เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 515 มินามิโนะ เคอิ
ตอนที่ 515 มินามิโนะ เคอิ
………………..
“หอจิ่วเฟิ่ง…”
ฟางจิ่งจือค่อยๆ พูดสามคำนี้ออกมา
คนข้างๆ ไม่รู้ความหมายแฝง ได้แต่ยิ้มเป็นเพื่อน แต่ไม่รู้ว่าแววตาของฟางจิ่งจือมีความเศร้าอยู่มากแค่ไหน
เขาเป็นคนแก่อายุเกือบหนึ่งร้อยปี แต่เขาก็เคยเป็นหนุ่มมาก่อน
เมื่อนานมาแล้ว ช่วงวัยที่เคยรุ่งโรจน์ ได้ดื่มเหล้าพูดคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่ในร้านอาหารกับเพื่อนๆ ของตน
นั่นคือความทรงจำที่งดงามที่สุดในชีวิตนี้ของเขา วันนี้ได้เห็นคำว่าหอจิ่วเฟิ่งแล้ว
ทุกอย่างโดยรอบดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
รถราที่ขับสวนกันไปมาแทบจะกลายเป็นรถลากในปีนั้น ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ ได้กลายเป็นร้านขายผ้าไหมและร้านน้ำชา
ในวินาทีนี้ โลกสงบลง และมีแต่เสียงเร่ขายของในปีนั้นอยู่ข้างหูของฟางจิ่งจือ
ดวงตาพร่ามัวเพราะสาเหตุนี้
บางทีอาจจะมีแค่ซ่งจื่อเซวียนที่สามารถเข้าใจความรู้สึกตอนนี้ของชายชราได้ แล้วก็มีผู้อาวุโสอย่างหลิงเจิ้น โอวหยางเฟิ่งเหยา เฉิงหวาลี่เหล่านี้
“ปู่ พวกเราขึ้นไปกันเถอะ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าช้าๆ
เนื่องจากร้านอาหารมีแค่สองชั้น ไม่ได้สร้างลิฟต์ไว้ ซ่งจื่อเซวียนจึงแบกชายชราขึ้นหลังเดินขึ้นไปชั้นบนทันที
ซางเทียนซั่วก็แบกเก้าอี้รถเข็นเดินตามหลัง
หลังจากหมดสติไปครั้งก่อน ขาของฟางจิ่งจือก็เดินไม่ไหวอย่างเห็นได้ชัด เดินสองสามก้าวก็มีปัญหาแล้ว จึงต้องนั่งรถเข็นเป็นธรรมดา
เช่นนี้หานหรงจะได้ช่วยเข็นไปเดินเล่นในโรงพยาบาล หรือเพื่ออาบแดดได้
พอมาถึงชั้นสอง ฟางจิ่งจือก็พูดอย่างทอดถอนใจ “หลานชาย แกใส่ใจมากจริงๆ การตกแต่งในนี้ดีเกินไปแล้ว ดีกว่าหอจิ่วเฟิ่งในตอนนั้นเสียอีก”
หลิงเจิ้นเอ่ยว่า “ท่านผู้เฒ่าครับ อดีตเทียบกับปัจจุบันไม่ได้ วัสดุที่ใช้ตกแต่งและแนวคิดในการออกแบบของยุคนี้มีความก้าวหน้ามากกว่า ต้องดีกว่าในอดีตแน่นอนครับ”
ฟางจิ่งจือพยักหน้าด้วยความเข้าใจ “ดื่มเหล้าไหม”
“ดื่มครับปู่ วันนี้มีเหล้าดี แต่ปู่อย่าดื่มเยอะนะครับ ผมจะรินให้หนึ่งแก้ว”
“ได้เลย…”
วันนี้ที่ครัวด้านหลังมีคนเยอะมาก ไม่ได้มีแค่เชฟหานเฟยเท่านั้น ยังมีหูเจิ้น เจิ้งฮุยและหลี่เหยียนที่ซ่งจื่อเซวียนเรียกตัวมาด้วย
