เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 517 กำหนดทีม
………………..
สองวันถัดมา ซ่งจื่อเซวียนยังคงเฝ้าสุสานของฟางจิ่งจือ แม้ว่าเขาจะนอนหลับไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ไม่จากไปไหน
ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วที่เห็นซ่งจื่อเซวียนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนด้วยดิน ต่างไม่พูดอะไร แต่คอยเฝ้าสุสานเป็นเพื่อน
ตลอดสามวันนี้ หานหรงจะมาหาทุกวัน และนำอาหารมาฝากเสมอ
เธอไม่ได้ชักชวนให้ลูกชายกลับบ้าน ในสายตาของเธอนี่เป็นสิ่งที่ซ่งจื่อเซวียนควรทำ
ตอนซ่งจื่อเซวียนยังเด็ก หานหรงรู้ดีว่าท่านผู้เฒ่าฟางเลี้ยงดูเขามาอย่างไร
เวลาที่เธอออกไปทำงาน ชายชราก็จะคอยดูแลซ่งจื่อเซวียนให้ ช่วยแบ่งเบาภาระของเธอไปได้ไม่น้อย ซึ่งจะว่าไปแล้ว นี่ถือเป็นบุญคุณต่อตระกูลซ่ง
ในช่วงสามวันนี้ ซ่งจื่อเซวียนร้องไห้นับครั้งไม่ถ้วน และพูดคุยกับชายชราเกี่ยวกับทุกเรื่อง
ทั้งเรื่องสมัยเป็นเด็ก ทั้งเรื่องทำอาการ และแน่นอนเรื่องที่เขาจะแข่งกับทีมของมินามิโนะ เคอิครั้งนี้ด้วย
แม้ว่าฟางจิ่งจือจะไม่เคยตอบกลับ แต่ซ่งจื่อเซวียนก็ไม่เคยไม่อยากพูด
หลังจากผ่านไปสามวันซ่งจื่อเซวียนก็สูดหายใจเข้าลึก
“ปู่ครับ การแข่งขันกับมินามิโนะ เคอิใกล้จะเริ่มแล้ว ผมต้องกลับวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องห่วงนะ ต่อไปผมจะมาเยี่ยมบ่อยๆ แล้วก็จะเอาเหล้ามาฝากทุกครั้งด้วย มั่นใจได้เลย”
พูดจบเขาก็เดินไปหาซางเทียนซั่วและฟางรุ่ย
“ไปกันเถอะ”
“อาจารย์ ผ่านมาตั้งสามวัน กลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนดีกว่านะครับ”
“ใช่ครับนายท่านรอง ยังไม่ต้องรีบกลับปักกิ่งก็ได้นี่ครับ กลับไปนอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนดีกว่านะครับ”
“ไม่ต้อง จริงๆ แล้วไม่มีใครรู้เลยว่าปู่ยังมีความปรารถนาอีกอย่างหนึ่ง” ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
ทั้งสองสบสายตากัน เห็นได้ชัดว่าเดาไม่ออกเลย
“นั่นคือการผลักดันอาหารจีน พร้อมอ้าแขนต้อนรับใครก็ตามที่มาเรียนรู้แลกเปลี่ยน แต่พวกที่มาบ่อนทำลายต้องไล่กลับบ้านเก่าซะให้หมด”
ประโยคนี้ทำให้ฟางรุ่ยและซางเทียนซั่วต่างเลือดร้อนขึ้นมาทันที
อย่างที่เขาว่า ยามมิตรสหายมาเยือน เราต้อนรับด้วยสุรา เมื่อพาลมา ต้องต้อนรับด้วยลูกซอง
“พวกคนญี่ปุ่นจองหอง คิดว่าตัวเองเป็นที่หนึ่งของเอเชีย งั้นพวกเรามาโบกธงของบรรพบุรุษ ไล่พวกมันกลับบ้านเก่ากันดีกว่า!”
