แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 18 ใช้เคล็ดวิชาจ่ายค่าข้าวได้ไหม
ไป เราขึ้นไปข้างบนกันเถอะ เย่หนานบอกกับหลิงหลง
เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสอง จำนวนคนก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ทว่า ก็ยังคงมีเสียงจอแจอยู่บ้าง
เย่หนานเดินนำขึ้นไปต่อ จนกระทั่งถึงชั้นสาม
อย่างไรก็ตาม การที่เย่หนานและหลิงหลงเดินขึ้นไปยังชั้นสาม
ทำให้ผู้คนทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสอง ต่างมองตามด้วยความตกตะลึง
พี่หนาน ทำไมพวกเขาถึงมองเราแปลกๆ แบบนั้นล่ะ หลิงหลงถามด้วยความสงสัย
ช่างเถอะ เราขึ้นไปหาที่นั่งกินข้าวกันดีกว่า เย่หนานไม่สนใจสายตาเหล่านั้น
และแล้ว เมื่อขึ้นมาถึงชั้นสาม ดวงตาของเย่หนานก็เป็นประกาย
เวลานี้บนชั้นสาม มีลูกค้านั่งอยู่เพียงโต๊ะเดียว
บรรยากาศเงียบสงบ และ ตกแต่งได้อย่างงดงามวิจิตรตระการตา
ด้านหน้ามีเวทีการแสดง บนเวทีมีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มกำลังบรรเลงดนตรีขับกล่อม
เมื่อเห็นเย่หนานและหลิงหลงเดินเข้ามา ลูกค้าสองคนที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่ต่างก็ชะงักไป
ทั้งคู่มองมาที่ผู้มาใหม่ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
โต๊ะนั้นมีเพียงชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง และหญิงสาวชุดแดงที่ดูงดงามเย้ายวนวัยประมาณยี่สิบปี
ดูจากการแต่งกายและบุคลิกฐานะของทั้งสองย่อมไม่ธรรมดา
ทว่า บัดนี้ทั้งสองต่างจ้องมองเย่หนานด้วยความประหลาดใจ
เจ้ารู้จักคนผู้นี้หรือไม่ ชายวัยกลางคนถามหญิงสาวชุดแดง
เขาคือเจ้าเมืองของเมืองนี้ หยวนหลิน เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองหยวน
ส่วนหญิงสาวชุดแดงคือเจ้าของหอเทียนเซียงแห่งนี้ จูหลาน
ข้านึกว่าท่านรู้จักเสียอีก จูหลานหันกลับไปมองหยวนหลิน
คราวนี้ ทั้งสองเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว
ชั้นสามของหอเทียนเซียง โดยปกติจะไม่เปิดรับแขกทั่วไป จะมีเพียงบุคคลระดับสูงของเมืองหยวนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขึ้นมา
น่าสนุกแล้วสิ เจ้าจะไม่ลองเข้าไปทักทายหน่อยหรือ หยวนหลินมองจูหลานด้วยสายตาหยอกเย้า
เพราะถึงอย่างไร นี่ก็คือลูกค้าของหอเทียนเซียง
อีกทั้ง ผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่รู้จักหอเทียนเซียงนั้นมีน้อยยิ่งนัก
เพราะหอเทียนเซียงมีความเป็นมาที่ลึกลับ และมีสาขาอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วไป
แม้เย่หนานจะเป็นเพียง ขั้นกลั่นลมปราณ แต่ก็ถือเป็นผู้บำเพ็ญเพียร
พวกเขาสงสัยว่า อาจจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ที่ออกมาเที่ยวเล่น
เมื่อได้ยินคำพูดของหยวนหลิน จูหลานก็ค้อนขวับ
แม้ภายนอกจูหลานจะดูอายุน้อยกว่ามาก แต่ ทั้งสองคนคบหากันในฐานะสหายรุ่นเดียวกัน แม้แต่หยวนหลินที่เป็นถึงเจ้าเมือง ก็ไม่กล้าวางท่าข่มนาง
