เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 516 จุดยืน
ตอนที่ 516 จุดยืน
………………..
ทุกคนล้วนมองซ่งจื่อเซวียน
มินามิโนะ เคอิเพิ่งจะคำนับหลุมศพของฟางจิ่งจือไปเมื่อสักครู่ พวกเขาจึงได้ยินอีกฝ่ายเรียกฟางจิ่งจือว่าอาจารย์
ซ่งจื่อเซวียนเป็นลูกศิษย์ท่านผู้เฒ่าฟาง เพราะฉะนั้น…ทั้งสองคนก็ถือว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักน่ะสิ
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับ”
“ตามธรรมเนียมของประเทศจีน พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันน่ะสิ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ “แล้วตามธรรมเนียมของญี่ปุ่นล่ะครับ”
“เหมือนกันแหละ ช่วยพยุงฉันหน่อย”
มินามิโนะ เคอิพูดจบ โอโนะ โจอิจิก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยพยุงเขาขึ้นนั่งรถเข็น
“ฉันเคยเรียนอาหารกับคุณฟางเมื่อหลายสิบปีก่อน ดังนั้นเขาจึงเป็นอาจารย์ของฉันด้วย วันนี้ที่มาก็ไม่ได้มีเจตนาอื่น นอกจากจะมาส่งดวงวิญญาณของเขา”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว “ผมขอขอบคุณแทนอาจารย์แล้วกันนะครับ”
มินามิโนะ เคอิพพยักหน้าช้าๆ “ฉันมีความสุขมากที่ได้เห็นคู่ต่อสู้ของตัวเองในประเทศจีน ที่แท้ก็เป็นวีรบุรุษอายุน้อยนี่เอง”
“อันที่จริง…ผมอยากจะพูดมาโดยตลอด ว่าถ้าพวกคุณตั้งใจจะมาเยือนประเทศจีนเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะทำอาหาร พวกเราก็ยินดีต้อนรับ แต่ถ้าจะมาท้าประลองชิงความเป็นหนึ่งของเอเชีย…มันน่าเบื่อนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยความเฉยชา
มินามิโนะ เคอิยิ้มน้อยๆ “งั้นเหรอ แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ อาหารของสองประเทศมักจะถูกแบ่งอันดับกันอยู่เสมอ”
หลิงเจิ้นที่อยู่ข้างๆ กล่าว “มินามิโนะ เคอิ คุณพาทีมมาแข่งกับอาหารจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แพ้มากกว่าชนะ คุณยังคิดว่าจะพลิกกลับมาเอาชนะได้อีกเหรอ”
“ไม่ สำหรับมินามิโนะ เคอิคนนี้การเอาชนะไม่ได้สำคัญอะไรเลย แต่ผมแค่หวังว่าอาหารญี่ปุ่นจะกลับมาครองอันดับหนึ่งในเอเชียอีกครั้ง”
“หือ กลับมางั้นเหรอ ญี่ปุ่นของคุณเคยอยู่บนจุดสูงสุดของเอเชียตั้งแต่เมื่อไร “โอวหยางเฟิ่งเหยากล่าว
น้ำเสียงของมินามิโนะ เคอินั้นมุ่งมั่นอย่างยิ่ง
หวังเฉิงยงแค่นหัวเราะ “คนญี่ปุ่นก็นิสัยแบบนี้ ประเทศเท่าขี้เล็บจะสู้เพื่ออะไรกันนักหนา”
“คุณสุภาพบุรุษท่านนี้…คงจะเป็นลูกศิษย์ยอดเชฟหลี่ ฉายาตะหลิวน้อยหวัง หวังเฉิงยงใช่ไหม”
“โฮ่ ผ่านไปหลายปี ยังมีคนจำได้อีกเหรอเนี่ย!”
