แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 155 แผนการที่ถูกทำลาย
พอได้แล้ว เลิกพูดเรื่องพวกนี้เสียที พวกเจ้าพาข้าไปหาที่พักก่อน แล้วค่อยมานั่งคุยกันทีหลัง ระหว่างนี้พวกเจ้าก็ไปรักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองให้เรียบร้อยด้วยเย่หนานหมดความสนใจที่จะฟังเรื่องราวดราม่า จึงเอ่ยตัดบทอย่างไม่ไยดี
ขอรับ ขอรับ ท่านผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้องที่สุดชางหยวนรีบผงกศีรษะเห็นด้วยทันควัน ราวกับไก่จิกข้าวเปลือก
มองอะไร ยังไม่รีบนำทางอีก
การปรากฏตัวของเย่หนานทำให้ชางหยวนกลับมาฮึกเหิมลำพองใจอีกครั้ง เขาเชิดหน้าตะคอกใส่เหมียวฉางอันด้วยความวางก้าม ทั้งที่ใบหน้ายังบวมเป่งราวกับหัวหมู
ช่างเหมือนสุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีพยัคฆ์อย่างแท้จริง
เมื่อได้ยินเสียงตวาดของชางหยวน ดวงตาของเหมียวฉางอันก็หรี่ลงเล็กน้อย แฝงแววอำมหิตวูบหนึ่ง แต่ด้วยสถานการณ์จำยอม นางจึงไม่ได้โต้ตอบอันใด เพียงหันไปคารวะเย่หนานอีกครั้งแล้วเดินนำทางไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานนัก ภายใต้การนำทางของเหมียวฉางอัน คณะเดินทางก็มาถึงยอดเขาสูงเสียดฟ้าแห่งหนึ่ง
บนยอดเขานั้นมีศาลาไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงตั้งตระหง่าน ยืนอยู่ ณ จุดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของสำนักเหมียวอินได้ทั่วทั้งสำนักแบบสุดสายตา
ท่านผู้อาวุโส สถานที่แห่งนี้เงียบสงบและมีทิวทัศน์งดงามที่สุดในสำนัก ไม่ทราบว่าท่านพอใจหรือไม่เจ้าคะเหมียวฉางอันถามด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย
อื้ม ไม่เลว ใช้ได้เลย ขอบใจมากเย่หนานพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่เป็นสิ่งที่ผู้น้อยพึงกระทำเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านผู้อาวุโสไม่รังเกียจก็พอเหมียวฉางอันตอบอย่างนอบน้อม
เอาล่ะ เอาล่ะ ท่านผู้อาวุโสเหนื่อยแล้ว ต้องการพักผ่อน เจ้าถอยไปได้แล้วชางหยวนรีบแทรกขึ้นมาทันที โบกมือไล่เหมียวฉางอันราวกับนางเป็นเพียงสาวใช้
เย่หนานได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ข้าเหนื่อยงั้นรึ ข้าไม่ได้เหนื่อยสักนิด!เย่หนานแย้งในใจ
ด้านข้าง ชางเนี่ยนที่ยืนเงียบมาตลอดได้แต่มองอาจารย์ของตนด้วยความเอือมระอา
เมื่อก่อนอาจารย์ของเขาดูน่าเกรงขามดุจเซียนวิเศษ แต่บัดนี้กลับกลายร่างเป็นสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ไปเสียแล้ว แถมยังเป็นฝ่ายเสนอหน้าเข้าไปประจบสอพลอเองเสียด้วย
แต่คนที่เจ็บแค้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นเหมียวฉางอัน หากไม่ใช่เพราะเย่หนานยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ นางคงสั่งให้คนจับสองศิษย์อาจารย์คู่นี้ไปแขวนคอตีให้ตายคาที่
เมื่อเห็นเหมียวฉางอันโกรธจนหน้าเขียวแต่ทำอะไรไม่ได้ ชางหยวนก็ยิ่งได้ใจ ความคับแค้นที่ถูกซ้อมเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
หลังจากพูดคุยตามมารยาทอีกเล็กน้อย เหมียวฉางอันก็ขอตัวลา เหลือเพียงเย่หนานและสองศิษย์อาจารย์
พวกเจ้าเองก็ไปหาห้องพักผ่อนเถอะเย่หนานหันไปบอกชางหยวนและชางเนี่ยน
ไม่ต้องหรอกขอรับท่านผู้อาวุโส! ในเมื่อข้าลั่นวาจาว่าจะติดตามรับใช้ท่าน ข้าก็ต้องทำให้ได้ ข้าขออาสาเฝ้าหน้าประตูทางขึ้นเขาให้ท่านเองขอรับ!ชางหยวนปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เปิดโอกาสให้เย่หนานได้ทักท้วง เขาเดินดุ่ม ๆ ไปนั่งปักหลักขวางทางขึ้นเขาไว้อย่างขึงขัง