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ร้านสวนสวินเฟิงกับร้านอาหารร่ำรวยจึงปิดร้านหนึ่งวัน
และการผลิตข้าวผัดของบริษัทถังกรุ๊ปก็เริ่มดำเนินการเต็มรูปแบบแล้ว ซ่งจื่อเซวียนจึงคิดว่าจะให้หลี่เหยียนทำงานอยู่ที่หอจิ่วเฟิ่งไปเสียเลย
อย่างไรเมื่อเทียบเรื่องฝีมือการทำอาหารและประสบการณ์ หลี่เหยียนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหานเฟย
แน่นอนว่าหลี่เหยียนไม่ได้เรียกร้องตำแหน่งอะไรมากมาย ซ่งจื่อเซวียนกับท่านเป้ยเล่อก็ตัดสินใจแล้วจะให้เขาเป็นเชฟหลัก แต่รับเงินเดือนในฐานะของหัวหน้าเชฟ
ครัวด้านหลังเต็มไปด้วยผู้คน คนเยอะเตาก็เยอะเช่นกัน จึงเสิร์ฟอาหารได้อย่างรวดเร็ว
อาหารเลิศรสเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ ทั้งหอจิ่วเฟิ่งเปลี่ยนจากความว่างเปล่ากลายเป็นคนแน่นร้านทันที
ถึงขนาดมีนักข่าวบางคนรีบปรี่เข้ามา สัมภาษณ์ลูกค้าและพนักงาน
แต่เพื่อไม่ให้รบกวนชายชรา ซ่งจื่อเซวียนจึงสั่งให้พวกซางเทียนซั่วกันนักข่าวไว้ที่ชั้นหนึ่ง
ชั้นสองมีห้องส่วนตัวเยอะพอสมควร พยายามรักษาความเงียบสงบอย่างเต็มที่
ชั้นสองของหอจิ่วเฟิ่งเน้นห้องส่วนตัวเป็นหลัก แต่มีข้อยกเว้นอยู่สองห้อง
ทางเดินไปยังระเบียงมีทั้งหมดสามประตู
ประตูทุกบานล้วนเชื่อมไปยังห้องโถงเล็กแต่ละห้อง
ห้องโถงสองห้องถูกสร้างเป็นห้องแบบเปิดโล่ง ถึงแม้จะเป็นพื้นที่แยกตัวอิสระ แต่ก็ไม่ใช่ห้องส่วนตัวแบบปิด
ภายในห้องโถงจัดวางด้วยโซฟา โต๊ะน้ำชาสองสามตัวและตู้ปลาที่ตั้งตามหลักฮวงจุ้ย
ไม่นานนัก อาหารของโต๊ะฟางจิ่งจือก็มาเสิร์ฟแล้ว
หลิงเจิ้นเอ่ยยิ้มๆ “อาหารมาเสิร์ฟแล้ว จื่อเซวียนไปไหนเนี่ย”
“นั่นน่ะสิ ท่านผู้เฒ่าฟางอยู่ตรงนี้ ไอ้เด็กคนนี้มีธุระรีบไปโดยไม่บอกลาเหรอ” เฉิงหวาลี่ก็พูดเหมือนกัน
ฟางจิ่งจือมองไปรอบๆ “ไอ้เด็กเวรคนนี้…หลอกอำปู่อย่างฉันเหรอ”
“ฮ่าๆๆ ท่านผู้เฒ่าฟาง เป็นไปไม่ได้ครับ คงจะยุ่งอยู่ห้องอื่นหรือเปล่า ผมได้ยินว่าวันนี้มีท่านผู้นำมาด้วย จื่อเซวียนน่าจะกำลังต้อนรับเขาอยู่ครับ”
ฟางจิ่งจือถึงได้พยักหน้า
ขณะที่พวกเขาสองสามคนกำลังคุยกันอยู่ ก็เห็นซ่งจื่อเซวียนใส่ชุดพ่อครัวเดินเข้ามาในห้องโถง พร้อมกับถือน้ำซุปถ้วยใหญ่อยู่ในมือ
“เมนูเด็ดมาแล้วครับ ปู่ลองชิมดูนะครับ!”