มินามิโนะ เคอิพยักหน้ายิ้มๆ “ฝีมือทำอาหารของคุณยอดเยี่ยม ผมจะไม่รู้จักได้ยังไง แต่น่าเสียดายที่คุณปากพล่อย ดูถูกประเทศญี่ปุ่นของผมแบบนี้ มันล้ำเส้นเกินไปนะ”
“ล้ำส้งล้ำเส้นกับผีน่ะสิ ฉันไม่เคยมีตอแหลโว้ย มินามิโนะ เคอิ แกก็แก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว ทำไมต้องดีดดิ้นขนาดนี้ด้วยวะ แก่ก็อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ดีกว่าเหรอ” หวังเฉิงยงกล่าว
“คนเป็นเชฟต้องมีจิตวิญญาณนักสู้ ไม่งั้นถึงมีชีวิตอยู่ก็ไม่ต่างจากตาย โจอิจิ เราไปกันเถอะ”
“ครับ อาจารย์”
หลังจากนั้นโอโนะ โจอิจิก็เข็นรถเข็นของมินามิโนะ เคอิจากไป ตามหลังด้วยคนอื่นๆ
หวังเฉิงยงเยาะเย้ย “แม่ง เชี่ยอะไรวะ อายุอานามปาเข้าไปเท่าไรไม่หัดอยู่เฉยๆ บ้างวะ ออกมาดิ้นพล่านหาเรื่องอยู่ได้”
ขณะมองด้านหลังของมินามิโนะ เคอิและพรรคพวกจากไป หลิงเจิ้นก็เอ่ยขึ้น “จื่อเซวียน นายต้องระวังตัวให้ดีนะ ดูเหมือนว่าคราวนี้มินามิโนะ เคอิตั้งใจจะโค่นพวกเราลงให้ได้”
ซ่งจื่อเซวียนมองคนเหล่านี้ด้วยสายตาเย็นชา ไม่ปริปากพูดอะไร
“ตอนนี้ไพ่ตายของเราคือบันทึกหย่งซั่น จื่อเซวียนตอนนี้ยังไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่น ทุ่มเทกับทีมวิจัยให้เต็มที่เถอะ”
ทว่าซ่งจื่อเซวียนกลับสั่นศีรษะเล็กน้อย “ไม่ครับ ผมต้องอยู่เฝ้าปู่สามวัน เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง”
“เอ่อ…”
เฉิงหวาลี่มีสีหน้าลำบากใจ ทว่าคำพูดของซ่งจื่อเซวียนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกอีก
ท่านผู้เฒ่าฟางเพิ่งจะจากไป จิตใจของเขาคงบอบช้ำ การไว้ทุกข์…ไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิเลย
“เอาที่จื่อเซวียนสบายใจเถอะ ก็ดีจะได้แสดงความกตัญญูไปด้วย”
หลิงเจิ้นกล่าว
แต่ในใจเขายังกังวลอยู่ดี การมาของมินามิโนะ เคอิในคราวนี้เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน เกรงว่าจะอันตราย
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป ถังหย่าฉีอยากจะอยู่ไว้ทุกข์เป็นเพื่อซ่งจื่อเซวียน แต่กลับถูกซ่งจื่อเซวียนปฏิเสธ
เขาแค่อยากจะอยู่เป็นเพื่อนท่านผู้เฒ่าเงียบๆ สักสองสามวัน และให้ถังหย่าฉีกลับไปสะสางงานที่ถังกรุ๊ปก่อน
ถังหย่าฉีจึงต้องกลับไปปักกิ่งไปก่อน
ในสุสาน เหลือเพียงซ่งจื่อเซวียน ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วที่อยู่ไม่ไกลออกไป
พวกเขาไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวาย เพราะรู้ดีว่าซ่งจื่อเซวียนต้องการอยู่เงียบๆ จึงทำได้เพียงอยู่เคียงข้างอย่างเงียบๆ
เมื่อกลับมาถึงวิทยาลัย เฉิงหวาลี่ก็ลงมือรับผิดชอบงานวิจัยด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
เดิมทีเขาฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ซ่งจื่อเซวียน แต่ใครจะรู้ว่าท่านผู้เฒ่าฟางจะด่วนจากไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ เขาจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน
หน้าหลุมศพ ซ่งจื่อเซวียนหยิบเอ้อร์กัวโถวขวดหนึ่งออกมา รินใส่แก้วจนเต็ม แล้วเทบางส่วนลงบนพื้น
“ปู่ครับ วันนี้หลานมาเยี่ยมนะ พรุ่งนี้ก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนด้วย วันมะรืนผมก็จะมาอีก ถึงปู่จะรำคาญ ผมก็ไม่ไปไหนหรอกนะ”
ซ่งจื่อเซวียนพูดพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น
“มีแต่คนบอกว่าปู่น่ะไม่ได้เข้าใจชีวิตเลย แต่ผมคิดว่าปู่น่ะรู้หมดทุกอย่างเลยนะ
ผมชอบพูดว่าปู่ทั้งแก่ทั้งเลอะเลือน แต่ที่จริงดวงตาของปู่ใสอย่างกับกระจกแน่ะ ปู่เอาแต่ถามว่ามังกรทะยานสี่ย่านน้ำไปถึงไหนแล้ว ผมก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงบอกว่าไม่ว่างตลอดเลย
แต่สุดท้ายพอหลานทำออกมาได้สำเร็จ ปู่ชิมไปแค่คำเดียวก็…”
พูดมาถึงตรงนี้ ซ่งจื่อเซวียนก็เข่าทรุดลงไปและร่ำไห้อย่างขมขื่น
ผู้ชายผู้เข็มแข็งคนนี้ ไม่ว่าจะเผชิญกับคู่ต่อสู้แบบไหน ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาเลยสักครั้ง
แต่คืนนี้ เขากลับร้องไห้เหมือนเด็ก
ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ พวกเขาเคยคารวะท่านผู้เฒ่าเช่นกัน รู้ดีว่าถึงอีกฝ่ายจะปากร้าย แต่ก็รักลูกหลานทุกคน
ซ่งจื่อเซวียนยกแก้วกระดกจนหมด
“เติมอีกแก้วนะครับปู่ พอปู่ไปแล้ว เพื่อนๆ คงจะได้อยู่กันพร้อมหน้าแล้วใช่ไหม อย่าลืมกินข้าวให้เยอะๆ ดื่มเหล้าน้อยๆ นะครับ
ผมได้อ่านทั้งตำราอาหารราชวงศ์ชิงและบันทึกหย่งซั่น ปู่ครับ ผมเข้าใจสิ่งที่ปู่พูดถึงแล้ว ผมเข้าใจมันเองได้ ไม่ต้องห่วงนะครับ ยกให้เป็นหน้าที่ผมเถอะ ผมจะไปต่อบนเส้นทางนี้เอง”
…
ปักกิ่ง ชั้นบนสุดของโรงแรมอิมพีเรียล
ท้องฟ้ามีฝนตกปรอยๆ แต่บนดาดฟ้าของโรงแรมมีร่มกันแดดเหล็ก เส้นผ่านศูนย์กลางของร่มประมาณสองเมตรครึ่ง คนใต้ร่มจึงไม่เปียกแม้แต่น้อย
มินามิโนะ เคอิเงยศีรษะขึ้นมองท้องฟ้าสีเทาหม่นของปักกิ่ง