ชางเนี่ยนเห็นอาจารย์ไปเฝ้าประตู ตนเองในฐานะศิษย์จะไปนอนสบายได้อย่างไร จึงจำใจกัดฟันเดินตามไปนั่งเฝ้าด้วยอีกคน
แม้ร่างกายของทั้งคู่จะเต็มไปด้วยบาดแผล แต่เหมียวฉางอันและเหล่าผู้อาวุโสก็ยั้งมือไว้ไมตรี บาดแผลเหล่านั้นเป็นเพียงแผลภายนอก เจตนาเพียงเพื่อสั่งสอนเท่านั้น
เห็นพฤติกรรมสุดโต่งของสองศิษย์อาจารย์ เย่หนานก็ได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ แต่เขาก็คร้านจะใส่ใจ จึงเดินเข้าห้องพักไปนอนเอกเขนกอย่างสบายใจ
หลังจากจัดการเรื่องที่พักของเย่หนานเรียบร้อยแล้ว เหมียวฉางอันก็กลับมายังตำหนักใหญ่ทันที
ถ่ายทอดคำสั่งลงไป! ให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน คาดว่าอีกไม่นานคนตระกูลเฟิงจะต้องยกพลมาบุกรุกแน่ ถึงเวลานั้น คงหลีกเลี่ยงการนองเลือดไม่ได้เหมียวฉางอันประกาศก้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียดต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโส
เมื่อได้ยินคำสั่ง บรรยากาศภายในตำหนักก็หนักอึ้ง ทุกคนต่างรู้ดีว่าการที่เย่หนานสังหารเฟิงหาน นายน้อยตระกูลเฟิง ย่อมสร้างความแค้นฝังลึกที่ไม่อาจประนีประนอมได้
นับแต่วินาทีนี้ บรรยากาศทั่วทั้งสำนักเหมียวอินเต็มไปด้วยความตึงเครียด ราวกับความสงบก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
ห่างออกไปจากสำนักเหมียวอินหลายร้อยลี้ ณ เมืองขนาดกลางที่ดูโอ่อ่าภูมิฐาน
ภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเฟิง เหล่ายอดฝีมือจำนวนมากนั่งประชุมกันด้วยความเงียบงัน
ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากส่งเสียง
ที่ตำแหน่งประธาน ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นและอัปลักษณ์ ลมปราณในกายปั่นป่วนจนบรรยากาศรอบข้างสั่นไหว
บนโต๊ะข้างกาย มีเศษซากป้ายวิญญาณที่แตกละเอียดวางอยู่… นั่นคือป้ายชีวิตของเฟิงหาน
รวมพลยอดฝีมือทั้งหมดในตระกูล... มุ่งหน้าสู่… สำนักเหมียวอิน!ชายวัยกลางคนเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาทีละคำ
เขาคือเฟิงซุนผู้นำตระกูลเฟิง และเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของเฟิงหาน
เขาไม่ได้ระเบิดความโศกเศร้าออกมา มีเพียงดวงตาแดงก่ำที่ฉายแววอำมหิตกระหายเลือด
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง เหล่ายอดฝีมือตระกูลเฟิงต่างลุกขึ้นขานรับพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ในเวลานี้ ทุกคนต่างมีความคิดเดียวกัน คือบดขยี้สำนักเหมียวอินให้ราบเป็นหน้ากลอง
กองทัพผู้ฝึกตนตระกูลเฟิงเคลื่อนพลออกจากเมืองอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร มุ่งหน้าสู่เป้าหมายด้วยจิตสังหารที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า
ทว่า… เมื่อขบวนทัพเดินทางมาได้เพียงครึ่งทาง จู่ ๆ เฟิงซุนผู้นำทัพก็หยุดชะงัก
ท่านผู้นำ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เฟิงซุนไม่ได้ตอบคำถาม เขาหยิบหยกสื่อสารที่กำลังกระพริบแสงถี่ยิบออกมาจากอกเสื้อ
เมื่อตรวจสอบข้อความภายในหยกสื่อสาร สีหน้าของเฟิงซุนก็เปลี่ยนไป คิ้วเข้มขมวดมุ่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความขัดแย้งภายในใจอย่างรุนแรง
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเฟิงซุนก็ตัดสินใจได้
กลับ!
