เส้นทางเศรษฐีของ(ว่าที่)เชฟเหรียญทอง - ตอนที่ 519 ศึกตัดสิน
ตอนที่ 519 ศึกตัดสิน
………………..
ซ่งจื่อเซวียนพูดจบ ทั้งสามคนก็ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าช้าๆ
เนื่องจากวัวภูเขาแข็งแกร่งมาก แต่มีความคล่องแคล่วปานกลางและมีความระแวดระวังต่ำ
จึงเป็นโอกาสให้กับพวกซ่งจื่อเซวียน เข้าใกล้วัวภูเขาได้โดยไม่ต้องระวังเกินไป
แม้ว่าหน้าผาจะสูงชัน แต่ร่างกายของซ่งจื่อเซวียนไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ทำให้เขายังคงผ่อนคลายได้
ฟางรุ่ยยิ่งไม่ต้องพูดถึง ภูมิประเทศแบบนี้เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นสำหรับเขา เมื่อเทียบกับภารกิจที่ผ่านๆ มา
ตวนมู่เยวี่ยต่างหากที่ทำให้ซ่งจื่อเซวียนประหลาดใจ เพราะทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายของเธอเหนือความคาดหมายของซ่งจื่อเซวียนไปไกล
เดิมทีเขาคิดว่าตวนมู่เยวี่ยอาจจะตามพวกเขาแทบไม่ทัน ที่ไหนได้เธอไม่ได้รั้งท้ายแต่ยังเก่งพอๆ กับซ่งจื่อเซวียนอีกต่างหาก
พวกเขาค่อยๆ เข้าใกล้วัวภูเขา สายตาทั้งคู่ของซ่งจื่อเซวียนจับจ้องสัตว์กินพืชบนภูเขาตัวนี้
“มิน่าล่ะแรงถึงได้เยอะแบบนี้ ก็ได้กินสมุนไพรบนเขาลูกนี้ทุกวันเลยนี่นา”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มบางๆ สายตาพลันเป็นประกายด้วยความหวัง
“รุ่ยจื่อ นายมั่นใจแค่ไหนว่าจะยึดเขาของมันได้ด้วยเชือกนี่”
ฟางรุ่ยครุ่นคิด “นายท่านรอง ตอนนี้เราอยู่ห่างมันประมาณกี่เมตรครับ ถ้าในระยะสามเมตรผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์!”
“ไม่มีปัญหา พวกเราช้าลงหน่อย ค่อยๆ เข้าใกล้มันให้ได้ภายในระยะสามเมตร!”
พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ในจังหวะที่เข้าใกล้วัวภูเขาได้แล้ว จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง
วัวภูเขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาของมันฉายแววตกใจกลัว
และในตอนนี้เอง ดวงตาของฟางรุ่ยพลันเบิกกว้าง เหวี่ยงเชือกในมือออกไปทันที ครอบที่เขาวัวพอดิบพอดี
แต่เจ้าวัวภูเขาก็เริ่มดีดดิ้นแล้ววิ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้ฟางรุ่ยจะแข็งแรงแค่ไหน น้ำหนักก็ไม่มีทางเท่ากับวัวภูเขา เขาจึงถูกมันลากไปด้วย
“รุ่ยจื่อ!”
แต่น้ำหนักของทั้งสองคนก็ยังไม่อาจเทียบได้กับวัวภูเขา ทว่าในขณะนั้นเอง ตวนมู่เยวี่ยก็รีบรั้งเอวของซ่งจื่อเซวียนไว้ พร้อมกับยื่นมืออีกข้างไปเกาะซากต้นไม้บนไหล่เขา
วัวป่ายังคงวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มันพุ่งตัวออกไปสร้างแรงกดดันให้ตวนมู่เยวี่ยอย่างมหาศาล ซากต้นไม้ที่เธอเกาะอยู่สั่นไหว รากถูกถอนออกมา
“รุ่ยจื่อ รีบดึงเขามันเร็ว!”