“ใช่ ส่งพวกสารเลวกลับไปซะ!” ซางเทียนซั่วกล่าวด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เช็ดถูหลุมศพของชายชราอีกครั้ง เมื่อเจอผู้ดูแลสุสานก็ยัดเงินหนึ่งพันหยวนใส่มือ แล้วฝากฝังให้ช่วยดูแลหลุมศพของฟางจิ่งจือก่อนจะจากไป
สองวันมานี้ เรื่องต่างๆ ในวิทยาลัยอาหารปักกิ่งดำเนินไปตามปกติ ดูเผินๆ เหมือนจะสงบสุขดี แต่ทีมวิจัยกลับมีงานล้นมือ
อย่างที่ฟางจิ่งจือกล่าวไว้ในตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำราอาหารราชวงศ์ชิงหรือบันทึกหย่งซั่น ต่อให้อยู่ในมือใครก็ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ตรงที่คุณต้องเข้าใจ
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเข้าใจได้
สำหรับทีมวิจัยครั้งนี้ พวกเขาพยายามศึกษาอาหารทุกเมนู ทว่างานวิจัยอาหารทั่วไปที่พวกเขาเคยเจอมาไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาสักเท่าไร
บางเมนูเช่นข้าวผัดหยกทอง พวกเขาไม่เข้าใจวิธีการทำเลย
ดังนั้นถึงจะดูงานยุ่ง แต่ความคืบหน้าไม่ค่อยมี
เรื่องนี้ทำให้เฉิงหวาลี่ร้อนใจ ใจจริงอยากจะให้ซ่งจื่อเซวียนกลับมา เพราะพรสวรรค์ของเขาเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดในสายตาของทุกคน
แต่ติดที่เรื่องของท่านผู้เฒ่า เขาจึงไม่กล้าจะไปเร่งรัด
สามวันมานี้ช่างทรมานเขาเหลือเกิน แต่ละวันผ่านไปด้วยความตึงเครียดและวิตกกังวล
หลินอู๋ซิ่วที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอาหาร ขณะเดียวกันก็ขีดๆ เขียนๆ ในสมุดไปด้วย
เขาเองก็ถูกเฉิงหวาลี่เชิญมาร่วมทีมวิจัยอย่างเร่งด่วน เพราะสมาชิกทีมวิจัยอย่างหลงรื่อเยวี่ย หยางจวิ้นเย่และคนอื่นๆ ต่างถูกตัดออกจากทีมไปทีละคน ถือเป็นการสูญเสีย ไหนจะธุระปะปังของซ่งจื่อเซวียนทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปในคราวเดียว
แต่พอเห็นหลินอู๋ซิ่วเกาศีรษะ ทำหน้าเคร่งเครียดแล้ว ก็รู้ว่าไม่มีความคืบหน้าเลย
“ผอ.เฉิง นี่คือสิ่งที่เรียกว่าบันทึกหย่งซั่นจริงๆ เหรอครับ นี่มันไม่มีเมกเซนส์เลย ตอนนี้เหมือนเรากำลังศึกษาไก่ผัดถั่วลิสงพริกแห้งกับลูกชิ้นหนานเจียนไปวันๆ เลยนะครับ”
“นี่…บันทึกหย่งซั่นน่ะไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ว่า…ฉันเองก็แกะข้อความไม่ออกเหมือนกัน มีหลายส่วนที่ฉันยังสงสัยว่าเป็นเมนูอาหารจริงๆ หรือเปล่า อย่างเมนูสุดท้ายอี้ถงเจียงซานก็ไม่มีแม้แต่วิธีทำด้วยซ้ำ”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ใช่เลยครับ ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่กี่วันทีมมินามิโนะ เคอิจะมาถึงแล้ว พวกเราต้องเสร็จพวกเขาแน่เลยครับ”