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความจำยอมและความคับแค้นใจอย่างที่สุด
กล่าวจบ เฟิงซุนก็สะบัดชายเสื้อ หันหลังกลับนำทัพมุ่งหน้ากลับตระกูลทันที
การกระทำของเฟิงซุนสร้างความมึนงงให้กับทุกคน
พวกเขาอยากจะเอ่ยถาม แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่มืดครึ้มดุจก้นหม้อของผู้นำตระกูล ก็ไม่มีใครกล้าสอดปาก ได้แต่ยอมถอยทัพกลับไปอย่างเงียบ ๆ
ทันทีที่กองทัพตระกูลเฟิงกลับมาถึงคฤหาสน์
พวกเขาก็พบว่ามีร่างของบุรุษผู้หนึ่งยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศเหนือลานฝึกยุทธ์
ชายผู้นั้นเป็นชายวัยกลางคน สวมชุดคลุมยาวสีคราม ท่วงท่าสง่างามสูงส่ง กลิ่นอายที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่าเป็นยอดคนที่ไม่ธรรมดา
นายท่าน... ข้าน้อย…เฟิงซุนรีบพุ่งตัวเข้าไปทำความเคารพ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร
พอได้แล้ว! เฟิงหานเองก็เป็นศิษย์ของข้า แต่เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว จะมัวมานั่งเสียใจไปไย ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การแก้แค้น แต่เรามีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าต้องกระทำ เจ้าเข้าใจหรือไม่ชายชุดครามกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก
การตายของเฟิงหานไม่ได้ทำให้เขาเสียใจแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาหงุดหงิดคือแผนการที่วางไว้ต้องสะดุดลง
ขอรับ นายท่าน...เฟิงซุนจำต้องก้มหน้ารับคำอย่างจำยอม
วางใจเถอะ เมื่อข้าจัดการธุระของข้าเสร็จสิ้น ข้าจะไปถล่มสำนักเหมียวอินนั่นด้วยมือของข้าเองชายชุดครามกล่าวเสริมเสียงเย็น
ขอบพระคุณนายท่าน!ได้ยินคำสัญญานั้น ความคับแค้นในใจของเฟิงซุนก็ทุเลาลงไปบ้าง
นายท่าน หรือว่า… แดนลับแห่งนั้นเปิดออกแล้วหรือขอรับ แล้วสิ่งที่ท่านต้องการคือสิ่งใดกันแน่เฟิงซุนเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
กุญแจดอกหนึ่ง! ส่วนรายละเอียดอื่นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ข้าบอกเจ้าได้เพียงอย่างเดียวว่า เรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาล แม้แต่ขุมกำลังเบื้องหลังของข้า ก็เป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก ๆ ในกระดานนี้เท่านั้น เจ้าเข้าใจความสำคัญของมันหรือยังชายชุดครามกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ได้ยินเช่นนั้น เฟิงซุนถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายสั่นสะท้าน
เขารู้ดีว่าขุมกำลังเบื้องหลังของชายชุดครามนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
แต่ขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น กลับเป็นเพียงเบี้ยตัวเล็ก ๆ
ก่อนหน้านี้ เฟิงซุนเข้าใจว่าชายชุดครามเพียงต้องการสมบัติบางอย่างในแดนลับ จึงให้ตระกูลเฟิงช่วยอำนวยความสะดวก
นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะซับซ้อนและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
เมื่อเห็นปฏิกิริยาหวาดกลัวของเฟิงซุน ชายชุดครามก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
นี่คือผลลัพธ์ที่เขาต้องการ เมื่อเฟิงซุนตระหนักถึงความสำคัญ เขาจะได้ทุ่มเททำงานอย่างถวายหัว ไม่กล้าวอกแวก
อีกเรื่องหนึ่ง… ในเมื่อเฟิงหานตายไปแล้ว ภายในสามวันนี้ เจ้าต้องหาอัจฉริยะคนใหม่มาแทนที่เฟิงหานเพื่อเข้าไปในแดนลับให้จงได้ มิเช่นนั้นเราจะหมดสิทธิ์เข้าร่วมแผนการนี้ นี่คือเหตุผลที่ข้าต้องรีบมาหาเจ้าก่อนกำหนดชายชุดครามจ้องเฟิงซุนเขม็ง แววตาแฝงคำสั่งเด็ดขาด
ทันทีที่เฟิงหานสิ้นลม ชายชุดครามก็รับรู้ได้ผ่านป้ายวิญญาณ จึงรีบบึ่งมาที่นี่ทันที
นายท่าน... ในขุมกำลังของท่านก็มีอัจฉริยะมากมายดาษดื่น เหตุใดต้องมาเฟ้นหาคนจากที่กันดารเช่นนี้ด้วยขอรับเฟิงซุนถามด้วยความสงสัย
มีบางเรื่องที่ข้าไม่อาจอธิบายให้เจ้าฟังได้ในตอนนี้ เจ้าแค่ทำตามที่ข้าสั่งก็พอ หากงานสำเร็จ ข้าไม่ลืมผลประโยชน์ของเจ้าแน่น้ำเสียงของชายชุดครามเริ่มเจือแววข่มขู่ กดดันให้เฟิงซุนหยุดซักไซ้