แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 15 ได้เวลาออกไปเปิดหูเปิดตา
อ๊ากกก
เสียงร้องโหยหวนของกู้เฉินดังลั่นสนั่นลานหลังบ้าน
เมื่อครู่นี้ ทันทีที่คลื่นพลังหมัดของเขาเข้าใกล้ร่างของไป๋หลิง
แรงหมัดทั้งหมดที่เขาซัดออกไป กลับสะท้อนย้อนกลับมาเข้าที่ตัวเขาเองเต็มๆ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
โอ๊ย เจ็บชะมัด กระดูกจะหักไหมเนี่ย กู้เฉินนอนแผ่หราอยู่กับพื้น ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
เขาส่งสายตาตัดพ้ออันแสนระทมทุกข์ไปให้เย่หนาน
แต่เย่หนานกลับทำทองไม่รู้ร้อน ทำเป็นมองนกมองไม้ไปเสียอย่างนั้น
ทว่า ในใจลึกๆ กู้เฉินกลับรู้สึกตื่นตะลึงพรึงเพริด
เขารู้แล้วว่าเคล็ดวิชาของไป๋หลิงจัดอยู่ในประเภทใด
มันคือการสะท้อนการโจมตีกลับไปยังผู้กระทำ แถมยังเป็นการสะท้อนกลับแบบสมบูรณ์
ช่างวิปริตผิดมนุษย์มนาจริงๆ กู้เฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
เพราะ เคล็ดวิชาของเขาทำได้แค่ยืนนิ่งๆ เป็นเป้าให้เขาตบ แม้อีกฝ่ายจะตีไม่โดน แต่เขาก็ขยับไม่ได้
แต่ของไป๋หลิง นอกจากจะไม่เจ็บตัวแล้ว ยังสะท้อนความเสียหายกลับไปได้อีกต่างหาก
ทางด้านไป๋หลิง นางเองก็ยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก
มองดูกู้เฉินที่ปลิวละลิ่วออกไป นางตกตะลึงจนพูดไม่ออก
นะ นี่มันเคล็ดวิชาท้าทายสวรรค์อันใดกัน ไป๋หลิงพึมพำด้วยความเหลือเชื่อ
เคล็ดวิชาแบบนี้ อย่าว่าแต่เคยเห็นเลย แม้แต่ในตำนานนางก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ดังนั้น ทั้งไป๋หลิงและกู้เฉิน จึงหันขวับไปมองหลิงหลงเป็นตาเดียว
ในเมื่อศิษย์พี่รองและศิษย์น้องสามต่างก็มีวิชาแปลกประหลาด
เช่นนั้นศิษย์พี่ใหญ่ย่อมต้องมีอะไรที่เหนือชั้นกว่าแน่ๆ
โดยเฉพาะกู้เฉิน เขาคาดหวังกับความลับของหลิงหลงมาก
หลิงหลงที่ถูกทั้งสองจ้องเขม็งถึงกับทำหน้าเหลอหลา
เอาล่ะ พอแค่นี้แหละ หลิงหลงยังไม่มีเคล็ดวิชาอะไรทั้งนั้น เอาไว้ค่อยว่ากันวันหลัง เย่หนานตัดบท แล้วเดินกลับไปทิ้งตัวลงบนเก้าอี้โยกหน้าเรือนตามเดิม
เมื่อได้ยินเย่หนานพูดเช่นนั้น ทั้งหมดก็แยกย้ายกันไป
ศิษย์น้อง ตามข้ามา ข้าจะพาไปเลือกเคล็ดวิชาและอาวุธ กู้เฉินลุกขึ้นปัดฝุ่น พลางหันไปบอกไป๋หลิง
น้ำเสียงของเขา ยังคงแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่จางๆ
ไป๋หลิงไม่ได้ถือสา เพราะนางยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง
เมื่อเดินตามกู้เฉินเข้ามาในห้องเก็บคัมภีร์
