เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 518 เนื้อวัวป่า
ตอนที่ 518 เนื้อวัวป่า
………………..
ซ่งจื่อเซวียนพาทุกคนในทีมเข้าไปในเขตป่า
นอกจากพวกเขาเหล่านี้ ซ่งจื่อเซวียนยังพาฟางรุ่ยและต้าเหมาไปด้วย
ซ่งจื่อเซวียนรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ทุกคนในที่นี้ต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างแน่นอน
ดังนั้น เขาจึงยกงานหนักให้กับฟางรุ่ยและต้าเหมา
หลังจากเดินเข้าไปยังเขตป่าแล้ว ซ่งจื่อเซวียนก็พาคนทั้งหมดเดินลึกเข้าไปอีก
เนื่องจากวิทยาลัยเตรียมรถไฟฟ้าขนาดเล็กให้พวกเขา จึงไม่จำเป็นต้องแบกสัมภาระให้เมื่อยระหว่างการเดินทาง
ท่านเป้ยเล่อรับหน้าที่ขับรถ ส่วนที่เหลือเดินเท้า
ซางเทียนซั่วกล่าว “อาจารย์ ยังมีที่นั่งในรถอีกตั้งที่หนึ่ง ทำไมไม่ไปนั่งล่ะครับ”
“ไม่ต้องหรอก พวกเราเดินไปด้วยกันนี่แหละ รถไฟฟ้าคันนี้เอามาใช้ขนเครื่องครัวเป็นหลัก อย่างพวกเตาเนี่ย ถ้าต้องแบกขึ้นหลังเดินไปตลอดทาง รุ่ยจื่อได้เหนื่อยตายพอดี”
“ถ้างั้น…ให้ผมไปนั่งสักแป๊บได้ไหม” ซางเทียนซั่วเอ่ยถาม
ซ่งจื่อเซวียนกลอกตาใส่เขา แล้วเลิกสนใจ
ซางเทียนซั่วส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด “เฮ้อ มือหั่นอย่างผมยังสู้ผู้ช่วยงานจิปาถะไม่ได้ ไม่ยุติธรรมเลย”
ท่านเป้ยเล่อยิ้มและกล่าวว่า “เทียนซั่วเลิกบ่นได้แล้ว ถ้าเทียบกันฉันเป็นรุ่นพี่ของนายนะ กล้าล่วงเกินรุ่นพี่แบบนี้ได้ยังไง”
“ก็ได้ ไม่พูดแล้ว พูดเยอะเดี๋ยวจะมีน้ำตากันเปล่าๆ”
ทุกคนพลันหัวเราะออกมา
ต้องยอมรับว่าการร่วมทางกับตัวฮาอย่างซางเทียนซั่วถือเป็นเรื่องที่ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยในตอนขามา ทุกคนก็ยังพูดคุยหัวเราะกันได้
ในความคิดของพวกเขารู้สึกเหมือนไปตั้งแคมป์มากกว่า แต่แน่นอนว่ามีเพียงซ่งจื่อเซวียนเท่านั้นที่รู้ว่าสามวันต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาเดินไปถึงเนินเขาลูกหนึ่ง พื้นที่รอบด้านโล่งโจ้ง นอกจากต้นไม้สองสามต้นที่ขึ้นกระจัดกระจายบนพื้นหญ้าแล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่นอีก
“ครับหัวหน้าอาจารย์”
“เท่าที่ศึกษาบันทึกหย่งซั่นมาหลายวันได้ความว่ายังไงบ้าง”
“เอ่อ…” เฉิงฮ่าวตอบปัญหาอย่างยากลำบาก “บอกตามตรงนะครับหัวหน้าอาจารย์ ผมศึกษาบันทึกหย่งซั่นแล้วไม่ค่อยได้อะไรสักเท่าไร สูตรอาหารในบันทึกผมก็ดูจนหมดแล้ว แต่ผมรู้สึกไม่มีอะไรที่ทรงพลังเลยครับ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้าช้าๆ พอจะคาดเดาคำตอบได้อยู่แล้ว
แม้แต่ระดับเฉิงหวาลี่ หลินอู๋ซิ่วยังศึกษาได้ไม่แตกฉาน นับประสาอะไรกับเฉิงฮ่าว
“โอเค วันนี้พวกเราเอาวัตถุดิบอะไรมาบ้าง นายพอจะสังเกตเห็นไหม”
“ครับ ผมเห็นแตงกวา หัวไชเท้า เห็ด หัวหอมแล้วก็ไข่ไก่”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจในความใส่ใจของเฉิงฮ่าว ก่อนออกเดินทาง ซ่งจื่อเซวียนเอ่ยถามกับทุกคนส่งๆ ว่าเอาวัตถุดิบอะไรมาบ้าง แต่เฉิงฮ่าวกลับเป็นฝ่ายเริ่มสังเกตก่อนใคร
“อืม วัตถุดิบแค่นี้พอแล้ว จากนี้ไปนายต้องตั้งเตาที่ี่นี่ นายจะทำอาหารอะไรก็ช่างฉันไม่สน แต่ห้ามหยุดเด็ดขาด นอกจากเวลากินข้าวดื่มน้ำแล้ว มีเวลาพักให้หกชั่วโมง เข้าใจไหม”
อย่าว่าแต่เฉิงฮ่าว แม้แต่คนอื่นๆ ยังผงะเมื่อได้ยินที่เขาพูด
ให้เวลาพักหกชั่วโมง เวลาที่เหลือให้ทำอาหารเนี่ยนะ
“อาจารย์ เอ่อ…นี่มันไม่โหดไปหน่อยเหรอครับ เชี่ย เขาทำอาหารจนตายได้เลยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “ยังไม่ถึงตานายเลย เฉิงฮ่าว มีปัญหาไหม”
“ไม่มีปัญหาครับ หัวหน้าอาจารย์!”
