เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 514 หออันดับหนึ่งในใต้หล้า
ตอนที่ 514 หออันดับหนึ่งในใต้หล้า
………………..
เมื่อทำมังกรทะยานสี่ย่านน้ำเสร็จหนึ่งที่แล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ยกไปที่ห้องอาหาร เขาดูเวลา ถังหย่าฉีน่าจะกลับมาแล้ว ถือว่าเลี้ยงฉลองหนึ่งมื้อให้กับเธอ
ไม่นานนักถังหย่าฉีก็กลับมา พอเข้าห้องก็ได้กลิ่นหอมลอยมา
“โอ้พระเจ้า หอมจังเลย จื่อเซวียน นายทำโต้วหลงเหมินเหรอ”
เพิ่งจะพูดจบ เธอก็รีบส่ายหน้าทันที “ไม่ใช่สิ ดูเหมือนจะหอมกว่าโต้วหลงเหมินอีก”
ขณะพูด ถังหย่าฉีก็เห็นมังกรทะยานสี่ย่านน้ำวางอยู่บนโต๊ะ “โอ้ว กุ้งมังกร วันนี้เป็นวันอะไรเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนดึงถังหย่าเข้ามากอดในอ้อมอก “ทุกวันที่มีเธอก็เป็นวันที่ดีทั้งนั้น ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง”
ถังหย่าฉีได้ยินก็พลันหน้าแดง ผลักเขาออกไป “พอเลย ทำไมนายพูดมากขนาดนี้เนี่ย”
“เหอะๆ ไปล้างมือเถอะ แล้วมากินข้าวกัน”
ถังหย่าฉีนั่งตรงหน้าโต๊ะแล้วพูดขึ้นว่า “จื่อเซวียน นายดูสิยอดเข้าชมของเว็บไซต์จุนเค่อเยอะมากจริงๆ ปริมาณการขายข้าวผัดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
และไม่ได้มีแค่บริษัทซันไชน์กรุ๊ปเท่านั้นที่เซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายกับเรา รับผิดชอบการจำหน่ายในย่านเจียงหนาน วันนี้บริษัทจ้งอันกรุ๊ปก็เซ็นสัญญาออนไลน์กับเราด้วย บอกว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวผัดที่ออสเตรเลียน่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ คีบอาหารให้ถังหย่าฉี “กินไปพูดไปเถอะ”
“ฉันสงสัยจัง นั่นมันจ้งอันกรุ๊ปเลยนะ ที่จริงเมื่อก่อนถังกรุ๊ปกับจ้งอันกรุ๊ปก็เคยไปมาหาสู่กัน แต่ตอนนี้…
ฉันคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าพวกเขาจะยื่นมือเข้ามาในตอนนี้ พวกเขาไปทำธุรกิจไวน์ที่ออสเตรเลียแล้ว แต่ยังคิดจะนำข้าวผัดไปขายด้วย ฉันรู้สึกว่าพวกเขามีคุณธรรมมาก”
ซ่งจื่อเซวียนได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
“นายยิ้มทำไม พูดมาเลยนะ จริงสิ ฉันจำได้ว่านายก็รู้จักคนของจ้งอันกรุ๊ปใช่ไหม เรื่องนี้…เกี่ยวกับนายด้วยหรือเปล่า”
“เหอะๆ เธอคิดมากไปแล้ว เป็นเพราะยอดขายของข้าวผัดดี และชื่อเสียงของบริษัทถังกรุ๊ปก็เห็นๆ กันอยู่ ต่อให้เกิดปัญหา ก็ยังสมควรจะได้รับความไว้วางใจเป็นพาร์ตเนอร์กัน”
…