ทันทีที่นางเห็นม้วนคัมภีร์กองพะเนินเทินทึกอยู่เต็มห้อง
นางก็ยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป
ไม่ต้องตกใจไป ของพวกนี้เป็นของสะสมของท่านอาจารย์เจ้ารีบเลือกเถอะ ห้องเก็บอาวุธอยู่ข้างๆ เดี๋ยวเจ้าเดินเข้าไปเลือกเองได้เลย กู้เฉินกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ไป๋หลิงได้ใช้เวลาส่วนตัว
นี่มัน สุดยอดเคล็ดวิชาทั่วทั้งทวีปรวมอยู่ที่นี่หมดแล้วหรือ ท่านอาจารย์เป็นใครกันแน่ มือของไป๋หลิงสั่นระริกขณะหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาดู
สภาพของนางในตอนนี้ ไม่ต่างอะไรกับกู้เฉินในตอนแรกเลยสักนิด
หลังจากเลือกเคล็ดวิชาระดับจักรพรรดิที่เหมาะกับธาตุของตนได้แล้ว นางก็เดินไปยังห้องศาสตราวิเศษ
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็เดินออกมาพร้อมกับกระบี่ยาวสีขาวบริสุทธิ์เล่มงาม
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ไป๋หลิงเดินกลับมาหาเย่หนาน แล้วก้มกราบอีกครั้ง
ทำอะไรของเจ้า ลุกขึ้นเร็วเข้า เจ้าเป็นศิษย์ของข้า ของพวกนี้ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้าใช้อยู่แล้ว เย่หนานประคองไป๋หลิงให้ลุกขึ้น
คำพูดของเย่หนาน สร้างความซาบซึ้งใจให้แก่ไป๋หลิงยิ่งนัก
หากไม่มีเย่หนาน อย่าว่าแต่จะฟื้นฟูรากวิญญาณเลย แม้แต่ระดับพลังก็คงสูญสลายไปจนหมดสิ้น ดีไม่ดี ป่านนี้นางคงกลายเป็นศพไร้ญาติไปแล้ว
ท่านอาจารย์ ศิษย์อยากขออนุญาตออกไปหาประสบการณ์ ศิษย์ยังมีความแค้นที่ต้องชำระ ไป๋หลิงกล่าวกับเย่หนานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
ทว่าแววตากลับฉายประกายอำมหิตวูบหนึ่ง
เฮ้อ เอาเถอะ ระมัดระวังตัวด้วยก็แล้วกัน จริงสิ เสี่ยวเฉิน เจ้าเอากลีบบุปผานั่นให้ศิษย์น้องของเจ้าไปเสียสิ เย่หนานนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปบอกกู้เฉิน
บุปผา ไป๋หลิงทำหน้างง
ขอรับ ท่านอาจารย์ กู้เฉินหยิบสมุนไพรวิเศษที่แย่งชิงมาจากเทือกเขาหมื่นอสูรออกมา แล้วยื่นให้ไป๋หลิง
เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บไว้ใช้เอง
แต่ ดอกไม้นี้เหมาะกับธาตุน้ำแข็งของไป๋หลิงมากกว่า
เมื่อเห็นสมุนไพรวิเศษธาตุน้ำแข็งที่เข้ากับพลังของตนอย่างสมบูรณ์แบบ ไป๋หลิงถึงกับตาโต
ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ขอบคุณศิษย์พี่ ไป๋หลิงรีบกล่าวขอบคุณ
ไม่นานนัก ไป๋หลิงก็เก็บข้าวของแล้วเดินจากไป
กู้เฉินมองแผ่นหลังของไป๋หลิงที่ค่อยๆ หายลับไป ใบหน้าของเขาก็หมองลง