เฉิงฮ่าวขบกรามตอบตกลง
แม้จะรู้สึกว่ามันยากมาก แถมยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของซ่งจื่อเซวียน แต่เขาก็ตอบรับทันที
เหตุผลนั้นง่ายมาก คนที่เข้าร่วมทีมในคราวนี้มีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือต้องเชื่อฟังและไว้ใจซ่งจื่อเซวียนอย่างไม่มีเงื่อนไข
หลังจากทิ้งเฉิงฮ่าวไว้ที่เนินเขาแล้ว ทุกคนก็เดินทางต่อ
“ครับอาจารย์!”
“เห็นป่าไผ่นั่นไหม”
“เห็นแล้วครับอาจารย์ ด้านหลังป่าไผ่เหมือนจะมีถ้ำด้วยนะ”
ซ่งจื่อเซวียนพยักหน้า “งั้นพวกเราไปสำรวจกัน”
ทุกคนเดินเข้าไปในถ้ำ ภายในถ้ำชื้นแฉะเนื่องจากมีลำธารเส้นเล็กไหลตลอดปี
นอกจากนี้ ด้านในยังมีกลิ่นอุจจาระ ซึ่งน่าจะเป็นของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ที่นี่
“เชี่ย กลิ่นอะไรเนี่ย…เหม็นโคตร!”
ซางเทียนซั่วพูดพร้อมกับโบกมือพัดที่หน้าของตน
ซ่งจื่อเซวียนมองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “เทียนซั่วสองวันนี้นายอยู่ที่นี่ไปนะ”
“หา?”
ลูกตาของซางเทียนซั่วแทบจะถลนออกมา
“อาจารย์ ผมไม่ต้องอยู่กับอาจารย์เหรอ”
“สองวันนี้นายอยู่ฝึกใช้มีดอยู่ที่นี่ซะ ไม่ใช่ว่าทักษะการใช้มีดของนายไม่ดี แต่ฉันอยากให้นายได้ฝึกฝนทักษะของตัวเองโดยไม่ถูกรบกวนไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม เหมือนกับเฉิงฮ่าว”
เนื่องจากอยู่ในป่า พวกเขาอาจจะประสบอุบัติเหตุอะไรก็ได้
อย่างเช่นพายุ หรือแม้แต่ฝนที่ตกหนัก หรือสัตว์ป่ารบกวน
ถ้าเป็นสัตว์ตัวเล็กก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นสัตว์ตัวใหญ่ ก็ต้องเผชิญหน้าอย่างใจเย็น
ก่อนที่จะเข้ามาในป่า ซ่งจื่อเซวียนก็ได้ถามกับเฉิงหวาลี่มาก่อนแล้ว และได้ความว่าในป่าลึกมีสัตว์ป่าอยู่จริงๆ วิทยาลัยต้องการปกป้องสิ่งแวดล้อมไว้จึงไม่กำจัดพวกมันทิ้ง
อย่างไรก็ดี ซ่งจื่อเซวียนมั่นใจอยู่แล้วว่าเขาไม่มีทางปล่อยให้เฉิงฮ่าวหรือซางเทียนซั่วตกอยู่ในอันตรายจริงๆ
เขามองป่าไผ่นอกถ้ำแล้วพูด “เทียนซั่ว ฉันไม่มีข้อกำหนดยากๆ แต่ให้เวลาพักผ่อนวันละแปดชั่วโมง เวลาที่เหลือฝึกใช้มีดซะ
น้ำตาเทียนซั่วซางแทบจะไหลออกมา ต้องหั่นผักสามวันเลยเหรอ ประสาทกลับหรือไง…
แต่คำสั่งของอาจารย์ จะฝ่าฝืนก็ไม่ได้
“ครับ…อาจารย์…”
แม้จะไม่เต็มใจ แต่ซางเทียนซั่วก็ตอบตกลงอยู่ดี
เมื่อพวกเขาออกมาจากถ้ำ ซางเทียนซั่วที่ยืนอยู่หน้าถ้ำก็พูดด้วยใบหน้าโศกเศร้า “อาจารย์ ถึงเวลาแล้วต้องกลับมารับด้วยนะ…”