“คนที่แข็งแกร่งที่สุดในวงการอาหารจีนได้จากไปแล้ว เช่นเดียวกับชะตากรรมของอาหารจีน”
เขาพูดพร้อมกับหยิบซิการ์ขึ้นมาสูบ
“โจอิจิ การแข่งขันอาทิตย์หน้า แกต้องทำให้เต็มที่นะ”
“ครับอาจารย์ ศิษย์เข้าใจ”
“ทักษะทำอาหารของซ่งจื่อเซวียนเป็นยังไงบ้าง” มินามิโนะ เคอิเอ่ยถาม
“เอ่อ…อาจารย์ครับ ผมเคยพูดคุยกับเขาประมาณสองสามครั้ง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอาหารของสองประเทศมากมาย แต่ซ่งซังยังไม่เคยแสดงทักษะการทำอาหารอะไรออกมาเลยครับ” โอโนะ โจอิจิตอบ
มินามิโนะ เคอิได้ยินดังนั้นก็ชะงักงัน ก่อนจะหันขวับไปมองโอโนะ โจอิจิด้วยสายตาคาดคั้น
“ว่าไงนะ โจอิจิ แกทำให้ฉันผิดหวังมาก”
“ครับ อาจารย์”
โอโนะ โจอิจิพูดพร้อมกับลดศีรษะ
“แกคิดว่าฉันให้แกมาที่ประเทศจีนเพื่อเป็นเพื่อนกับซ่งจื่อเซวียนหรือไง”
“อาหารญี่ปุ่นจะไม่มีวันถูกชนชาติอื่นมาเหยียบย่ำ ตลอดหลายปีมานี้ ฉันเดินทางไปทั่วยุโรปและอเมริกา และถึงกับทำให้คนท้องถิ่นหันมาสนใจอาหารญี่ปุ่นของเราได้
เมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารญี่ปุ่น สเต็ก สลัด หรือแม้แต่อาหารในร้านมิชลิน ก็เป็นแค่อาหารเบสิก
ความสำเร็จอยู่ที่ส่วนผสม ไม่ใช่ฝีมือการปรุงที่ประณีต พูดได้เลยว่าตอนนี้อาหารญี่ปุ่นครองทั่วยุโรปและอเมริกาแล้ว
แต่ติดแค่เรื่องเดียว…อาหารจีนมีรากฐานหยั่งลึก นอกจากจะให้ความสำคัญกับสี กลิ่น และรสชาติ แต่ยังผ่านการสั่งสมประวัติศาสตร์มายาวนานนับพันปีอีกด้วย
คิดว่าการเอาชนะในคราวเดียวมันง่ายนักเหรอ ฉันให้แกไปศึกษาคู่ต่อสู้ แกคิดว่านี่เป็นการส่งเสริมมิตรภาพของพวกแกงั้นเหรอ”
โอโนะ โจอิจิก้มศีรษะลงด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
มินามิโนะ เคอิโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเขวี้ยงซิการ์ในมือใส่หน้าโอโนะ โจอิจิโดยตรง
แม้จะเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขาก็ยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ
“ครับอาจารย์ ผมผิดไปแล้วครับ!”
“ผิดเหรอ ความผิดของแกทำให้ความพยายามหลายสิบปีของฉันหยุดชะงักได้หรือเปล่า จำไว้ให้ดีนะโอโนะ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ต้องเอาชนะประเทศจีนให้ได้ แต่ต้องทำให้เชฟที่เก่งที่สุดของพวกมันเจ็บปางตายด้วย!
แบบเดียวกับที่โอวหยางเฟิ่งเหยาทำให้ฉันเดินไม่ได้เมื่อหลายปีก่อน ตาต่อตาฟันต่อฟัน!”
