แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 16 ออกจากบ้านไม่ดูฤกษ์ยาม
ทว่าหลังจากเย่หนานและหลิงหลงจากไปได้ไม่นาน
แขกผู้ไม่ได้รับเชิญผู้หนึ่งก็มาเยือนหน้าเรือนของเย่หนาน
มันคือชายชุดดำสวมหน้ากากอำพรางใบหน้า ในมือถือจานเข็มทิศ
ที่นี่สินะ คือจุดสุดท้ายที่สองคนนั้นหายตัวไป ชายสวมหน้ากากกวาดสายตามองไปรอบๆ
เรือนหลังอื่นดูปกติธรรมดา ไร้ซึ่งคลื่นพลังวิญญาณ ล้วนเป็นที่พำนักของปุถุชน
มีเพียงเรือนของเย่หนานเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของเขา
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งและมั่นใจว่าไม่มีคนอยู่ ชายชุดดำร่างกำยำก็ค่อยๆ ย่างสามขุมเข้าไป
ปัง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาตบฝ่ามือเพียงครั้งเดียว ประตูที่ลงกลอนไว้ก็เปิดออก
เมื่อเห็นสภาพภายในที่ดูธรรมดาสามัญ ชายชุดดำก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน
ในบ้านหลังนี้มีคลื่นพลังวิญญาณอยู่จริง แต่ทว่าเบาบางยิ่งนัก
เขาเดินสำรวจห้องต่างๆ ทีละห้องอย่างละเอียด
จนกระทั่ง สายตาไปสะดุดเข้ากับห้องห้องหนึ่งที่ถูกล็อคแม่กุญแจเอาไว้
เขาไม่ลังเลที่จะตรงเข้าไปทำลายกลอนประตูและเปิดมันออก
เมื่อก้าวเท้าเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือตู้เสื้อผ้าธรรมดาๆ ตู้หนึ่ง
ชายชุดดำลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบดู ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง เขาตระหนักดีว่า ผู้ที่สามารถสังหารยอดฝีมือ ขั้นรวบรวมวิญญาณ ถึงสองคนได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ในจังหวะที่ เขากำลังจะเอื้อมมือไปแตะแม่กุญแจบนตู้เสื้อผ้านั้นเอง
ไอทมิฬสายหนึ่งก็พวยพุ่งออกมาจากตู้เสื้อผ้าโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ชายชุดดำสะดุ้งโหยง
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัว กลุ่มควันสีดำก็ทวีความหนาแน่นขึ้นและเข้าโอบล้อมร่างของเขาไว้ทั้งตัว
ฮี่ฮี่ฮี่
เสียงหัวเราะวิปริตดังแว่วออกมาจากในตู้เสื้อผ้า
วินาทีนี้ ชายชุดดำรู้ตัวแล้วว่า ตนได้แหย่รังแตนเข้าให้แล้ว
แต่ไม่ว่าเขาจะระเบิดพลังออกมามากเพียงใด ก็ไม่อาจสลัดหลุดจากกลุ่มควันทมิฬที่เลื้อยรัดพันกายได้
แม้แต่เสียงร้องก็ยังมิอาจเล็ดลอดออกมา ร่างกายค่อยๆ แข็งทื่อไปอย่างรวดเร็ว
ดวงตาภายใต้หน้ากากเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เพียงชั่วพริบตาเดียว ชายชุดดำก็กลายเป็นเถ้าธุลีหายไปในหมอกควันสีดำด้วยความคับแค้นใจ
เมื่อผู้บุกรุกสิ้นชีพ ไอทมิฬก็ม้วนตัวกลับเข้าไปในตู้เสื้อผ้า
แม้แต่ประตูห้องที่ถูกทำลายเมื่อครู่ ก็กลับมาปิดสนิทดังเดิมในชั่วพริบตา
ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบเงียบงัน
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง บนเกวียนเทียมลา
เย่หนานและหลิงหลงกำลังแทะขนมเปี๊ยะที่แข็งโป๊กราวกับก้อนหิน