“เฮ้อ ท่านผู้เฒ่าหลิงกับคุณโอวหยางก็กลับไปแล้วด้วย ฮ่าๆ คราวนี้ฉันซวยของจริงแล้วล่ะ” เฉิงหวาลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นๆ
ในขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักออก ซ่งจื่อเซวียนเดินเข้ามา เฉิงหวาลี่และพวกรีบกรูเข้ามาห้อมล้อมราวกับได้พบผู้ช่วยชีวิต
“จื่อเซวียน นายกลับมาแล้ว จัดการธุระเรื่องท่านผู้เฒ่าเป็นยังไงบ้างล่ะ”
เฉิงหวาลี่ไม่สามารถโพล่งถึงบันทึกหย่งซั่นได้ทันที ดังนั้นจึงต้องถามเรื่องของท่านผู้เฒ่าฟางเสียก่อน
“ไม่ต้องห่วงครับผอ.เฉิง ตอนนี้ราบรื่นมากแล้ว ไว้ผ่านช่วงนี้ไปแล้วผมจะไปไหว้หลุมศพท่านอีกรอบ ที่กลับมาคราวนี้ก็เพื่อจะแข่งกับโอโนะ โจอิจิอย่างเต็มที่ครับ”
อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนเองก็คิดว่าโอโนะ โจอิจิไม่ใช่คนเลวร้ายสักเท่าไร
แม้ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่น แต่ตัวเขาค่อนข้างเป็นคนง่ายๆ เวลาพูดคุยกับซ่งจื่อเซวียนไม่มีการไว้ตัว และยังพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเรื่องวิธีทำอาหารอีกหลายอย่างด้วย
แต่จุดนี้ไม่มีทางกระทบต่อการแข่งขัน ในสายตาของซ่งจื่อเซวียน ความสัมพันธ์ส่วนตัวอาจจะทำให้พวกเขากลายเป็นเพื่อนกันได้
แต่ถึงเวลาที่เป็นศัตรู เขาก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด
ต่อให้อีกฝ่ายควบคุมไฟมา ซ่งจื่อเซวียนก็จะโต้กลับจนสุดแรงเช่นกัน
“เยี่ยมไปเลยจื่อเซวียน นายคิดได้อย่างนั้นฉันก็วางใจ งั้นช่วงนี้ก็ตั้งใจศึกษาตำราอาหารให้เต็มที่เถอะนะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า “ไม่จำเป็นหรอกครับ มาลับมีดก่อนออกรบเอาป่านนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ผมคิดว่าเราควรจะแบ่งทีมกันก่อน”
เฉิงหวาลี่ผงะ แต่ก็พยักหน้าทันที “โอเค ครั้งนี้นายเป็นคนนำทีม แล้วแต่นายจะตัดสินใจเถอะ”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว “คนส่วนใหญ่ที่นี่เป็นผู้อาวุโสกับนักศึกษาของผม ตอนนี้ผมจะตั้งทีมสี่คน ซึ่งเป็นการวางกลยุทธ์เอาชนะการแข่งขันคราวนี้ล้วนๆ ไม่ได้มีเจตนาจะตัดสินฝีมือการทำอาหารของใครนะครับ”
ทุกคนพยักหน้า
เดิมทีคู่ต่อสู้ของเราคราวนี้ตั้งทีมสี่คน แต่ตอนนี้มินามิโนะ เคอิเพิ่มคนเข้ามาในทีมอีกหนึ่ง เพราะฉะนั้นพวกเราก็ต้องตั้งทีมห้าคนด้วยเหมือนกัน”
เฉิงหวาลี่กล่าว
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ และหยิบปากกาขึ้นมาจดบันทึกบนกระดาษ
“ผมจำได้ว่าผอ.หลินเคยแนะนำมาก่อน ทีมของพวกเขามีหัวหน้าเชฟหนึ่งคน มือหั่นหนึ่งคน ผู้ช่วยงานจิปาถะหนึ่งคน และผู้ช่วยเชฟหนึ่งคน”
หลินอู๋ซิ่วพยักหน้า “ถูกต้อง แต่เราไม่มีข้อมูลของคนที่ถูกเพิ่มเข้ามาภายหลังนี่สิ”