สองวันต่อมา ปริมาณการขายของบริษัทถังกรุ๊ปยังคงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
เนื่องจากข้าวผัดบรรจุถุงสุญญากาศของบริษัทถังกรุ๊ปสามารถเก็บแช่แข็งได้ จึงมีคนซื้อในปริมาณมาก สะดวกเหมือนซื้อบะหมี่เก็บไว้
และการจำหน่ายในย่านเจียงหนานก็เตรียมพร้อมแล้ว จะวางจำหน่ายในเร็วๆ นี้
เมื่อกิจการดีขึ้น ครั้งนี้ถังจวิ้นเลือกจะรักษาสภาพไว้เช่นนี้ ยังไม่รีบขยายขนาดบริษัทและเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้ใหญ่ขึ้น แต่เลือกที่จะคงสภาพนี้ไปก่อนชั่วคราว
และนี่เป็นเพราะเข้าใจพลังของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
สถานที่ทำงาน บวกกับสถานที่ผลิตและโกดังสินค้า สามารถสร้างกำไรให้กับบริษัทขนาดใหญ่หนึ่งแห่งได้
และสองวันนี้ โอโนะ โจอิจิก็เริ่มมาหาซ่งจื่อเซวียนอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ได้มาดื่มเหล้า แต่มาดื่มน้ำชา
ทั้งสองคนพูดคุยเกี่ยวกับวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ทำให้ซ่งจื่อเซวียนมีความประทับใจในตัวโอโนะ โจอิจิมากขึ้นไม่น้อย
อย่างน้อยในสายตาของเขา คนญี่ปุ่นคนนี้ถือว่ามีความเป็นมิตร ไม่ใช่คนที่เจอหน้าแล้วทำหน้าบึ้งตึงใส่กัน
“คุณซ่ง ผมเอาของขวัญมาให้คุณครับ”
ขณะพูด โอโนะ โจอิจิก็หยิบมีดออกมาเล่มหนึ่ง
มีดเล่มไม่ยาวมาก ความยาวประมาณสามสิบกว่าเซนติเมตร แต่งานฝีมือประณีต เป็นสไตล์ประเทศญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม
ซ่งจื่อเซวียนรับมีดมาแล้วดึงออกดู “เป็นมีดที่ดีเลยนะ โอโนะ ทำไมถึงอยากให้ของขวัญกับผมล่ะ”
“เหอะๆ ได้กลายเป็นคู่แข่งของคุณไม่ใช่เจตนาเดิมของผมเลย สำนักอาจารย์ท้าแข่งอาหารจีน ผมไม่สามารถตัดสินใจได้ แต่ผมยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับคุณนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “แต่ผมไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ไม่มีของขวัญให้คุณ”
“ระหว่างเพื่อนด้วยกัน ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นครับ”
หลังจากแยกกันแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็ไปที่ตู้เหมิน เพราะวันถัดไปเป็นวันเปิดกิจการของหอจิ่วเฟิ่งแล้ว
เขากลับบ้านไปเยี่ยมแม่กับฟางจิ่งจือก่อน
“ไอ้หนู แกกลับมาแล้วเหรอ มาดูหน้าปู่เป็นครั้งสุดท้ายใช่ไหม” ฟางจิ่งจือเอ่ยถาม
“ดูปู่พูดสิ อ้าปากก็พูดเพ้อเจ้อแล้ว ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก ปู่ต้องอายุยืนหนึ่งร้อยปีสิครับ”
