แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 17 ไปเถอะ พี่จะพาเจ้าไปจัดหนักสักมื้อ
ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่ง อายุอานามราวสิบหกสิบเจ็ดปี
เมื่อเห็นซากสัตว์อสูรหมูป่าที่นอนตายอยู่เบื้องหน้าเย่หนาน
ทั้งสองต่างชะงักไปครู่หนึ่ง
ทว่า ไม่นานนัก พวกเขาก็เข้าใจสถานการณ์
สัตว์อสูรตัวนี้ แม้จะเป็นถึงระดับ ขั้นรวบรวมวิญญาณ แต่ก็อยู่ในสภาพร่อแร่เต็มทน บาดเจ็บสาหัสมาก่อนหน้า ความตายเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ระดับพลังของเย่หนาน พวกเขามองปราดเดียวก็รู้แจ้ง
กลิ่นอายความผันผวนของ ขั้นกลั่นลมปราณ ที่แผ่ออกมาจากร่างกายนั้น โกหกกันไม่ได้
ในสายตาของพวกเขา เย่หนานก็แค่ส้มหล่น เก็บตกผลงานของพวกเขาไปเท่านั้น
เมื่อเห็นการปรากฏตัวของคนทั้งสอง เย่หนานก็ชะงักไปเช่นกัน
จากนั้นเขาก็เริ่มระแวดระวังตัวขึ้นมาทันที
หมูตัวนี้คือเสบียงปากท้องของเขาในอีกสองวันข้างหน้า เขาเกรงว่าคนพวกนี้จะมาแย่งชิงไป
ไอ้หนู สัตว์อสูรที่บาดเจ็บสาหัสตัวนี้เป็นเป้าหมายของพวกเรา ไม่ใช่สิ่งที่คนระดับ ขั้นกลั่นลมปราณ อย่างเจ้าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ ชายหนุ่มมองเย่หนานด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อได้ยินวาจานั้น สีหน้าของเย่หนานก็บึ้งตึงลงทันตา
ต่อให้พวกเจ้าทำให้มันบาดเจ็บ แต่สุดท้ายมันก็มาตายด้วยน้ำมือข้าไม่ใช่หรือไง ทำไม พวกเจ้าคิดจะทำตัวเป็นอันธพาลหรือ เย่หนานตอบโต้กลับไปอย่างไม่เกรงกลัว
สามหาว ชายหนุ่มเดือดดาลทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเย่หนาน
พูดจบ ก็ทำท่าจะพุ่งเข้ามาสั่งสอนบทเรียนให้เย่หนานสักฉาด
หลานเฟิง หยุดเดี๋ยวนี้ หญิงสาวเอ่ยปากห้ามปราม
เซียงเอ๋อร์ ไอ้หมอนี่มันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ หลานเฟิงที่ถูกขัดจังหวะมีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
ฝ่ายเย่หนานเมื่อได้ยินคำพูดของหลานเฟิง ย่อมไม่มีทางญาติดีด้วย
เขาทำหน้ากวนประสาทพลางเอ่ยว่า ถ้าไม่พอใจก็เข้ามาตบข้าสิ
หลานเฟิงและหลานเซียง: .
เมื่อเห็นเย่หนานไม่รู้จักหนักเบา หลานเซียงก็ขมวดคิ้วมุ่น
นางคิดว่าเย่หนานที่เป็นเพียงผู้ฝึกตน ขั้นกลั่นลมปราณ ช่างกล้าดีที่มาท้าทายพวกนางที่เป็นถึง ขั้นรวบรวมวิญญาณ
นางนึกสงสัยว่าคนแบบเย่หนาน มีชีวิตรอดมาจนถึงป่านนี้ได้อย่างไร
เมื่อเห็นท่าทางกวนบาทาของเย่หนาน หลานเฟิงก็แผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง
แต่ด้วยความเกรงใจหลานเซียงที่ห้ามไว้ เขาจึงจำต้องข่มกลั้นอารมณ์เอาไว้
สัตว์อสูรตัวนี้ พวกเราเป็นคนลงมือจนมันบาดเจ็บสาหัสจริงๆ พวกเราต้องการเพียงแค่เขี้ยวและแก่นอสูรของมัน ส่วนที่เหลือพวกเราไม่ต้องการ หลานเซียงไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเย่หนาน
นางเองก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้เย่หนานนัก ในสายตาของนาง คนอย่างเย่หนานไม่ช้าก็เร็วคงต้องตายเพราะความโอหังของตัวเอง