ฟางรุ่ยทำตามทันที วัวป่าหมดเรี่ยวแรงจะวิ่งหนี ทรุดตัวลงกับพื้นพลางส่งเสียงร้องคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด
ขึ้นชื่อว่าสัตว์ป่าก็เป็นแบบนี้เหมือนกันทุกตัว แม้แต่ในทุ่งหญ้าสะวันนาในแอฟริกาก็เช่นกัน
สิงโตไล่ล่าวิลเดอบีสต์ ช่วงแรกวิลเดอบีสต์ก็วิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เมื่อถูกกัดเข้าย่อมเจ็บปวดมากจนร่างกายตอบสนองอย่างแรกด้วยการนอนลงกับพื้น
จากนั้นสิงโตก็จะได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะ ในขณะวิลเดอบีสต์ร้องโอดครวญและตายลงด้วยความเจ็บปวด
เมื่อเห็นว่าวัวภูเขาเริ่มหมดแรง ฟางรุ่ยก็เดินเข้าไปประชิดตัวพร้อมกับควักมีดพกเล่มเล็กออกมาเชือดคอของเจ้าสัตว์ป่าตัวนั้น
หลังจากนั้นไม่กี่สิบวินาที วัวป่าก็ไม่เคลื่อนไหวอีก
“ไม่ต้องแยกชำแหละท้องมันล่ะ เอาแค่วัตถุดิบของเราไปก็พอ”
ซ่งจื่อเซวียนกล่าว
พูดจบ เขาก็ลงมือผ่าหนังวัวออก แล้วเฉือนเอาเนื้อออกมาส่วนหนึ่ง
ซ่งจื่อเซวียนพูดด้วยรอยยิ้ม “วัตถุดิบสดใหม่ขนาดนี้… คราวนี้คนชิมโชคดีมากเลยนะเนี่ย”
สามวันให้หลัง ซ่งจื่อเซวียนพาทุกคนกลับไปยังเขตป่า
ผลลัพธ์คือป่าไผ่หน้าถ้ำหายไปกว่าหนึ่งในสี่ส่วน
วัตถุดิบที่นำเข้ามาด้วยทั้งหมดกลายเป็นอาหารปรุงสุก และใช้ถังแก๊สหมดไปสี่ถัง
ส่วนซางเทียนซั่วและเฉิงฮ่าวเองก็หมดแรงเช่นกัน
ขากลับ พวกเขานั่งรถไฟฟ้าและผล็อยหลับไปตลอดทาง
พวกเขาที่เหนื่อยอ่อน ได้รับอาหารเสริมชั้นดีคือการนอนหลับพักผ่อนจนเต็มอิ่ม และพรุ่งนี้พวกเขาจะต้องมีพลังใจล้นเปี่ยมอย่างแน่นอน
คืนนั้น เฉิงหวาลี่คิดจะประชุมแผนครั้งสุดท้ายกับทีมของซ่งจื่อเซวียน แต่คนที่มามีเพียงซ่งจื่อเซวียนแค่คนเดียว
“จื่อเซวียน ทำไมนายถึงมาคนเดียวล่ะ คนอื่นๆ ล่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนยิ้มเผล่ “หลับไปตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วล่ะครับ คิดว่าคงจะนอนยาวกันจนถึงพรุ่งนี้เลย”
“อะไรนะ จื่อเซวียน คือ…ศัตรูมาถึงตัวแล้วนะ วันนี้พวกเขายังหลับลงอีกเหรอ”
“หึๆ ผอ.เฉิงไม่ต้องห่วงครับ พรุ่งนี้ผมจะนำข่าวดีมาให้คุณเอง”
เช้าวันรุ่งขึ้น
วิทยาลัยอาหารดูจะคึกคักขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่ใช่แค่พวกนักศึกษาทุกคนในวิทยาลัยเท่านั้นที่หลั่งไหลมารอหน้าห้องครัว แต่ยังมีรถหรูอีกอย่างน้อยสามสิบคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตู
การแข่งขันวันนี้ไม่มีทางจัดที่ลานกว้างแน่นอน
อีกอย่างที่นี่เป็นห้องครัวที่หรูหราที่สุดในวิทยาลัยอาหาร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำรายการทำอาหารของสถานีโทรทัศน์ปักกิ่ง
การแข่งขันย่อมถูกจัดขึ้นที่นี่ไปโดยปริยาย
ในห้องนั่งเล่น เหล่ายอดเชฟทางเหนือและใต้ และผู้บริหารวิทยาลัยต่างเข้ามาให้กำลังใจและให้คำแนะนำในโค้งสุดท้ายแก่ซ่งจื่อเซวียน
แน่นอนว่าพวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าซ่งจื่อเซวียนไม่สามารถพาทีมเอาชนะคู่แข่งได้ ก็ไม่มีใครทำได้อีกแล้ว
ไม่นานนัก บรรยากาศด้านนอกก็เริ่มเข้มข้นขึ้น วังเหว่ยมองออกไปทางหน้าต่างและเอ่ยขึ้น “คนจากญี่ปุ่นมาถึงแล้วครับ ผอ.เฉิง พวกเราไปกันเถอะครับ”
“ดี จะได้ไปต้อนรับมินามิโนะ เคอิด้วย!”