ฟางจิ่งจือหัวเราะอย่างขมขื่น “อายุร้อยปี…ใกล้จะถึงแล้วนะ…”
“พอเลยครับ ผมไม่พูดกับคนแก่อย่างปู่แล้ว ทำไมเอาแต่พูดเรื่องไม่เป็นมงคลเลย”
ฟางจิ่งจือได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร
ซ่งจื่อเซวียนหยิบมีดเล่มหนึ่งออกมาทันที เอ่ยว่า “ปู่ ดูอันนี้สิครับ”
ฟางจิ่งจือเห็นมีดเล่มนั้นก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย
“หืม? แก…ไปเจอมินามิโนะ เคอิมาเหรอ”
“มินามิโนะ เคอิ? เปล่านะครับ ปู่ โอโนะ โจอิจิลูกศิษย์ของเขามอบให้ผมครับ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “มีดเล่มนี้สงสัยคงจะมอบให้ลูกศิษย์แล้ว ทำไมเขาถึงให้แกล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นสองวันนี้ให้ฟังทันที รวมทั้งเรื่องที่ดื่มเหล้าและเนื้อหาที่พูดคุยกับโอโนะ โจอิจิด้วย
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ มีดเล่มนี้…เป็นสิ่งที่มินามิโนะ เคอิพกติดตัวไว้ตลอด เด็กคนนี้ได้รับสิ่งของของอาจารย์ แล้วยังมอบให้แก…ไม่ธรรมดาเลย”
“ปู่ครับ หรือว่ามีปัญหาอะไรอยู่ในนี้ครับ”
ความจริงสำหรับโอโนะ โจอิจิ ซ่งจื่อเซวียนยังคงระมัดระวังตัวอยู่เสมอ เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นเพื่อนกัน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้
การต่อสู้ของพวกเขาจะต้องดุเดือดมาก ถึงขนาดมีการควบคุมไฟ เขาไม่กล้าคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนกันได้
ฟางจิ่งจือพลางครุ่นคิด “มินามิโนะ เคอิเป็นคนที่ชอบการแข่งขันเกินไป ลูกศิษย์ของเขามีน้ำใจขนาดนี้เลย แต่ตอนนั้นก็นับว่าเขาเคารพฉันอยู่เหมือนกัน ยังมอบมีดเล่มนี้ให้ฉันด้วย”
“หา? มอบให้ปู่เหมือนกันเหรอครับ”
“แต่ฉันไม่ได้รับไว้ ฉันไม่ชอบคนญี่ปุ่นเอาเสียเลย ตอนที่เขาใกล้จะกลับประเทศญี่ปุ่น ฉันหวังจะได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับเขาแบบขาดสะบั้น เข้าใจไหม”
“เหอะๆ ปู่ก็เหี้ยมเหมือนกันนะครับ ปฏิเสธคนทื่อๆ แบบนี้เลยเหรอ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า
“จริงสิปู่ ครั้งที่แล้วปู่พูดถึง…หอจิ่วเฟิ่งใช่ไหม ปู่ยังอยากไปอยู่ไหมครับ”
“หอจิ่วเฟิ่งเหรอ มันไม่มีแล้ว อยากไปก็ไม่มีให้ไปแล้ว!”
ซ่งจื่อเซวียนพลันยิ้มออกมา “ปู่ มีสิครับ ถึงอาจจะไม่ค่อยเหมือน แต่ว่าหออันดับหนึ่งในใต้หล้าแห่งใหม่นี้ ถ้าปู่ไปเยือน พวกเขาจะต้องดีใจมากที่ปู่ไปเป็นแขกแน่นอนครับ!”