ได้ยินดังนั้น โอโนะ โจอิจิก็เงยหน้าขึ้นมาทันที “ไม่ครับอาจารย์…ซ่งซังเป็นคนดีจริงๆ ผมไม่อยากใช้วิธีสกปรกในการแข่งขันอีกต่อไปแล้ว”
“ไอ้สารเลว! โอโนะ แกลืมไปแล้วเหรอ แกไม่ใช่คนทั่วไปคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่เชฟคนหนึ่ง แต่แกเป็นคนญี่ปุ่น แล้วแกก็เป็นลูกศิษย์ของฉันด้วย”
“แต่…”
“ไม่มีแต่ แกคงจะลุ่มหลงไปกับบรรยากาศของประเทศจีนไปแล้วสินะ”
มินามิโนะ เคอิถลึงตาโพลง และแผดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยว
ผู้ที่อยู่รายล้อมคล้ายจะรู้สึกถึงโทสะของเขาด้วย จึงก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
พวกเขารู้ว่าเมื่อมินามิโนะ เคอิโมโห พวกเขาทุกคนจะตกอยู่ในอันตราย
อาจารย์ที่เบื้องหน้าดูเป็นคนใจดี พอโกรธลูกศิษย์ตัวเองขึ้นมา ถึงกับทุบตีจนตัวเขียวช้ำก็มี
ในฐานะที่เป็นศิษย์ของมินามิโนะ เคอิ พวกเขาทำได้แค่เชื่อฟัง
โอโนะ โจอิจิหันหลังเดินออกไปท่ามกลางสายฝน หลับตาลง ปล่อยให้น้ำฝนชโลมร่างกายเพื่อเรียกสติตนเอง
แต่ถึงอย่างนั้นภาพที่เขาได้กินดื่มเฮฮากับซ่งจื่อเซวียนกลับผุดขึ้นมาในใจ
เขาจำตอนที่แกล้งเมาในวันนั้นได้ ซ่งจื่อเซวียนยังอุตส่าห์ช่วยแบกเขากลับมาโรงแรมตลอดทาง
เขาไม่เคยรู้สึกถึงมิตรภาพเช่นนี้มาก่อนตั้งแต่เด็ก แต่ครั้งนั้นกลับทำให้หัวใจของเขาอบอุ่น
ในห้วงขณะหนึ่งน้ำตาและหยาดฝนผสมปนเปเข้าด้วยกัน โอโนะ โจอิจิทั้งรู้สึกขัดแย้งทั้งรู้สึกเจ็บปวด
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน มินามิโนะ เคอิกลับตะโกนขึ้นมาว่า “แกเป็นใคร!”
“ผมคือโอโนะ โจอิจิ!”
“แกเป็นใคร”
“ผมเป็นคนญี่ปุ่น และเป็นลูกศิษย์ของมินามิโนะ เคอิ!”
“ถ้าแกแพ้คู่ต่อสู้ในการแข่งขันครั้งนี้ แกจะทำยังไง”
โอโนะ โจอิจิลังเล
“พูดออกมา พูดสิ่งที่แกคิดออกมาเร็วๆ!”
โอโนะ โจอิจิเชิดหน้าขึ้นทั้งน้ำตา และกู่ร้องด้วยใจที่แหลกสลาย “ผมจะเอาชนะวงการอาหารจีน ผมจะเอาชนะซ่งจื่อเซวียน ผมจะทำให้มันลุกขึ้นยืนอีกไม่ได้!”
มินามิโนะ เคอิระบายยิ้มบางๆ
เขาเข็นรถเข็นไปข้างหน้า
“โอโนะ จำคำพูดของแกไว้ให้ดี ถ้าแกเอาชนะซ่งจื่อเซวียนได้ล่ะก็ ฉันจะจัดงานฉลองให้แกทันทีที่กลับญี่ปุ่น”
“ครับอาจารย์!”
มินามิโนะ เคอิพยักหน้าช้าๆ และเรียกให้โอโนะ โจอิจิเข้ามาในร่ม
ขณะมองศิษย์ของตน เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “โจอิจิ จำไว้ให้ดี ไม่ว่าแกจะทำอะไรก็ตามแกต้องมีจุดยืนเป็นของตัวเอง เหมือนกับครั้งนี้ แกต้องเป็นตัวแทนของวงการอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด ห้ามใจอ่อน ห้ามออมมือเด็ดขาด!”
โอโนะ โจอิจิกำหมัดแน่น และพูดลอดไรฟัน “ครับ…อาจารย์…”
………………………………………………….
………………..