แม้ว่ามินามิโนะ เคอิจะเป็นชาวญี่ปุ่น แต่มีตำแหน่งในวงการอาหารนานาชาติสูงมาก
ด้วยเหตุนี้ นักศึกษาจำนวนไม่น้อยจึงอยากพบเขา ถึงจะไม่กล้าพูดออกมา แต่ก็มีบางคนที่ยกย่องเขาเป็นไอดอล
ในห้องครัวสุดหรู
พวกเขาเป็นผู้ตัดสินในการแข่งขันครั้งนี้
หลิงเจิ้นกล่าว “กฎการแข่งขันในวันนี้คือ ทุกทีมต้องเสิร์ฟอาหารสามจาน แบ่งเป็นอาหารประจำชาติของตน อาหารนานาชาติ และเมนูสร้างสรรรค์
ในหมวดหมู่อาหารนานาชาติต้องเลือกทำอาหารจากชาติอื่นๆ ในเอเชีย ยุโรป หรืออเมริกาก็ได้ ยกเว้นอาหารจากชาติตนเอง
จำกัดเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ถ้าไม่เสิร์ฟอาหารภายในเวลาที่กำหนด ถือว่าแพ้ทันที”
คนทั้งสองฝ่ายพยักหน้าไปยังทิศของแท่นประธาน
หลิงเจิ้นเหลือบมองไปยังมินามิโนะ เคอิและกล่าวว่า “มินามิโนะ เริ่มกันเลยดีไหม”
มินามิโนะ เคอิพยักหน้า “ได้ครับ ทางนี้คือคุณนากาตะ นักชิมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น จะเป็นผู้ตัดสินร่วมกับผม หวังว่าการแข่งขันวันนี้จะเป็นไปอย่างยุติธรรมนะครับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว!”
หลิงเจิ้นกล่าว
หลิงเจิ้นบอกได้ทันทีว่ามินามิโนะ เคอิกลัวว่าการแข่งขันจะไม่ยุติธรรม เนื่องจากแข่งในประเทศจีน
แต่เรื่องนี้ เขาคร้านจะอธิบาย หรือแม้แต่จะสนใจ
เมื่อเทียบสถานะกันแล้ว มินามิโนะ เคอิเป็นแค่คู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้กับหลิงเจิ้นและโอวหยางเฟิ่งเหยาเท่านั้น
แต่วันนี้ต่างไปจากอดีต ศิษย์ของมินามิโนะ เคอิรุ่นนี้มีความโดดเด่นมาก เทียบได้กับสมัยรุ่งเรืองในอดีตของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นทีมฝั่งตรงข้ามของพวกเขายังเป็นทีมที่อุทิศชีวิตให้กับการทำอาหาร ทำให้ฝั่งประเทศจีนกังวลใจไม่น้อย
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มเตรียมการ
ฝั่งญี่ปุ่นมีวัตถุดิบที่เตรียมมาไม่น้อย จัดวางใส่จานเล็กๆ เต็มโต๊ะ ตามนิสัยการกินของประเทศตน
ส่วนฝั่งของซ่งจื่อเซวียนเตรียมวัตถุดิบทำเมนูมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ
นอกจากนี้เนื่องจากวันนี้ต้องทำอาหารสามเมนู ซ่งจื่อเซวียนจึงสั่งให้เฉิงฮ่าวเริ่มเตรียมเนื้อวัว
เนื้อวัวภูเขาไม่สามารถบ่งบอกความแตกต่างได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อกินเข้าไปถึงจะรู้
“ฟังให้ดี ฝั่งตรงข้ามมีแนวโน้มที่จะใช้การควบคุมไฟ เพราะงั้นการทำงานของเราต้องต่างไปจากพวกเขา”
ตวนมู่เยวี่ยพยักหน้า “ถ้าพวกเขาเล่นกับไฟจริงๆ ฉันจะต้านทานพวกเขาไว้ก่อน”
“ฉันเกรงว่าเธอคนเดียวน่าจะต้านไม่ไหว พลังของโอโนะ โจอิจิไม่ใช่เล่นๆ ไม่งั้นพวกเขาไม่เพิ่มเข้ามากะทันหันแบบนี้หรอก”
เฉิงฮ่าวกล่าว “อาจารย์ครับ ผมเองก็อยากลองควบคุมไฟดูเหมือนกัน”
“ฉันเข้าใจพลังของนายดี เฉิงฮ่าว แต่ครั้งนี้นายต้องเป็นหัวหน้าเชฟแล้วล่ะ”
“อะไรนะ หัวหน้าเชฟเหรอ” ทุกคนต่างตกใจ
“ใช่ ตอนนี้เป็นเวลาเตรียมส่วนผสมแล้ว พวกเราควรจะเริ่มทำทีละจาน แต่เวลาไม่เอื้ออำนวยขนาดนั้น
ฉันคิดว่าทันทีที่ฉันจุดไฟ ฝั่งตรงข้ามจะต้องเปิดฉากโจมตีทันทีแน่”
