจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร
นี่คือการตื่นรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นขอบเขตของพ่อครัวเช่นกัน
…………………………………………….
………………..