เมื่อเห็นหญิงสาวเดินตรงเข้ามา
เย่หนานไม่ได้ใส่ใจ เขาเดาว่าผู้หญิงคนนี้คงเป็นเถ้าแก่เของร้านนี้กระมัง
คุณชาย ไม่ทราบว่า ท่านคือ จูหลานเยื้องย่างเข้ามาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน
ข้ามากินข้าว เย่หนานตอบกลับไปตามตรงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
คำตอบนี้ทำเอาทั้งสองคนอึ้งไป
มุมปากของจูหลานกระตุกเล็กน้อย นางคิดในใจว่า คงเป็นพวกคุณชายเจ้าสำราญที่ไม่รู้ประสีประสามาจากไหนสักแห่งแน่
ชั้นสามนี้ไม่ใช่ที่ที่ใครอยากจะขึ้นก็ขึ้นมาได้ หากจะมาต้องจองล่วงหน้า และต้องได้รับอนุญาตจากนางเสียก่อน
รีบเสิร์ฟอาหารเถอะ เย่หนานไม่ได้สนใจเลยว่าจูหลานกำลังคิดอะไรอยู่
เขาไม่ได้ปรายตามองจูหลานเป็นครั้งที่สองด้วยซ้ำ
พรูด
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่หนาน หยวนหลินที่กำลังยกจอกเหล้าขึ้นดื่ม ถึงกับพ่นเหล้าออกมาเต็มโต๊ะ
สีหน้าของจูหลานเริ่มดูไม่ได้ อย่าว่าแต่เรื่องอื่นเลย
แค่นางผู้เป็นสาวงามอันดับหนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้า เย่หนานกลับไม่ชายตามองแม้แต่นิดเดียว
หากเป็นชายอื่น เพียงนางเอ่ยปากคำเดียว ก็พร้อมจะถวายหัวให้แล้ว
คุณชาย อาหารบนชั้นสามของเรา ราคาแพงมากนะเจ้าคะ จูหลานข่มความโกรธไว้ภายใต้รอยยิ้มการค้า แล้วมองเย่หนาน
แพง แพงแค่ไหนเชียว จากนั้น เย่หนานก็หันไปถามหลิงหลง หลิงหลง เราเหลือเงินอยู่เท่าไหร่
เมื่อได้ยินคำถาม หลิงหลงก็เกาหัวแกรกๆ พยายามนึก
ดูเหมือนนางเองก็ไม่รู้ว่าเหลือเท่าไหร่ จึงสะบัดมือวูบหนึ่ง ถุงเงินเจ็ดแปดถุงก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
เมื่อเห็นฉากนี้ จูหลานและหยวนหลินต่างก็ประหลาดใจเล็กน้อย
เพราะ ผู้ฝึกตน ขั้นกลั่นลมปราณ น้อยคนนักที่จะมีปัญญาซื้อแหวนมิติ
และ ทั้งเย่หนานและหลิงหลงต่างก็มีสวมใส่คนละวง
แต่ ก็แค่ประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น
แหวนมิติไม่ใช่ของหายากอะไร
แหวนของหลิงหลงดูธรรมดา แต่ แหวนสีม่วงทองบนนิ้วเย่หนานนั้น นางไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
นอกจากความสวยงามแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้สังเกตเห็นความพิเศษอื่นใด
ในขณะที่ทั้งสองกำลังคิดเช่นนั้น
ฉากถัดมา ก็ทำเอาพวกเขาถึงกับตาค้าง
เพราะ พวกเขาเห็นหลิงหลงและเย่หนาน กำลังนับเหรียญทองแดงในถุงเงินกันอย่างขะมักเขม้น
จูหลานทนดูต่อไปไม่ไหว มุมปากกระตุกยิกๆ
เอ่อ คือว่า คุณชาย การจะรับประทานอาหารที่นี่ ต้องใช้หินวิญญาณจ่ายนะเจ้าคะ ไม่ใช่เงินตราของปุถุชน จูหลานพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดแล้วเอ่ยบอก
หา หินวิญญาณ เย่หนานและหลิงหลงได้ยินดังนั้น ก็หน้าซีดเผือดราวกับโลกถล่ม
พวกเขาจะไปเอาหินวิญญาณมาจากไหน
วันๆ เช็กอินได้แต่ของแปลกๆ ไม่ก็พวกเคล็ดวิชาหรืออาวุธ