พอสิ้นเสียง ซ่งจื่อเซวียนก็วางอาหารลงบนโต๊ะ และในวินาทีนี้ ทุกคนแทบจะถูกดึงดูดด้วยเมนูนี้
ประการแรกนี่คือเมนูที่ซ่งจื่อเซวียนเป็นคนทำด้วยตัวเอง และโอวหยางเฟิ่งเหยายังบอกกับปากว่าสามารถเทียบกับยอดเชฟแห่งเหนือและใต้ได้ด้วยซ้ำ จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นไปโดยปริยาย
ประการที่สองตอนที่กลิ่นของอาหารลอยมา ยอดเชฟทั้งสองคน เฉิงหวาลี่ หวังเฉิงยงและคนอื่นๆ ล้วนตกตะลึงไปหมด
“ฉันก็ว่าอยู่ไอ้เด็กคนนี้หายไปตั้งนาน ที่แท้ก็ไปทำกับข้าวเหรอ เยี่ยมมาก อาหารจานนี้ถึงแม้ฉันจะไม่เคยชิม แต่รสชาติต้องอร่อยแน่นอน”
หวังเฉิงยงกล่าว
“ได้เลย เสี่ยหวังพูดชมแบบนี้ ถือว่าเป็นเกียรติของผมครับ คุณลองชิมดู แต่…”
ขณะพูด ซ่งจื่อเซวียนก็ตักน้ำซุปใส่ถ้วยเล็กวางตรงหน้าฟางจิ่งจือก่อน
“แต่ต้องให้ปู่ชิมก่อนครับ”
ทุกคนพยักหน้า ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับความกตัญญูของซ่งจื่อเซวียน
ฟางจิ่งจือรีบชิมหนึ่งคำ ทุกคนต่างมองไปที่เขา ดูเหมือนกำลังรอการประเมินจากยอดเชฟระดับสูงสุดในประเทศจีนคนนี้อยู่
แต่สีหน้าของฟางจิ่งจือกลับไม่ได้ดูเกินจริงขนาดนั้น เขาได้แต่พยักหน้าช้าๆ “รสชาติถูกต้องแล้ว รินเหล้าให้ฉันที!”
ซ่งจื่อเซวียนรีบยกแก้ว ยื่นไปที่ริมฝีปากของชายชราทันที ฟางจิ่งจือจิบหนึ่งอึก
จากนั้น ก็ถึงตาหลิงเจิ้นและคนอื่นๆ ชิมอาหาร
แต่ตอนนี้ปฏิกิริยาของพวกเขาดูเกินจริงมาก
โดยเฉพาะโอวหยางเฟิ่งเหยา เขาเบิกตาโตทั้งสองข้าง แล้วรีบชิมอีกสองสามคำ
“สุดยอด สุดยอดจริงๆ จื่อเซวียน ฉันไม่กล้าถามว่าเมนูนี้นายคิดมาจากไหน แต่อยากจะพูดว่า…ทำไมฉันถึงกล้าเป็นยอดเชฟกัน!”
หลิงเจิ้นหัวเราะพลางพูดว่า “ฮ่าๆๆๆ โอวหยาง นายพูดแบบนี้น่าสนใจดี วันนี้นายเห็นฉันพูดคำว่ายอดเชฟหรือยังล่ะ”
พอพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมา
เป็นความจริง ในใจของพวกเขา ซ่งจื่อเซวียนต่างหากที่เป็นยอดเชฟของประเทศจีนอย่างแท้จริง คนหนุ่มไฟแรง เก่งกว่าอาจารย์เสียอีก!
ฟางจิ่งจือก็หัวเราะตาม เขาวางตะเกียบลง แล้วพูดว่า “หลานชาย ปู่…คงมีชีวิตอยู่ไม่อีกกี่วันแล้ว แกขยับเข้ามาใกล้ๆ หน่อย”
ชั่วขณะนั้น ภายในห้องโถงเงียบลงทันที
ซ่งจื่อเซวียนขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดเบาๆ “ปู่ดูสิ…วันนี้เป็นวันมงคลนะ ปู่พูดแบบนี้ทำไมครับ…”
ถึงแม้ซ่งจื่อเซวียนจะเข้าใจดี แต่พอได้ยินฟางจิ่งจือพูดออกมาจากปาก เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจ
“ชีวิตคนเรานับตั้งแต่โบราณมีใครไม่เคยตายบ้าง คนแก่อย่างฉันมีชีวิตเกือบร้อยปีแล้ว…คุ้มค่าแล้ว
หลานชาย แกจงจำไว้ การทำอาหาร…คือมาตรฐานของการเป็นมนุษย์ เมื่อเลือกอาชีพพ่อครัวแล้ว แกก็ต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่”
ซ่งจื่อเซวียนลุกขึ้นยืนหลังตรง แล้วพยักหน้าเบาๆ
“คนเรานะ ไม่ว่าตอนไหนก็อย่าลืมรากเหง้าของตัวเอง เลือกทำอาชีพพ่อครัว ซึมซับข้อดีของอาหารรสเลิศในโลกนี้และไม่ปฏิเสธวัฒนธรรมประเพณีของต่างชาติได้ แต่ต้องรักษาสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษของเราทิ้งเอาไว้ด้วย อย่าลืมรากเหง้าเด็ดขาด!