ซ่งจื่อเซวียนปรายตามองเขา “ทำไมต้องทำตัวเหมือนสาวน้อยด้วยเนี่ย…”
“ผม…เฮ้อ อาจารย์ ยังไงก็ต้องกลับมารับผมนะ”
หลังเดินออกมาจากป่าไผ่ ท่านเป้ยเล่อก็เอ่ยขึ้น “ลูกพี่ จะสั่งอะไรผมครับ”
“ไม่ต้องทำตัวตลกเลยท่านเป้ยเล่อ สามวันนี้ต้องรบกวนคุณช่วยดูแลความปลอดภัยให้เฉิงฮ่าวกับเทียนซั่วแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรขอให้คุณกับต้าเหมาปกป้องพวกเขาทีนะครับ”
ซ่งจื่อเซวียนรู้ว่าฝีมือของต้าเหมาไม่ธรรมดา แม้ว่าสัตว์ป่าจะโผล่มาก็ไม่ครณายอดฝีมือผู้นี้
ตัวท่านเป้ยเล่อเองก็ไม่ได้อ่อนแอ บวกกับความเยือกเย็นสุดขั้วของเขาแค่นี้ก็ปกป้องสองคนนั้นได้แน่นอน
“งานง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“หึๆ คุณยังมีอะไรให้ผมเป็นห่วงอีกล่ะครับ จริงสิ บนรถมีคบไฟด้วย ถ้ามีสัตว์ป่าใช้ได้เลยนะครับ”
ท่านเป้ยเล่อยิ้ม “ไม่ต้องห่วง ฉันจะพาสองสหายที่เหนื่อยเจียนตายกลับมาส่งให้นายแบบไร้รอยขีดข่วนแน่นอน”
ซ่งจื่อเซวียนอดขำออกมาไม่ได้ ก็เล่นให้คนเขาทำงานไม่พักสองสามวันติดกัน มีหรือจะไม่เหนื่อยเจียนตาย
“งั้นก็โอเคครับ อ้อ พอตกค่ำอย่าลืมจุดไฟรอบๆ ตัวพวกเขาด้วยนะครับ จะได้ไม่มีอันตราย”
“รับทราบ ยังมีเรื่องอื่นอีกไหม” ท่านเป้ยเล่อถาม
“อืม…เอาเต็นท์ไปกางให้เฉิงฮ่าว เทียนซั่วอยู่ในถ้ำ ไม่ต้องกลัวแดดกลัวฝน แต่เฉิงฮ่าวยังไงก็ต้องช่วย”
“ครับผม ท่านผู้นำ ผมจะจัดการให้ตามนั้นครับ”
หลังจากมอบหมายภารกิจให้กับทุกคนแล้ว ก็เหลือแต่ซ่งจื่อเซวียน ตวนมู่เยวี่ยและฟางรุ่ย
“อะไรนะ รักษาเหรอ”
ตวนมู่เยวี่ยสงสัยว่าขึ้นเขามาคราวนี้ไม่ได้จะเตรียมตัวโค้งสุดท้ายก่อนแข่งหรอกเหรอ แล้วเกี่ยวอะไรกับการรักษา
“หึๆ อ้อ ยาที่ให้เธอไป ยังกินอยู่ตลอดใช่ไหม”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้าตอบ “ฉันถึงกับพกมาภูเขาด้วยเลยนะคะ”
ซ่งจื่อเซวียนอมยิ้ม อันที่จริงยาไม่ได้มีผลอะไร สรรพคุณหลักๆ แค่ช่วยไล่ความหนาว กำจัดความชื้นให้ผู้หญิงเท่านั้นเอง
แต่บางทีการใช้จิตวิทยาก็เป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่งเช่นกัน
ความเจ็บป่วยของตวนมู่เยวี่ยไม่ใช่โรคใดๆ…เพราะฉะนั้นเริ่มจากการจัดการอารมณ์ก่อนก็ไม่เลว
หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินลึกเข้าไปในป่า
เมื่อมองเห็นภูเขาสูงชันเบื้องหน้า ซ่งจื่อเซวียนก็พยักหน้า “ที่นี่คงจะเป็นสถานที่ที่ผอ.เฉิงบอก”
“หืม ซ่งจื่อเซวียน ตอนนี้เรากำลังหาอะไรอยู่”
“วัวป่า!”