จริงสิ ข้ามีเคล็ดวิชานี่นา ไม่รู้ว่าจะเอามาจ่ายค่าข้าวแทนได้ไหม เย่หนานฉุกคิดขึ้นได้
อุตส่าห์เข้ามาแล้ว ถ้าไม่ได้กินสักมื้อคงเสียหน้าแย่
ข้าไม่มีหินวิญญาณ เอาเคล็ดวิชาจ่ายแทนได้หรือไม่ เย่หนานหันไปถามจูหลาน
ได้ยินดังนั้น จูหลานก็หมดความอดทน สีหน้าดำทะมึนลงทันที
นางไม่มีความสนใจในเคล็ดวิชาที่เย่หนานพูดถึงเลยแม้แต่น้อย
เคล็ดวิชาที่เอามาแลกข้าวได้ จะมีค่าสักแค่ไหนเชียว
ในสายตานาง เย่หนานคือกะล่อนที่จะมากินฟรี เปิดร้านมาตั้งนาน ยังไม่เคยมีใครกล้ามากินฟรีที่ร้านนางมาก่อน
ในจังหวะที่นางกำลังจะสั่งให้คนโยนเย่หนานออกไป เสียงหนึ่งก็ดังขัดขึ้น
ฮ่าฮ่าฮ่า ก็แค่ข้าวเมื้อเดียว วันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าเลี้ยงเอง เวลานั้น หยวนหลินก็เดินเข้ามา
เมื่อได้ยินคำพูดของหยวนหลิน จูหลานก็หันไปมองด้วยความแปลกใจ
เย่หนานตาเป็นประกาย แต่ ก็ยังส่ายหน้าปฏิเสธอย่างจริงจัง เกรงใจแย่เลย ข้ากินของฟรีไม่ได้หรอก ข้าให้เคล็ดวิชาท่านสักเล่มก็แล้วกัน
โธ่ สหายตัวน้อยไม่ต้องเกรงใจ ข้าบอกว่าเลี้ยงก็คือเลี้ยง ไม่ต้องเอาเคล็ดวิชามาแลกหรอก หยวนหลินยิ้มอย่างใจดี
เห็นได้ชัดว่า เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเคล็ดวิชาของเย่หนาน
วันนี้เป็นวันที่หยวนหลินเพิ่งได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองอย่างเป็นทางการ เขาจึงมาฉลองที่หอเทียนเซียง
ปกติเขาก็เป็นที่รักใคร่ของชาวเมืองอยู่แล้ว
ในขณะที่หยวนหลินกำลังพูดปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ
ฟึ่บ
เย่หนานก็หยิบม้วนคัมภีร์ออกมาหนึ่งม้วน นี่คือเคล็ดวิชาระดับสี่
เย่หนานไม่ได้เห็นค่าของเคล็ดวิชาพวกนี้ แต่ ในความคิดของเขา เคล็ดวิชาระดับสี่แลกข้าวหนึ่งมื้อ น่าจะพอไหวอยู่กระมัง
ทันทีที่หยิบเคล็ดวิชาออกมา เย่หนานที่ได้ยินคำยืนกรานของหยวนหลิน ก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
จริงหรือ แหม เกรงใจจังเลย เย่หนานเห็นหยวนหลินยืนยันหนักแน่น ก็เตรียมจะเก็บเคล็ดวิชากลับคืน
แต่ทว่า เขาไม่ทันสังเกตเห็นแววตาที่เป็นประกายวาววับของคนทั้งสอง แถม ลมหายใจของพวกเขาก็เริ่มถี่กระชั้น
พวกเขามองปราดเดียวก็รู้ว่าเคล็ดวิชานี้ไม่ธรรมดา
สัมผัสของพวกเขาไม่มีทางผิดพลาด
เมื่อเห็นเย่หนานกำลังจะเก็บเคล็ดวิชากลับไป
หยวนหลินและจูหลานต่างก็ร้องออกมาพร้อมกันว่า เดี๋ยวก่อน
เย่หนานชะงัก
มองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เป็นอะไรไป
แต่ พอเห็นสายตาที่ร้อนแรงของทั้งคู่ เย่หนานก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
เคล็ดวิชาพวกนี้สำหรับเขาคือขยะ แต่สำหรับคนพวกนี้ มันอาจจะไม่ใช่
แหะๆ ข้าคิดว่า ข้าควรจะรับน้ำใจตอบแทนจากสหายตัวน้อยไว้ เพื่อแสดงถึงวาสนาที่เราได้พบกัน หยวนหลินพูดด้วยน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
แต่ มือไม้ที่ถูไปมาไม่หยุดนั้น บ่งบอกว่าเขาแทบจะกระโจนเข้าไปแย่งมาจากมือเย่หนานอยู่รอมร่อ