แล้วความแค้นของข้า จะได้ชำระเมื่อไหร่กัน กู้เฉินพึมพำกับตัวเอง
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนพวกนั้น
แม้ว่า เขาจะมีเคล็ดวิชาสุดโกงที่อาจารย์มอบให้
แต่ ข้อเสียคือทำได้แค่ป้องกันและขยับตัวไม่ได้
หากศัตรูจับจุดอ่อนนี้ได้
พวกมันอาจใช้เพียงพละกำลังทางกายภาพโดยไม่ใช้พลังปราณ หรือ ใช้อุปกรณ์วิเศษบางอย่างมากักขังเขาไว้
ถึงตอนนั้น เขาก็คงจบเห่
ก่อนหน้านี้ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเสือโคร่งนั่นสติปัญญาต่ำต้อย เขาคงหนีไม่รอดมาได้
เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนไป สรรพสิ่งในโลกล้วนมีเหตุและผล เพียงแต่เวลายังมาไม่ถึงเท่านั้น เย่หนานมองออกถึงความกังวลในใจของกู้เฉิน
ขอรับ ท่านอาจารย์ เป็นศิษย์เองที่จิตใจไม่มั่นคง กู้เฉินรีบโค้งคำนับขออภัย
เมื่อเห็นกู้เฉินรู้จักพิจารณาตนเอง เย่หนานก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เฮ้อ พี่ไป๋หลิงไปแล้ว ก็เหลือข้าคนเดียวอีกแล้วสิ หลิงหลงไม่รู้ไปลากเก้าอี้โยกตัวเล็กมาจากไหน นางเอนตัวนอนเลียนแบบท่าทางของเย่หนานแล้วบ่นพึมพำ
ในมือยังถือถ้วยชาจิบอย่างมีจริตจะก้าน
เห็นท่าทางแก่แดดของหลิงหลง เย่หนานถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด
วันเวลาอันเงียบสงบผ่านไปอีกหลายวัน
ระดับพลังของกู้เฉินพุ่งทะยานขึ้นสู่ ขั้นรวบรวมวิญญาณ ระดับเก้าขั้นสูงสุด
ความเร็วสองร้อยเท่าฟังดูเหมือนจะรวดเร็วปานจรวด แต่ ในแต่ละระดับขั้นย่อย ล้วนต้องอาศัยกาลเวลาในการตกผลึก
กู้เฉินและคนอื่นๆ เพียงแค่ใช้เวลาย่อนระยะทางแห่งกาลเวลานั้นลงมา
ยิ่งระดับสูงขึ้น เวลาที่ต้องใช้ก็ยิ่งทวีคูณอย่างน่ากลัว
เช้าวันหนึ่ง เย่หนานสังเกตเห็นกู้เฉินดูใจลอยผิดปกติ จึงเอ่ยถาม ศิษย์รัก เจ้ามีเรื่องอะไรในใจหรือ หรือยังคิดเรื่องล้างแค้นอยู่
ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ตอนไปจ่ายตลาด ศิษย์ได้ยินข่าวมาว่า ที่เมืองเมฆากำลังจะมีการจัดงานประลองยุทธ์ของเหล่าสำนักใหญ่เพื่อเฟ้นหายอดฝีมือรุ่นเยาว์ ศิษย์อยากจะไปดูขอรับ กู้เฉินตัดสินใจบอกความจริง
หือ งานประลองยุทธ์ นั่นมันเรื่องของสำนักอื่นไม่ใช่หรือ เจ้าจะไปทำไม แล้วเจ้าเข้าร่วมได้หรือ เย่หนานมองกู้เฉิน
ศิษย์เองก็ไม่ทราบขอรับ กู้เฉินตอบเสียงอ่อย เขาแค่อยากจะลองเปรียบเทียบฝีมือกับเหล่าอัจฉริยะพวกนั้นดู
ไม่ได้คิดจะไปสมัครเข้าสำนักไหน เขาแค่อยากรู้ว่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์เก่งกาจแค่ไหน และอยากใช้การประลองเพื่อขัดเกลาฝีมือตนเอง