ซ่งจื่อเซวียนครุ่นคิด “ตามหลักแล้วทีมสี่คนกำลังดี แต่จู่ๆ มาเพิ่มคนเอาป่านนี้…บางทีฝ่ายนั้นอาจจะใช้การควบคุมไฟในระหว่างการแข่งขัน”
“อะไรนะ ควบคุมไฟเหรอ”
ทุกคนต่างตะลึงงัน คนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครสามารถควบคุมไฟได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาเคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีทำอาหารแบบนี้มาก่อน
“ควบคุมไฟ…ตอนนี้วงการอาหารจีนแบนการควบคุมไฟนี่ พวกเขาจะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ”
โหย่วไท่กล่าว
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มออกมา “ก็มันไม่ใช่กฎข้อห้ามอย่างเป็นทางการนี่ครับ ดังนั้นถึงอีกฝ่ายจะใช้เทคนิคนี้ อย่างมากก็แค่ถูกตราหน้าในวงการ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ ถูกไหมครับ”
ทุกคนพยักหน้า โหย่วไท่เอ่ย “ถูกต้อง ถ้าอีกฝ่ายเอาชนะเราด้วยวิธีนี้ ต่อให้โดนประณามยังไง สุดท้ายพวกเราก็แพ้อยู่ดี”
“ดังนั้นเราจึงพิจารณาข้อนี้ด้วย การแข่งขันครั้งนี้เราสามารถเลือกได้เฉพาะคนในวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้วยเช่นกัน”
อันที่จริงซ่งจื่อเซวียนหวังว่าหลี่เหยียนจะเข้าร่วมทีมได้ แต่ตอนนี้หลี่เหยียนยังไม่ใช่คนของวิทยาลัย
ถึงจะสมัครเข้าตอนนี้ก็ไม่ทันการอยู่ดี ถ้าอีกฝ่ายรู้เข้า การแข่งขันอาจเป็นโมฆะ
อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นทีมของมินามิโนะ เคอิ และยังเป็นลูกศิษย์ของมินามิโนะ เคอิด้วยเช่นกัน
ดังนั้นวิทยาลัยก็ต้องทำแบบเดียวกัน อีกอย่าง การที่เป็นวิทยาลัยใหญ่โตดึงเอาคนนอกมาร่วมทีม ก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก
“ก่อนอื่นพวกเรามาเลือกหัวหน้าเชฟ มือหั่น ผู้ช่วยงานจิปาถะกับผู้ช่วยเชฟกันดีกว่า”
ซ่งจื่อเซวียนพูด “ดูจากรูปการณ์ตอนนี้ ผมเป็นหัวหน้าเชฟ ซางเทียนซั่วเป็นมือหั่น ถึงเขาจะไม่ได้เข้าร่วมทีมวิจัย แต่ผมก็รู้จักเทียนซั่วดี ถ้าพูดถึงทักษะการใช้มีด ฝีมือของเขาไม่แพ้ผู้อาวุโสที่ในที่นี้แน่นอนครับ”
“ท่านเป้ยเล่อรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยงานจิปาถะ คอยช่วยเตรียมส่วนผสมและการปรุงอาหารขั้นต้น”
ท่านเป้ยเล่อพยักหน้า “ไม่มีปัญหา”
ซ่งจื่อเซวียนพูดต่อ “ต่อไปเป็นผู้ช่วยเชฟ หน้าที่ของผู้ช่วยเชฟคือประสานงานระหว่างผมกับคนอื่นๆ ห้ามประมาทเด็ดขาด และถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ผมไม่สามารถคุมต่อได้ คนคนนี้ต้องขึ้นมาทำหน้าที่แทนผม!”
เฉิงหวาลี่กล่าว “ถูกต้อง คนคนนี้ต้องมีประสบการณ์สูง และต้องเคยผ่านสนามแข่งมาก่อน!”
ซ่งจื่อเซวียนหันไปมองเฉิงฮ่าวทันที
สายตานั้นทำให้เฉิงฮ่าวค่อนข้างประหลาดใจระคนดีใจ
เขาไม่คาดหวังว่าสุดท้ายอาจารย์จะเลือกเขา
“เฉิงฮ่าวมานี่สิ!”