หลายคนพยักหน้า
“ดังนั้นขั้นแรกเราต้องผัดอาหารก่อน พวกนายต้องทำตามที่ฉันพูด ไม่ว่าฉันจะสั่งอะไร พวกนายก็ต้องทำตามนั้น
ถึงตอนที่เราเริ่มจุดไฟ ฉันกับเฉิงฮ่าวจะสลับหน้าที่กัน ให้เฉิงฮ่าวรับหน้าที่ปรุงอาหารให้สุก
เฉิงฮ่าว นายไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องรสชาติ แค่คุมกำลังไฟให้ดีก็พอ”
เฉิงฮ่าวพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้วครับ หัวหน้าอาจารย์”
“ตวนมู่ ตราบใดที่ไฟของคู่ต่อสู้ยังลุกโชน พวกเรามีหน้าที่ปกป้องพื้นที่กระทะผัดให้ดี จากนั้นฉันจะหาจังหวะเอาคืน”
“วางใจได้เลย ฉันทำได้อยู่แล้วค่ะ”
ซ่งจื่อเซวียนหันไปทางท่านเป้ยเล่อ “ท่านเป้ยเล่อ ตอนที่ควบคุมไฟ สมาธิของผมค่อนข้างจะจำกัด ฝากคุมสถานการณ์โดยรวมด้วยนะครับ”
“โอเค เรามาไล่พวกคนญี่ปุ่นกลับประเทศกันเถอะ!”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็สั่งให้ทุกคนเริ่มทำงาน ส่วนเขาก็จุดไฟตั้งกระทะทันที
นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเมนูมังกรทะยานสี่ย่านน้ำ
ในตอนนี้ทีมญี่ปุ่นยังเตรียมส่วนผสมกันอยู่ ไม่มีการจุดไฟ จึงไม่สามารถโจมตีด้วยไฟได้ ซ่งจื่อเซวียนจึงต้องอาศัยช่วงเวลานี้ รีบเตรียมการทั้งหมดให้เสร็จสิ้น
อีกด้านหนึ่ง ฝั่งญี่ปุ่นเองก็สังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน
โอโนะ โจอิจิส่ายหน้า “ซ่งซังไม่ใช่คนด้อยความสามารถ พวกนายเตรียมตัวในส่วนของตัวเองไปเถอะ ฉันจะคอยสังเกตเอง”
ถึงอย่างนั้นโอโนะ โจอิจิก็ไม่ทราบเหตุผลของซ่งจื่อเซวียน เห็นเพียงซ่งจื่อเซวียนเริ่มเตรียมปลาเอง โดยไม่มีผู้ช่วยเชฟช่วยเตรียมวัตถุดิบให้ ไม่มีแม้แต่เครื่องปรุง
“ซ่งซัง ทำแบบนี้ผมสับสนจริงๆ นะ
แต่ช่างมันเถอะ ถึงเวลาเราจะได้ดวลกันสักตั้ง”
ขณะที่พูด เขาหันไปมองอาจารย์ของตน มินามิโนะ เคอิ และเห็นอีกฝ่ายตอบกลับด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
โอโนะ โจอิจิพยักหน้ารับทันที
ในสามวันที่ผ่านมา สิ่งที่มินามิโนะ เคอิทำคือล้างสมองของเขาให้คิดเพียงแต่ต้องยืนหยัดเพื่อวงการอาหารญี่ปุ่น และละทิ้งความรู้สึกอื่นๆ ไปให้หมด
ซ่งจื่อเซวียนเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวจากอีกฝ่ายก็พยักหน้าช้าๆ ดูเหมือนว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดจะผ่านพ้นไปแล้ว
“เทียนซั่ว หั่นวัตถุดิบเสร็จหรือยัง”
“เรียบร้อยครับ อาจารย์!”
“โอเค ตอนนี้เรานำหน้าคู่แข่งไปหนึ่งขั้นแล้ว เฉิงฮ่าว เริ่มผสมไส้ได้แล้ว วันนี้เราจะห่อเกี๊ยวกัน”
จากนั้นซ่งจื่อเซวียนก็สั่งให้เตรียมวัตถุดิบสารพัดชนิด ท่านเป้ยเล่อก็รีบจัดเตรียมให้ทันที ก่อนที่จะคลุกไส้ ซ่งจื่อเซวียนใส่เครื่องปรุงรสลงไปหลายอย่าง รวมถึงแป้งถั่วปากอ้าด้วย
ปลาฉือเตรียมเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ตอนนี้ซ่งจื่อเซวียนเริ่มหมักเนื้อวัว และทาแป้งสาลีเมฆาที่ทำมาจากกาวไม้ไผ่ลงบนผิวของเนื้อ
“หัวหน้าอาจารย์ นี่คุณ…” เฉิงฮ่าวอดถามไม่ได้
“หึๆ ฉันจะให้พวกเขาได้ลิ้มรสเนื้อวัวแบบโบราณ รสชาติแบบนี้…น่าจะหายสาบสูญไปนานกว่าร้อยปีแล้ว!”
………………………………………………