เฮ้อ เอาเถอะ เจ้าอยากไปก็ไป ระวังตัวด้วยล่ะ เย่หนานอนุญาตอย่างจนใจ
เมื่อได้ยินคำอนุญาต กู้เฉินก็ยิ้มแก้มปริ ขอบพระคุณท่านอาจารย์
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ กู้เฉินก็ออกเดินทาง
เย่หนานมองส่งศิษย์รัก พลางครุ่นคิด ข้ามาอยู่ที่โลกนี้ตั้งนานแล้ว หรือว่า ถึงเวลาที่ข้าควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างแล้ว
นับตั้งแต่ข้ามมิติมา เขายังไม่เคยออกไปไหนไกลเลย
ครั้งเดียวที่ออกไป ก็คือตอนไปรับศิษย์เมื่อไม่นานมานี้
แถมยังจบไม่สวยด้วยการโดนปฏิเสธอีกต่างหาก
แต่ เรื่องนั้นเย่หนานลืมไปนานแล้ว
เมื่อก่อนเขาไม่กล้าออกไปไหน เพราะฝีมือยังอ่อนด้อย
แต่ตอนนี้ ถึงแม้เขาจะยังเป็นแค่ ขั้นกลั่นลมปราณ
แต่ เขาเป็นถึง ขั้นกลั่นลมปราณ สองหมื่นกว่าชั้นเชียวนะ
เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่า พลังของตัวเองตอนนี้มันอยู่ระดับไหน และจะรับมือยอดฝีมือระดับใดได้บ้าง
หลิงหลง เก็บของซะ เราจะออกไปเที่ยวกัน เย่หนานหันไปบอกหลิงหลงที่นอนเอกเขนกอยู่
ความจริงเย่หนานอยากจะไปพร้อมกับกู้เฉิน แต่คิดไปคิดมา ปล่อยให้เด็กมันมีพื้นที่ส่วนตัวบ้างน่าจะดีกว่า
ไปเที่ยวเหรอ เย้ เย้ ไปสิ ไป หลิงหลงได้ยินว่าจะได้เที่ยว ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
นางมาอยู่กับเย่หนานตั้งสองปี เย่หนานไม่เคยยอมให้ออกไปนอกเมืองเลย
ตอนนี้ในที่สุดจะได้ออกไปผจญภัย นางจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร
ฟึ่บ
ความเร็วในการเก็บของของหลิงหลงทำเอาเย่หนานพูดไม่ออก
ตอนเช้ากู้เฉินเพิ่งจะไป พอตกบ่ายสองพี่น้องเย่หนานก็ตามออกไปทันที
เพียงแต่ บนนิ้วมือของเย่หนานในยามนี้ มีแหวนสีม่วงทองวงหนึ่งสวมอยู่
มันคือแหวนมิติที่ระบบมอบให้ พื้นที่ภายในกว้างใหญ่ไพศาลจนจินตนาการไม่ถูก
เพื่อป้องกันขโมยขึ้นบ้าน เขาจึงกวาดเอาคัมภีร์และศาสตราวุธเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดใส่แหวนไปด้วย
ของพวกนี้สำหรับเขาอาจจะเป็นขยะ แต่ หากถูกพวกผู้ไม่หวังดีขโมยไป คงไม่ดีแน่
และในเวลานี้ บนนิ้วน้อยๆ ของหลิงหลง ก็มีแหวนสีเงินวงหนึ่งสวมอยู่เช่นกัน
แน่นอนว่าเป็นของที่เย่หนานมอบให้
สำหรับหลิงหลง การที่เย่หนานมีของแปลกๆ โผล่ออกมาไม่หยุดหย่อน นางเริ่มชินชาเสียแล้ว
ทั้งสองยังไปหาซื้อเกวียนลาเทียมราคาถูกมาคันหนึ่ง
และแล้ว สองพี่น้องต่างวัย ก็มุ่งหน้าออกจากเมืองไปตามเส้นทางสายยาวไกล