มือถือตะหลิว นั่นก็คือการให้ความเคารพ คนที่แกเคารพคือใคร ก็คือเคารพตัวแกเอง เคารพผู้อาวุโสในวงการอาหาร เคารพบรรพบุรุษของประเทศจีนเรา!”
พวกเขารู้ว่า ชายชราพูดให้พวกเขาฟัง และพูดให้พ่อครัวในวงการอาหารจีนได้ฟัง
ฟางจิ่งจือมองทุกคนที่อยู่รอบๆ ถึงแม้แววตาจะเหม่อลอยอยู่บ้าง แต่กลับมีพลังสยบทุกสิ่ง
“พวกแกฟังนะ ยอดเชฟ…คืออะไร ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่มันคืองาน! พวกแกต้องทำงานของตัวเองให้ดี
อาชีพพ่อครัวคืออะไร คือการบริการผู้คน พวกแกต้องรู้จักเรียนรู้การดูแลลูกค้า
คนที่มาเป็นลูกค้า ลูกค้าก็คือเสี่ยคือนายท่าน พวกแกต้องจำไว้ พวกแกมีเพียงถือตะหลิวบริการลูกค้าทุกคนให้ดี เช่นนั้นถึงจะคู่ควรกับคำว่ายอดเชฟนี้!”
ทุกคนต่างปรบมือ พวกหลิงเจิ้นถึงขนาดน้ำตาซึมดวงตาทั้งสองข้าง
“ฟังคุณพูดแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าอ่านหนังสือสิบปีด้วยซ้ำ ท่านผู้เฒ่าฟาง หลิงเจิ้นได้รับคำสอนแล้วครับ!”
“โอวหยางได้รับคำสอนแล้วครับ!”
“หวังเฉิงยงได้รับคำสอนแล้วครับ!”
“หวาลี่จะจดจำคำพูดของท่านผู้เฒ่าฟางครับ คอยกระตุ้นตัวเองไปตลอดชีวิต!”
ฟางจิ่งจือยิ้มเล็กน้อย พลางมองทุกคน
“ฉันเหนื่อยแล้ว ฉัน…เหนื่อยเหลือเกิน หลานชาย ประคองฉันกลับบ้านที ฉันอยากนอนแล้ว”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างตะลึงงัน
เห็นเพียงชายชราค่อยๆ หลับตาลงทั้งสองข้าง เหมือนกับพูดว่าจะนอนหลับแล้วก็หลับไปเลย
ซ่งจื่อเซวียนนิ่งอึ้งไปทั้งตัว เบิกตาโตทั้งสองข้างมองชายชรา น้ำตาไหลลงมาจากเบ้าตาในทันที
เขาเดินเข้าไปหนึ่งก้าวแล้วกอดฟางจิ่งจือไว้ในอ้อมอก เขาจำได้เพียงอย่างเดียวว่า…วินาทีนี้ ตัวของปู่ยังอุ่นอยู่
…
ซ่งจื่อเซวียนนั่งเฝ้าอยู่ในบ้านสองวัน ไม่ออกห่างฟางจิ่งจือแม้แต่ครึ่งก้าว และไม่รู้ว่าร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้ว
แต่ฟางจิ่งจือกลับไม่พูดอะไรกับเขาอีกเลย
สามวันต่อมา ณ สุสานชานเมืองตู้เหมิน
เขาหมอบลงตรงหน้าหลุมศพของฟางจิ่งจือ น้ำตาไหลไม่หยุด
ถังหย่าฉียืนอยู่ข้างกายของซ่งจื่อเซวียนตลอดเวลา โค้งคำนับพร้อมกับเขา และร้องไห้ไปพร้อมกับเขาเช่นกัน
เมื่อฝังศพชายชราเรียบร้อยแล้ว ทุกคนกำลังจะเดินออกไป
แต่เห็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเดินมาตรงหน้าหลุมศพของฟางจิ่งจือ
