แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 159 เมาเรือ
ไม่ต้องหรอก ข้ามาแล้วทันทีที่ชางหยวนตั้งท่าจะไปตาม เสียงของเหมียวฉางอันก็ดังลอยมาแต่ไกล
นางเหาะลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่หนาน ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมท่านผู้อาวุโส บุญคุณที่ท่านมอบวาสนาให้ในครั้งนี้ ผู้น้อยจะจดจำไปชั่วชีวิต
โอ้ย… เรื่องเล็กน้อยน่าเย่หนานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจว่าแต่เจ้าเตรียมตัวเสร็จหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วเราออกเดินทางกันเลยไหม
พร้อมแล้วเจ้าค่ะ ขอเชิญท่านผู้อาวุโสขึ้นเรือได้เลยสิ้นเสียงเหมียวฉางอัน เรือเหาะลำงามวิจิตรก็ลอยลำเข้ามาจอดเทียบท่าอยู่ไม่ไกล
บนเรือมีเพียงเหมียวฉานและเหมียวอินที่ยืนรอต้อนรับอยู่
เห็นดังนั้น เย่หนานก็ตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น
เยี่ยม! ลุยกันเลย!ด้วยความดีใจจนลืมตัว เย่หนานกระทืบเท้าส่งแรงดีดตัวอย่างแรง
ตูม!
พื้นหินที่ยืนอยู่ระเบิดกระจายเป็นหลุมลึก ร่างของเย่หนานพุ่งทะยานขึ้นฟ้าไปลงจอดบนดาดฟ้าเรือเหาะอย่างมั่นคง
คารวะท่านผู้อาวุโสเย่เหมียวฉานและเหมียวอินรีบย่อกายทำความเคารพ
โดยเฉพาะเหมียวฉาน ท่าทีเย่อหยิ่งจองหองในอดีตมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความนอบน้อมยำเกรง
ไม่ต้องมากพิธีหรอก ต่อไปเรียกชื่อข้าเฉย ๆ ก็ได้เย่หนานรีบเข้าไปประคองทั้งสองขึ้น
แม้เขาจะอนุญาต แต่ใครเล่าจะกล้าปีนเกลียวเรียกชื่อห้วน ๆ
เจ้าจงเฝ้าอยู่ที่สำนักเหมียวอินนี่แหละ ครั้งนี้ไม่ต้องตามไปชางหยวนหันไปสั่งชางเนี่ยนที่กำลังยืนมองตาละห้อย
ขอรับ ท่านอาจารย์ชางเนี่ยนรับคำเสียงอ่อย
เขารู้ตัวดีว่าตนเองมีพลังน้อยนิด หากดันทุรังตามไปรังแต่จะเป็นตัวถ่วงในสถานการณ์อันตราย
เมื่อเห็นศิษย์รักเชื่อฟัง ชางหยวนก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะก้าวขึ้นเรือตามไป
ไม่นานนัก คณะเดินทางทั้งห้าคนก็มุ่งหน้าสู่จุดหมาย
ตั้งหลายพันลี้ ต้องนั่งไปอีกนานแค่ไหนเนี่ยเย่หนานมองทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วพลางบ่นอุบ
ไม่นานหรอกเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส คาดว่าใช้เวลาเพียงหนึ่งวันก็น่าจะถึงเหมียวฉางอันตอบ
อืม… ก็ดีเย่หนานพยักหน้า สีหน้าเริ่มไม่สู้ดีนัก เขารู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้แปลก ๆ