โดยไม่รู้เลยว่า บ้านของตัวเองเกือบจะโดนรื้อค้นเสียแล้ว
พี่หนาน ขนมเปี๊ยะนี่แข็งชะมัดเลย หลิงหลงบ่นอุบ แต่ปากก็เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข
นางเคยผ่านชีวิตขอทานมาก่อน ย่อมรู้ซึ้งถึงคุณค่าของอาหาร
ต่อให้เป็นของที่เย็นชืดและแข็งกระด้าง นางก็ไม่มีวันกินทิ้งกินขว้าง
แต่เย่หนานไม่ได้มีความคิดละเอียดอ่อนเช่นนั้น เขามองขนมเปี๊ยะในมือด้วยสายตาว่างเปล่า ทำไมพอเย็นแล้วมันถึงได้ไม่อร่อยขนาดนี้นะ
พูดจบ เขาก็ยัดขนมเปี๊ยะใส่ปากเจ้าลาที่กำลังลากเกวียน
ฮี้ ฮี้ ฮี้
เจ้าลาไม่ถือสา อ้าปากงับกินคำโตอย่างเอร็ดอร่อย
เฮ้อ ใกล้จะถึงเวลาอาหารเย็นอีกแล้ว ต้องหาที่แวะกินข้าว หรือไม่ก็ล่าสัตว์ป่ามาทำกินสักหน่อย เย่หนานมองไปรอบกายที่นอกจากถนนลูกรังสายเดียวแล้ว ก็ไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ อยู่เลย รู้สึกหงุดหงิดใจพิกล
ตอนออกมาก็รีบร้อน ไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง
แถม ที่บ้านก็ไม่มีเสบียงอะไรให้พกติดตัวมาด้วย
ประเด็นสำคัญคือ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกจากเมืองเผิงเฉิงอย่างแท้จริง
โลกภายนอกช่างแปลกตา และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาเป็นพวกหลงทิศ
เวลานี้ พวกเขาเดินทางมาไกลมากแล้ว
ห่างจากเมืองเผิงเฉิงอย่างน้อยก็นับร้อยลี้
แต่ก็ยังไม่เห็นบ้านคนหรือเมืองอื่นแม้แต่เงา
เฮ้อ หลิงหลงเอ๋ย ดูท่าคืนนี้พวกเราคงต้องนอนกลางดินกินกลางทรายเสียแล้ว เย่หนานมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลงพลางถอนหายใจ
ขอแค่มีพี่หนานอยู่ด้วย อยู่ที่ไหนข้าก็อยู่ได้ หลิงหลงตอบเอาใจอย่างรู้รู้ทาง
เย่หนานไม่ได้ใส่ใจคำประจบสอพลอของหลิงหลงนัก
เขาจอดเกวียนลาไว้ข้างทาง เดินไปเก็บกิ่งไม้แห้งมาก่อกองไฟ
ความมืดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงแสงสว่างจากกองไฟกองเดียวท่ามกลางความมืดมิด
โครก คราก
เย่หนานที่นอนพยายามข่มตาหลับอยู่ข้างกองไฟ ลุกพรวดขึ้นมาทันที ไม่ไหวแล้วโว้ย หิวจะตายอยู่แล้ว ข้าจะไปล่าสัตว์
เขาคิดว่าถ้าหลับไปคงจะลืมความหิวได้
แต่ ท้องไส้มันไม่รักดี
หลิงหลง เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวพี่มา เย่หนานกำชับหลิงหลง
เขาไม่ห่วงความปลอดภัยของนางหรอก ยัยหนูนี่ร้ายจะตาย
ไปเถอะจ้ะ ไปเถอะ หลิงหลงโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ ไม่แม้แต่จะหันมามองเย่หนาน
นางนั่งหน้ากองไฟ อ่านนิยายในมืออย่างใจจดใจจ่อ
นิยายพวกนี้เย่หนานเป็นคนเขียนแก้เบื่อ
แต่หลิงหลงกลับอ่านมันอย่างติดงอมแงม
เมื่อเห็นหลิงหลงรับคำ เย่หนานก็พุ่งตัวหายเข้าไปในป่า
รอบด้านเต็มไปด้วยป่ารกทึบ การหาของป่าคงไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อเข้ามาในป่า เย่หนานมองความมืดรอบกายอย่างไม่สะทกสะท้าน
ได้เวลาลองของเนตรทลายมายาดูหน่อย เย่หนานเบิกตาโพลง
แสงสีทองสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของเขา ความมืดมิดเบื้องหน้าพลันสลายไป
โอ้โห นี่มันกล้องตรวจจับความร้อนสมัยอยู่โลกเก่าชัดๆ เย่หนานรู้สึกประหลาดใจ
แต่ มันมีความแตกต่างอยู่บ้าง
เพราะ ยามที่เขามองไปที่ต้นไม้ใบหญ้า ดูเหมือนสายตาจะสามารถแยกองค์ประกอบโครงสร้างของพวกมันออกมาได้
กระทั่ง โครงสร้างโมเลกุลหรืออะไรสักอย่างของพืชพรรณเหล่านั้น เขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจน
เพียงแต่ ข้อมูลที่วิเคราะห์ออกมาได้ เขาดูไม่รู้เรื่องสักอย่าง
เจ๋งเป้ง โคตรเจ๋ง เย่หนานตื่นเต้นยกใหญ่
ช่างเถอะ เอาไว้ค่อยๆ ศึกษาวันหลัง ตอนนี้หาอะไรยัดลงท้องก่อน ความหิวที่ตีตื้นขึ้นมา ดึงสติเย่หนานกลับสู่โลกความจริงทันที
เขาเดินวนหาอยู่พักใหญ่ แต่กลับไม่เจอสัตว์ป่าเลยสักตัว
ตามหลักเหตุผลแล้ว ป่าลึกขนาดนี้ อย่าว่าแต่สัตว์ป่าธรรมดาเลย สัตว์อสูรก็น่าจะมีไม่น้อยไม่ใช่หรือ
อะไรกันเนี่ย หรือวันนี้ข้าออกจากบ้านไม่ได้ดูฤกษ์ดูยาม ออกเที่ยววันแรกก็ต้องอดอยากปากแห้งเลยหรือ พูดจบ เย่หนานก็หยิบสมุดเล่มเล็กๆ ออกมาเปิดดูจริงๆ
สมุดเล่มนี้เป็นของแถมจากการเช็กอิน ระบบคงให้มาแก้เซ็ง
โธ่เอ๊ย ข้าว่าแล้วเชียว ถ้ารู้งี้ออกจากบ้านช้ากว่านี้สักวันก็ดี เย่หนานมองดูวันที่ในปฏิทินแล้วหน้าเขียวคล้ำ
เพราะ ในหน้าที่ตรงกับวันนี้ มีตัวอักษรเขียนไว้ชัดเจนว่า: ฤกษ์อัปมงคล ห้ามเดินทางไกล
ในขณะที่เขากำลังถอดใจเตรียมจะเดินกลับไปนอนหิวโซ
หูของเขาก็แว่วเสียงบางอย่างกำลังวิ่งตะบึงตรงมาทางเขา
แถมเสียงฝีเท้ายังหนักหน่วงไม่เบา
หือ หรือว่าจะมีสัตว์อสูรวิ่งมาหาที่ตาย ดวงตาของเย่หนานลุกวาวขึ้นมาทันที
เขารีบเก็บสมุดพก ยืนรออยู่กับที่ด้วยความตื่นเต้น
โฮก
และแล้ว ในวินาทีถัดมา หมูป่าขนาดมหึมาราวกับวัวกระทิง ก็พุ่งทะยานแหวกพงหญ้าตรงเข้ามา
โอ้โห ตัวอ้วนพลีเชียว เย่หนานน้ำลายแทบหก
หมูป่าตัวนั้นทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดไหลอาบ
ดูเหมือนกำลังหนีการตามล่าจากบางสิ่ง
แต่ นาทีนี้เย่หนานสนที่ไหน
ทันทีที่เห็นหมูป่าอสูรตัวนี้ สารพัดเมนูอาหารก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาเป็นฉากๆ
เมื่อเห็นมนุษย์ที่มีกลิ่นอายพลังอันน้อยนิดกล้ายืนขวางทาง
หมูป่าก็เร่งความเร็วขึ้นทันที หมายจะพุ่งชนมนุษย์ผู้นี้ให้แหลกเป็นชิ้นเนื้อ
ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หมูป่าชูเขี้ยวอันแหลมคม พุ่งเข้าใส่เย่หนานเต็มแรง
เย่หนานไม่ลังเล ยกมือข้างหนึ่งขึ้น รวบรวมพลังไว้ในฝ่ามือ
แล้วตบลงไปที่หัวหมูป่าอย่างเรียบง่ายไร้กระบวนท่า
ผัวะ
แล้วทุกอย่างก็จบลง
เย่หนานมองดูหมูป่าที่นอนตายสนิทอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
ในขณะที่เย่หนานเตรียมจะแบกหมูป่ากลับไป
ฟึ่บ ฟึ่บ
เงาร่างสองสาย ก็พุ่งทะยานมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่หนานด้วยความเร็วสูง