“แกพูดอะไร หออันดับหนึ่งในใต้หล้าเหรอ ตลก สมัยนี้จะมีหออันดับหนึ่งที่ไหนกัน”
“เหอะๆ ถ้ามีล่ะครับ วันพรุ่งนี้ผมจะมารับปู่ พวกเราจะไปดื่มสักสองจอกที่หออันดับหนึ่งด้วยกันครับ”
เช้าวันต่อมา เวลาสิบโมงครึ่ง
เสียงประทัดดังคึกคักอยู่หน้าตึกสองชั้นที่ใหญ่สุดตรงทางเข้าถนนย่านการค้า
เดิมทีก็เป็นสถานที่ครึกครื้นมีชีวิตชีวาอยู่แล้ว บวกกับเป็นวันหยุด จึงเกิดเป็นความคึกคักครื้นเครงตรงหน้าประตู
ยังไม่ถึงเวลาทานอาหาร ก็มีลูกค้าจำนวนไม่น้อยเข้าไปชมบรรยากาศในร้านแล้ว
ตึกสไตล์โบราณแบบนี้ดึงดูดคนได้อยู่แล้ว และยังเป็นร้านอาหารอีก จึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ลองชิมอาหารในร้านสักหนึ่งมื้อ
นอกจากเมนูเด็ดโต้วหลงเหมินที่ตั้งราคาไว้หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าหยวนแล้ว เมนูอื่นๆ ถือว่าเป็นราคาปกติที่ทุกคนสามารถจ่ายไหว
“จื่อเซวียน วันนี้คึกคักมากจริงๆ ลูกค้าเต็มครึ่งร้านแล้ว” ท่านเป้ยเล่อยิ้มพูด
“ฮ่าๆๆ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองครับ อีกสักพักพวกหย่าฉีก็จะมาแล้ว”
ถังหย่าฉียังไม่มา หลินเทียนหนานกลับพาพนักงานบริหารจ้งอันกรุ๊ปมาถึงร้านอาหารแล้ว
“เถ้าแก่ซ่ง วันนี้ขอแสดงความยินดีกับนายด้วยนะ!”
หลินเทียนหนานกำหมัดคารวะขณะพูด ซุนโส่วเหวินก็ทำท่าเดียวกันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ขอบคุณประธานหลิน เชิญเข้าไปข้างในได้เลยครับ เตรียมห้องส่วนตัวชั้นบนไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว”
ต่อจากนั้น หวงฟา เสี่ยเฉิงปา เสี่ยเจียงก็ทยอยมาถึง ร้านอาหารมีลูกค้าเต็มร้านทันที
และก็เป็นเช่นนี้ ลูกค้ายิ่งเยอะก็ยิ่งเต็มร้าน และยิ่งดึงดูดผู้คนที่สัญจรไปมาได้มากขึ้น
“เถ้าแก่ซ่ง วันนี้ขอแสดงความยินดีกับนายด้วยนะ”
พอหันไปดู ซ่งจื่อเซวียนถึงกับอึ้ง
ที่แท้ก็คือ…ผู้นำเจ้า
ข้างหลังผู้นำเจ้ายังมีคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นอีกสองสามคน เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกผู้นำจากสายราชการ
“อ้าว ท่านผู้นำ พวกเราขึ้นไปนั่งในห้องส่วนตัวกันเถอะครับ” ซ่งจื่อเซวียนก็เข้าใจหลักการดี อย่างไรผู้นำระดับสูงไม่สะดวกที่จะปรากฏตัวในวงสังคม เขาจึงรีบเดินนำไปที่ห้องส่วนตัวทันที
ผู้นำเจ้ายิ้มพลางพยักหน้า “จื่อเซวียน วันนี้ต้องมานั่งดื่มเป็นเพื่อนฉันสักสองแก้วนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มให้เล็กน้อย “แน่นอนอยู่แล้วครับ คุณมาวันนี้ ร้านของผมจะต้องเจริญรุ่งเรืองแน่นอน”
ลู่ลี่จวินเดินเข้าไปพูดข้างหน้า “จื่อเซวียน วันนี้ผู้นำเจ้าเอาของขวัญมาให้ด้วยนะ”
“หา? มีของขวัญด้วยเหรอครับ”
ลู่ลี่จวินพลันยิ้มให้ “ตามฉันออกไปดูข้างนอกสิ”
จากนั้น ผู้นำเจ้าก็ถูกเรียกเข้าไปในห้องส่วนตัว ส่วนซ่งจื่อเซวียนกับลู่ลี่จวินเดินออกไปที่ประตูหน้าร้านแทน
เห็นเพียงคนสิบกว่าคนกำลังเคลื่อนย้ายหินศิลาขนาดใหญ่ที่สูงเท่ากับคนหนึ่งคน ดูแล้วน่าจะหนักประมาณห้าสิบกิโลกรัม
มีตัวอักษรสีแดงสลักอยู่บนแผ่นศิลาว่า ‘หออันดับหนึ่งในใต้หล้า!’