บ้าเอ๊ย… อย่าบอกนะว่าข้าเมาเรือเย่หนานคิดในใจอย่างหวาดหวั่น
เวลาผ่านไป เรือเหาะแล่นออกจากเขตแดนของสำนักเหมียวอินเข้าสู่ป่าเขาอันกว้างใหญ่
ยิ่งเดินทางลึกเข้าไป ต้นไม้ใบหญ้าก็ยิ่งมีขนาดมหึมาผิดปกติ ราวกับหลุดเข้ามาในยุคดึกดำบรรพ์ พืชพรรณเหล่านี้ดูแปลกประหลาดจนน่าขนลุก
แม้จะเป็นพื้นที่รกร้าง แต่กลับพบเห็นผู้คนสัญจรไปมาหนาตาขึ้นเรื่อย ๆ
มีทั้งเรือเหาะลำเล็ก ๆ ของสำนักขนาดกลาง และผู้ฝึกตนอิสระที่เหาะเหินเดินอากาศด้วยตนเอง
ดูท่าข่าวลือจะเป็นจริง มีผู้คนหลั่งไหลมาที่นี่มากมายเหลือเกิน แม้แต่ระดับเทพปฐพีก็ยังมีให้เห็นประปรายเหมียวฉางอันกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
สำหรับแถบนี้ ผู้ฝึกตนระดับเทพปฐพีถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสูง อาจเป็นถึงผู้อาวุโสหรือเจ้าสำนักเลยทีเดียว
ระหว่างทางยังมีการต่อสู้แย่งชิงสมบัติเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ทว่าเย่หนานกลับไม่มีกะจิตกะใจจะสนใจสิ่งรอบข้าง
เพราะตอนนี้เขากำลังเกาะกราบเรือ อาเจียนออกมาอย่างหมดสภาพ
อ้วก…
ใช่แล้ว… เย่หนานเมาเรือจริง ๆ
เหมียวอินรีบเข้ามาลูบหลังให้ด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของนางดูทั้งขบขันและสงสาร
เหมียวฉางอันและคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
พวกเขาไม่เคยเห็นผู้ฝึกตนระดับสูงที่ไหนเมาเรือมาก่อน โดยเฉพาะยอดคนระดับเย่หนาน เรื่องนี้ช่างเหลือเชื่อจนพวกเขาทำตัวไม่ถูก
อ้วก…หลังจากขย้อนของเก่าออกมาอีกระลอก อาการของเย่หนานก็เริ่มดีขึ้นเล็กน้อย
เหมียวฉางอันรีบสั่งให้ลดความเร็วของเรือลง
ท่านผู้อาวุโส ดื่มชากลั้วคอสักหน่อยเถอะขอรับชางหยวนรีบประคองถ้วยชาเข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ใจ
บัดซบ! ทำไมข้าถึงเมาเรือได้วะเนี่ย เมื่อก่อนไม่เห็นเคยเป็นเลยเย่หนานบ่นกระปอดกระแปดหลังจากรับชามาดื่ม พลางทิ้งตัวลงนอนแผ่หลากับเก้าอี้ผ้าใบ
แน่นอนว่าเมื่อก่อนที่เขาพูดถึง หมายถึงสมัยที่ยังอยู่บนโลกมนุษย์
ขับให้มันช้ากว่านี้อีกหน่อยได้ไหม ข้าจะตายอยู่แล้วเนี่ยเย่หนานสั่งเสียงอ่อย
เจ้าค่ะ ท่านผู้อาวุโสเหมียวฉางอันรีบสั่งการลดความเร็วลงอีกจนแทบจะคลาน
เฮ้อ… ค่อยยังชั่วหน่อยเย่หนานถอนหายใจยาว
เหมียวอินยังคงคอยนวดไหล่คลายเส้นให้เขาอย่างเอาใจใส่
ในขณะที่เย่หนานกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับความสบาย
โครม!
เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกมหาศาลส่งร่างของเย่หนานให้ลอยละลิ่วกระเด็นไปเกี่ยวห้อยต่องแต่งอยู่บนยอดเสากระโดงเรือ
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ มีเพียงเหมียวอินที่ตาไวเห็นเหตุการณ์และหลบได้ทัน แต่ก็ไม่ทันได้เตือนเย่หนาน
ต้นเหตุคือเรือเหาะลำเล็กที่พุ่งเข้ามาชนเรือของพวกเขาอย่างจัง ไม่รู้ว่าจงใจหรืออุบัติเหตุ
และจุดที่ชน ก็ดันตรงกับตำแหน่งที่เย่หนานนอนอยู่พอดี ช่างซวยซ้ำซวยซ้อน
เย่หนานที่เพิ่งจะหายเมาเรือ ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ต้องมาเจอแจ็คพอตเข้าให้อีก
ท่านผู้อาวุโส!เหมียวอินร้องลั่นด้วยความตกใจ รีบวิ่งไปที่หัวเรือ
แม่งเอ๊ย! ใครวะ ขับรถภาษาอะไร ตาบอดหรือไงถึงมองไม่เห็นเรือลำเบ้อเริ่มเทิ่มขวางอยู่ข้างหน้าเนี่ย!เย่หนานตะโกนด่ากราดลงมาจากยอดเสา หน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห
ท่านผู้อาวุโส… รอเดี๋ยวนะเจ้าคะ ข้าจะรีบนำท่านลงมาเหมียวอินหน้าเสียเมื่อเห็นเย่หนานโกรธจัด
เออ! เร็ว ๆ เข้า ระวังอย่าให้ข้าตกลงไปนะเว้ย!เย่หนานสั่งกำชับ
ครู่ต่อมา เหมียวอินก็ช่วยประคองเย่หนานลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เย่หนานก็ถลกแขนเสื้อ เดินดุ่ม ๆ ไปที่ซากเรือเหาะคู่กรณี
แค่ก ๆ
ภายในซากเรือที่พังยับเยิน มีชายหนุ่มสภาพสะบักสะบอมนอนรอมร่ออยู่
ลุกขึ้นมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้! บอกมาซิว่าเอ็งคิดจะทำอะไร ทำไมถึงมาชนเรือข้าเย่หนานกระชากคอเสื้อชายหนุ่มขึ้นมาเขย่า
ข… ขออภัยขอรับ… ข้าไม่ได้ตั้งใจจริง ๆชายหนุ่มหน้าซีดเผือด รีบขอโทษขอโพยโดยไม่ห่วงอาการบาดเจ็บของตน
ไม่ได้ตั้งใจ ตาถั่วหรือไงวะ ขับฝ่าไฟแดงมาชนชาวบ้านเขาเนี่ยนะเย่หนานแยกเขี้ยวใส่
ฮ่า ๆ ๆ… คิดจะหนี จะหนีไปไหนพ้น!
ยังไม่ทันที่เย่หนานจะลงไม้ลงมือ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยอันหยาบกระด้างก็ดังแทรกขึ้นมา
ได้ยินเสียงนั้น ชายหนุ่มในมือเย่หนานก็ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ปล่อยข้าเถอะขอรับ! รีบปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้ ขืนข้าอยู่ที่นี่ พวกท่านจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย!ชายหนุ่มร้องเตือนด้วยความหวังดี
ฮึ! เดือดร้อนบ้าบออะไร เอ็งคิดจะชิ่งหนีความผิดล่ะสิไม่ว่า!เย่หนานไม่สนใจ ยังคงจับคอเสื้อแน่นไม่ยอมปล่อย
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
พริบตานั้น เงาร่างสามสายก็พุ่งลงมาจอดบนดาดฟ้าเรือเหาะของเหมียวฉางอัน
จบกัน… ข้าเตือนพวกท่านแล้วแท้ ๆ ไม่น่ารั้งข้าไว้เลยชายหนุ่มคอตก รู้สึกผิดที่พาซวย
พวกเจ้าเป็นใคร บังอาจมากที่กล้ามาหาเรื่องสำนักเหมียวอิน!เหมียวฉางอันก้าวออกมาขวางหน้า ตวาดถามผู้บุกรุกทั้งสาม
ผู้มาเยือนเป็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สามคน แต่ละคนถือดาบยาวเล่มโต ท่าทางดุดันป่าเถื่อน
สำนักเหมียวอินเมื่อได้ยินชื่อสำนัก ชายฉกรรจ์ทั้งสามก็ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลังเลวูบหนึ่ง