หลายคนรู้สึกประหลาดใจ เพราะเฉิงฮ่าวไม่ได้มีประสบการณ์โชกโชน และไม่ได้เจนสนามถึงขั้นนั้น
“ผมรู้ว่าทุกคนอาจจะไม่เห็นด้วย แต่เท่าที่ผมรู้จักเฉิงฮ่าว เขามีคุณสมบัติเพียงพอกับตำแหน่งนี้ครับ เพราะตำแหน่งนี้ต้องมีคุณลักษณะที่เรียกว่าการคุมสติ!”
ทันใดนั้นดวงตาของเฉิงฮ่าวก็ชื้นขึ้นมา เขาพูดด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง “หัวหน้าอาจารย์ครับ เฉิงฮ่าวจะทำให้เต็มที่ แม้เลือดตากระเด็นก็จะไม่ยอมให้เตาของเราสั่นคลอนครับ!”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ “โอเค ฉันจะคอยดู แต่ต่อจากนี้อีกไม่กี่วันฉันจะติวเข้มนาย”
“ครับ หัวหน้าอาจารย์”
หลินอู๋ซิ่วกล่าว “ตอนนี้เลือกคนครบแล้ว ถ้าอย่างนั้นคนที่จะเข้ามาเพิ่มล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนเคลื่อนสายตาไปหาตวนมู่เยวี่ย “ตวนมู่ ต้องเธอแล้วล่ะ!”
เฉิงหวาลี่เอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้ “จื่อเซวียน คือว่า…เฉิงฮ่าวน่ะยังพอจะเป็นผู้ช่วยเชฟได้ แต่ตวนมู่เป็นผู้หญิงนะ ถึงนายจะรับผิดชอบทีมคราวนี้ แต่ฉันขอถามเหตุผลหน่อยได้ไหม”
ได้ยินดังนั้น ซ่งจื่อเซวียนก็คลี่ยิ้มสบายๆ “ง่ายๆ เลยครับ ทีมนั้นเพิ่มคนเข้ามาเพื่อเสิรมความสามารถในการควบคุมไฟ พวกเราก็จะตอบโต้ด้วยวิธีการเดียวกันครับ”
“อะไรนะ ตวนมู่…ควบคุมไฟได้งั้นเหรอ”
แม้แต่ตวนมู่เยวี่ยเองยังเหวอไปด้วย “คุณ…คุณรู้ได้ยังไง”
“หึๆ ของแบบนี้ต้องสังเกตให้ดี ตวนมู่ ฉันไม่รู้ว่าเธอไปเรียนวิธีทำอาหารกับควบคุมไฟมาจากใคร แต่คราวนี้…ขอร้องเถอะนะ!”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ไม่มีปัญหาค่ะ”
เฉิงหวาลี่ค่อนข้างสับสน คราวนี้ซ่งจื่อเซวียนมีสิทธิ์ตัดสินใจเต็มที่ แต่เขาไม่เห็นด้วยกับทีมนี้จริงๆ
ในมุมมองของเขา ถ้าเลือกอาจารย์หรือแม้แต่อาจารย์อาวุโสอย่างโหย่วไท่คงจะอุ่นใจมากกว่า
แต่เขาเองก็ไม่มีวิธีการรับมือจริงๆ จึงได้แต่ฟังซ่งจื่อเซวียน
“จื่อเซวียน ยังมีเวลาสามวันก่อนการแข่งขัน นายคิดจะทำยังไง” เฉิงหวาลี่ถาม
ซ่งจื่อเซวียนสูดหายใจเข้าลึกๆ “สี่คนที่ขานชื่อไปเมื่อกี้ ไปเก็บข้าวของเอาเครื่องครัวมาให้พร้อม เราจะไปเก็บตัวที่เขตป่านอกวิทยาลัยกันสามวัน!”
…………………………………………….
………………..