ซ่งจื่อเซวียนถึงกับตกตะลึง
ลู่ลี่จวินเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ครั้งก่อนที่นายขอใช้ชื่อหอจิ่วเฟิ่งกับฉัน ฉันก็บอกท่านผู้นำแล้วล่ะ
ผู้นำเจ้าบอกว่าเรื่องนี้ทำได้ดีมาก นอกจากจะเป็นการสร้างธุรกิจในท้องถิ่นแล้ว ยังเป็นตัวแทนวัฒนธรรมท้องถิ่นในตู้เหมินอีกด้วย
ตอนที่หอจิ่วเฟิ่งตั้งตระหง่านได้อีกครั้ง ทางราชการจะให้การสนับสนุนเต็มที่ และช่วงนี้จะจัดกิจกรรมช่วยโปรโมตให้นายโดยเฉพาะสองสามรายการ”
เรื่องนี้ทำให้ซ่งจื่อเซวียนดีใจสุดๆ ร้านอาหารแห่งนี้ยังไงก็ต้องดังแล้ว
“ขอบคุณท่านผู้นำจริงๆ ครับ ท่านอธิบดีลู่ ผมรู้ว่าคุณก็ช่วยผลักดันอยู่ไม่น้อย ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดีเลยครับ”
ลู่ลี่จวินยิ้มให้แล้วตบไหล่ของซ่งจื่อเซวียนเบาๆ “จื่อเซวียน นายเป็นคนสร้างเส้นทางสายนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องขอบคุณใครเลย!”
พูดจบ ลู่ลี่จวินก็เดินขึ้นไปข้างบน
จากนั้น หวังเฉิงยงก็มาแสดงความยินดีเหมือนกัน ครั้งนี้เขาไม่ได้เข้ามาเอง แต่ซ่งจื่อเซวียนส่งคนไปเชิญเขาด้วยตัวเอง
หลิงเจิ้น โอวหยางเฟิ่งเหยาและผู้อำนวยการสองสามคนของวิทยาลัยอาหารก็มากันแล้ว
ถังจวิ้น ถังหย่าฉีก็รีบมาที่หอจิ่วเฟิ่งให้ทันก่อนตอนเที่ยง หลังจากมาถึงแล้ว ถังหย่าฉีก็ยุ่งทันที แสดงท่าทางของเถ้าแก่เนี้ยออกมาในทันใด
แต่ทุกคนไม่เข้าใจ คนมากันครบแล้วทำไมซ่งจื่อเซวียนยังไม่ประกาศเปิดร้านอีก
ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่ได้อธิบายอะไร และได้แต่รออยู่หน้าประตู จนกระทั่งมองเห็นรถเบนซ์ของตัวเองค่อยๆ ขับเข้ามา ซ่งจื่อเซวียน หลิงเจิ้นและอีกสองสามคนเดินเข้าไปต้อนรับทันที
หลายคนที่อยู่ในงานจำยอดเชฟได้ เมื่อเห็นฉากนี้จึงอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
คนที่สามารถทำให้ยอดเชฟสองคนและเชฟที่ดังที่สุดในตู้เหมินเดินออกไปต้อนรับด้วยตัวเองได้ คนคนนี้เป็นใครกันแน่
จนกระทั่งมองเห็นชายชราผมขาวโพลนเดินลงมา สายตาของทุกคนจึงมองตรงไป
ฟางจิ่งจือเงยหน้ามองเห็นตัวอักษรตัวใหญ่ที่เป็นคำว่าหอจิ่วเฟิ่งแล้ว น้ำตาก็ซึมในดวงตาทั้งสองข้างทันที
…………………………………………………
………………..