หารู้ไม่ว่า ฝ่ายที่โอหังก่อนคือพวกนางต่างหาก นี่คงเป็นความรู้สึกเหนือกว่าเมื่อเห็นคนที่อ่อนแอกว่าตนกระมัง
เมื่อได้ยินคำพูดของหลานเซียง ดวงตาของเย่หนานก็ลุกวาว
แก่นอสูรอะไรนั่น เขาไม่ได้ต้องการอยู่แล้ว
สิ่งที่เขาหมายตาไว้คือเนื้อหมูเน้นๆ ต่างหาก
ก็ได้ อยากได้อะไรก็เชิญตามสบาย เย่หนานโบกมืออย่างไม่ยี่หระ
เมื่อเห็นท่าทีของเย่หนาน ทั้งหลานเซียงและหลานเฟิงต่างก็แปลกใจ นึกว่า เย่หนานจะรนหาที่ตายจริงๆ เสียอีก
แต่ ก็ไม่ได้ใส่ใจ ในเมื่อเย่หนานมีแค่ ขั้นกลั่นลมปราณ จะเอาปัญญาที่ไหนมาแย่งชิงกับพวกเขา
ฮึ รู้จักเจียมตัวก็ดี หลานเฟิงมองเย่หนานด้วยความเหยียดหยาม
อ้าวเฮ้ย ให้เกียรติแล้วได้ใจหรือไง คนอารมณ์ร้อนอย่างเย่หนานมีหรือจะทน ถลกแขนเสื้อเตรียมจะพุ่งเข้าไปบวก
แต่ทว่า เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นสภาพศพหมูป่า สีหน้าของเขาก็มืดครึ้มลง
เฮ้ยๆๆ อย่าไปยุ่งกับขาหมูของข้านะ ตัดไปแบบนั้นเดี๋ยวก็เสียรสชาติหมด เย่หนานมองหลานเซียงด้วยความระเหี่ยใจ
เมื่อได้ยินเสียงโวยวาย หลานเซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้สนใจคำพูดของเย่หนาน นางยังคงลงมือชำแหละต่อไป
ปากบอกว่าเอาแค่เขี้ยวกับแก่นอสูร แต่ชิ้นส่วนสำคัญหลายอย่างบนตัวสัตว์อสูรกลับถูกนางเก็บไปจนเกลี้ยง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เย่หนานยิ่งมองสองคนนี้ด้วยความไม่สบอารมณ์
มันชักจะเกินไปแล้ว เล่นแล่เนื้อของเขาจนเละเทะเป็นชิ้นๆ
แถมยังผิดคำพูด โลภมากไม่รู้จักพอ
แต่ เมื่อพิจารณาดูแล้วว่าหมูตัวนี้ถูกสองคนนี้ทำร้ายมาจริงๆ เขาก็ทำได้เพียงอดทน
แม้เนื้อจะถูกหั่นจนเละเทะ แต่ก็ไม่ส่งผลต่อรสชาติเวลาเอาเข้าปาก
เรียบร้อย ไปกันเถอะ หลานเซียงมองของรางวัลในมืออย่างพึงพอใจ
ตกลง หลานเฟิงพยักหน้า ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะถลึงตาใส่เย่หนานหนึ่งที
เย่หนานไม่มีเวลามาสนใจสองคนนี้หรอก
เขาง่วนอยู่กับการจัดการเนื้อหมูบนพื้น
เขาเคยผ่านงานฆ่าหมูช่วยชาวบ้านมาแล้ว ฝีมือการแล่เนื้อจึงชำนาญยิ่งนัก
ในเมื่อเนื้อถูกแม่นางคนนั้นหั่นเละไปแล้ว เขาเลยเลือกเก็บเฉพาะเนื้อส่วนดีๆ มา
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เก็บเนื้อลงแหวนมิติ ก็เตรียมตัวเดินทางกลับ
ไม่นานนัก เขาก็กลับมาถึงกองไฟ
หลิงหลง มาดูซิว่าพี่เอาอะไรกลับมาฝาก เย่หนานนำเนื้อสัตว์อสูรออกมาโชว์
เมื่อเห็นกองเนื้อบนพื้น ดวงตาของหลิงหลงก็เป็นประกาย
ไม่รอช้า เย่หนานตั้งเตาย่างเนื้อทันที
อุปกรณ์พวกนี้ เขาพกติดตัวมาครบครัน
เรื่องกินเรื่องใหญ่ เย่หนานให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
เพียงครู่เดียว กลิ่นหอมก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว
แม้รอบด้านจะมืดมิด แต่นั่น ไม่ใช่อุปสรรคต่อความสุขในการกินเนื้อของทั้งสองคน
จิบเหล้าแกล้มเนื้อ ความสุขทะลักล้นเกินบรรยาย
เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ทั้งสองก็นอนหลับปุ๋ยคาที่
ทั้งคู่พกเตียงนอนส่วนตัวมาด้วย
ช่วยไม่ได้ เขาอยู่แค่ ขั้นกลั่นลมปราณ ทั้งกลัวหนาวทั้งกลัวหิวนี่นา
หลับยาวไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
หลิงหลงตื่นขึ้นมาก่อน
นางก่อไฟ แล้วไปนอนเอนหลังบนเก้าอี้โยกตัวจิ๋ว มือหนึ่งถือถ้วยชา อีกมือถือหนังสือนิยายอ่านอย่างสบายอารมณ์
เห็นภาพนี้แล้ว เย่หนานก็อดขำไม่ได้
หลังจากจัดการมื้อเช้าเรียบร้อย ก็ขับเกวียนลาออกเดินทางต่อ
จนกระทั่งเกือบเที่ยง ในที่สุดพวกเขาก็เห็นเมืองปรากฏอยู่เบื้องหน้า
โอ๊ย กว่าจะได้ออกจากบ้านแต่ละที มันไม่ง่ายเลยจริงๆ เย่หนานบ่นอุบ
พี่หนาน รีบหาที่กินข้าวกันเถอะ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว หลิงหลงเห็นเมืองอยู่ไม่ไกลก็ตื่นเต้นยกใหญ่
เย่หนานเห็นด้วยอย่างยิ่ง
พวกเขารีบเข้าเมือง แล้วมองหาโรงเตี๊ยมรับฝากรถม้า จัดการจ่ายเงินค่าฝากเกวียนลาให้เรียบร้อย
จากนั้น เย่หนานกับหลิงหลงก็เดินเข้าสู่ตัวเมือง
อืม ไม่เลวเลย แม้จะเทียบกับโลกเก่าของข้าไม่ได้ แต่ ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เย่หนานมองไปรอบๆ พลางหวนนึกถึงดาวโลก
ส่วนหลิงหลง พอเข้าเมืองมาได้ ก็มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตาตื่นใจ
นางอุดอู้อยู่แต่ในเมืองเผิงเฉิงเล็กๆ มาตลอด จะเรียกว่าเมืองก็กระดากปาก มันเหมือนหมู่บ้านขนาดใหญ่เสียมากกว่า จะเอามาเทียบกับเมืองใหญ่ของจริงแบบนี้ได้อย่างไร
ไม่นาน สองมือเล็กๆ ของหลิงหลงก็เต็มไปด้วยของกินเล่น
เรื่องเงินทอง เย่หนานไม่เคยตระหนี่กับหลิงหลง
จะว่าไป เงินทองในบ้าน แทบทั้งหมดก็เป็นหลิงหลงนั่นแหละที่เป็นคนดูแล
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเล่นอยู่นั้น เย่หนานก็เหลือบไปเห็นภัตตาคารที่หรูหราอลังการแห่งหนึ่ง
ผู้คนที่เดินเข้าออกล้วนสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา
เย่หนานมองปราดเดียวก็รู้ว่าที่นี่คือภัตตาคารชั้นเลิศ
บนป้ายชื่อร้านเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่ว่าหอเทียนเซียง
พี่หนาน ตึกนั้นต้องมีของอร่อยแน่ๆ เลยใช่ไหม หลิงหลงทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น
อย่าว่าแต่หลิงหลงเลย แม้แต่เย่หนานเองก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยออกมาจากข้างใน
หลิงหลงเอ๋ย ดูทรงแล้ว ราคาอาหารข้างในน่าจะแพงระยับเลยนะนั่น เย่หนานลูบคางวิเคราะห์
หา งั้นเราไม่ไปก็ได้ หลิงหลงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างรู้ความ
ได้ไงกัน เจอของอร่อยแล้วจะถอยได้เยี่ยงไร เย่หนานทำหน้าจริงจัง ไป วันนี้พี่จะพาเจ้าไปจัดหนักสักมื้อ
ว่าแล้วทั้งสองก็ก้าวเท้าเดินเข้าไป
เสื้อผ้าอาภรณ์ของทั้งคู่ถือว่าดูดีมีราคา เพราะเป็นของที่ระบบมอบให้ ยามเฝ้าประตูจึงไม่ได้ขัดขวาง
ยิ่งไปกว่านั้น บุคลิกท่าทางของเย่หนานก็ดูโดดเด่นเหนือปุถุชน
เงื่อนไขคือ ตราบใดที่เย่หนานยังไม่เปิดปากพูด.
ทั้งสองเดินเข้ามาได้อย่างราบรื่น
ภัตตาคารแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามชั้น ยิ่งสูงคนยิ่งน้อย
เมื่อมองดูชั้นล่างที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เย่หนานก็ขมวดคิ้ว เพราะ ไม่มีโต๊ะว่างแล้ว