ซ่งจื่อเซวียนตอบ “ในบันทึกหย่งซั่นบอกว่า เนื้อของวัวป่ามีคุณภาพกว่าวัวบ้านหลายเท่า
เพราะวัวป่าชอบวิ่งไปมาตั้งแต่เล็กๆ พวกมันเลยมีร่างกายที่แข็งแรงมาก พวกมันกินหญ้าแทนอาหารสัตว์ นอกจากนี้พวกมันยังอาศัยอยู่ตามหน้าผา และมีประสาทสัมผัสไว ส่งเสริมพัฒนาการของน้ำในสมองและเส้นประสาทของพวกมัน ทำให้เนื้อมีคุณภาพดี”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้าช้าๆ “พวกเราจะจับวัวกันเหรอคะ”
“หึๆ ประมาณนั้นแหละ”
พูดแล้วซ่งจื่อเซวียนก็หยิบเชือกออกมาเส้นหนึ่งโยนให้ฟางรุ่ย
“รุ่ยจื่อ เอานี่ไป ถึงเวลาค่อยเอาไปผูกกับเขามันนะ”
ฟางรุ่ยพยักหน้า “ได้ครับนายท่านรอง แต่ว่า…เจ้าวัวที่ว่านี่ต้องจับยังไงล่ะครับ”
“วัวป่ามีนิสัยก้าวร้าวรุนแรง ถ้าพวกมันเจอกับสถานการณ์สิ้นหวัง พวกมันจะกระโดดจากหน้าผา ไม่รอให้นายจับตัวมันได้หรอก
อีกอย่างหนังของมันยังหนา ยากที่จะบาดเจ็บ จุดอ่อนเดียวของมันอยู่ที่เขาซึ่งแข็งแกร่งที่สุด
ฟางรุ่ยยิ้ม “เข้าใจแล้วครับนายท่านรอง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็เลือกสถานที่ที่ป้องกันลมฝนได้ และสามารถจับตามองหน้าผาฝั่งตรงข้ามได้อย่างเต็มที่จากมุมนี้
คืนนั้นฝนตกหนักมาก ซ่งจื่อเซวียนรีบใช้วิทยุสื่อสารถามไถ่สถานการณ์ของฝั่งท่านเป้ยเล่อและเฉิงฮ่าว
ท่านเป้ยเล่อบอกว่าเขาทำการจุดไฟที่หน้าปากถ้ำและในเต็นท์เรียบร้อย พวกเขาไม่เปียกฝน แถมยังอบอุ่นมากอีกด้วย
เป็นเช่นนั้นซ่งจื่อเซวียนก็โล่งใจ เนื่องจากในภูเขาไม่มีสัญญาณ ทำได้แค่ใช้วิทยุสื่อสารภาคสนามพิเศษที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของวิทยาลัยเตรียมให้ในการคุยกันเท่านั้น
พวกซ่งจื่อเซวียนอีกสามคนปักหลักอยู่ที่เดิมแทบจะตลอดเวลา ด้วยกลัวว่าจะพลาดการปรากฏตัวของวัวภูเขา
หลังจากผ่านไปคืนหนึ่งตวนมู่เยวี่ยที่เป็นคนสะอาดสะอ้านในยามปกติ ตอนนี้ใบหน้าเปรอะเปื้อนขี้ดิน แม้แต่จมูกเล็กๆ ยังสกปรก
แต่ก็ยังดูน่ารักดี
ตวนมู่เยวี่ยคั่วยาแผนจีนกับไฟแล้วดื่มเข้าไป “ซ่งจื่อเซวียน ผ่านไปหนึ่งวันแล้วนะ พวกเราจะรอจนกว่าเจ้าวัวภูเขากลับมาไม่ได้ใช่ไหม”
“เหอะๆ นั่นก็เป็นไปได้ ฉันคงต้องโทษตัวเองแน่ถ้าไม่ได้วัตถุดิบชั้นดีแบบนี้มา”
“ยุงเยอะเป็นบ้าเลย” ตวนมู่เยวี่ยพูดพร้อมกับพัดมือไล่ยุงที่อยู่รอบตัวออกไป
ทันใดนั้นเอง สายตาของซ่งจื่อเซวียนก็จับจ้องไปที่หน้าผาฝั่งตรงข้าม
“พวกนายดูนี่สิ!”
เมื่อทั้งสองหันไป พวกเขาก็เห็นวัวภูเขาเดินบนชะง่อนผาอย่างว่องไว บางครั้งก็มีเสียงวัวร้องแว่วมาด้วย
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยความตื่นเต้น “งานของเรามาแล้ว สหายทั้งสอง เตรียมตัวรับภารกิจได้เลย!”
…………………………………………………..
………………..