คนที่เดินนำมาเป็นชายชราอายุเจ็ดสิบปี ใส่ชุดจงซานสีดำทั้งตัว รวบเส้นผมสีดำสลับขาวไปด้านหลังอย่างเรียบร้อย
ชายชราตาเล็ก แต่กลับดูสดใสมีชีวิตชีวา และมองออกว่าดวงตาของเขาเต็มไปด้วยน้ำตา
เวลานี้ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็น มีคนเข็นเขาเข้ามา
และคนที่เดินตามหลังอีกสองสามคนก็ยังเป็นเด็กหนุ่ม ดูเหมือนว่าคนที่อายุน้อยสุดเพิ่งจะอายุยี่สิบปีเท่านั้น
คนที่เข็นรถเข้ามา ซ่งจื่อเซวียนคุ้นหน้าอยู่แล้ว เขาก็คือโอโนะ โจอิจิ
“มินามิโนะ เคอิ?” โอวหยางเฟิ่งเหยากล่าว
หลิงเจิ้นก็มองไปเหมือนกัน “นั่นสิ เขามาได้ยังไง”
ผู้ที่มาคือมินามิโนะ เคอิ ยอดเชฟของประเทศญี่ปุ่น!
มินามิโนะ เคอิถูกเข็นมาตรงหน้าหลุมฝังศพ เขาไม่ได้เอ่ยทักทายยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้ ถึงแม้จะเป็นเพื่อนเก่าก็ตาม
เห็นเพียงเขาออกแรงในทันใด สองมือยันที่พักแขนของรถเข็นแล้วลุกขึ้นยืน
มองออกว่าเขาไม่สามารถเดินได้อีกแล้ว แต่การยืนในครั้งนี้ เขาอาศัยกำลังจากแขนทั้งสองข้าง
ตุบ!
จากนั้นเห็นเพียงเขาปล่อยมือทั้งสองข้าง คุกเข่าตรงหน้าหลุมฝังศพของฟางจิ่งจือ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมาในเวลาเดียวกัน
พวกโอโนะ โจอิจิคิดจะเข้าไปประคอง แต่กลับถูกมินามิโนะ เคอิยกมือห้ามไว้ “ไม่ต้องสนใจฉัน!”
พวกเขาจึงหยุดมือ
มินามิโนะ เคอิก้มหน้าแล้วร้องไห้ออกมา
“อาจารย์ ลูกศิษย์มาแล้ว มาส่งอาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย”
พูดจบ เขาก็โขกศีรษะคำนับสามครั้ง
ซ่งจื่อเซวียนฟังแล้วจึงรู้ว่าเขาพูดภาษาจีนได้มาตรฐานกว่าโอโนะ โจอิจิมาก
หลังจากโขกศีรษะคำนับแล้ว มินามิโนะ เคอิก็ถอนหายใจหนึ่งที “ห้าสิบปีผ่านไป อาจารย์ยังเป็นคนจีนที่ผมเคารพมากที่สุด เป็นพ่อครัวอันดับหนึ่งแห่งเอเชียในใจของผม”
ชั่วขณะนั้น ทุกคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความกระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
สุดท้าย มินามิโนะ เคอิก็หันหน้าไปมองหลิงเจิ้นกับโอวหยางเฟิ่งเหยา
“ยอดเชฟแห่งภาคเหนือและภาคใต้ ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ทั้งสองคนพยักหน้า แต่ในสถานการณ์นี้ไม่ใช่เวลาหวนรำลึกถึงอดีตที่ผ่านมา
จากนั้นมินามิโนะ เคอิจึงมองไปทางซ่งจื่อเซวียน “นายคือลูกศิษย์คนสุดท้ายของอาจารย์ใช่ไหม”
……………………………………………………..
………………..