แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 19 ขายเคล็ดวิชา
ข้าว่าไม่น่าจะใช่ ในมุมมองของข้า การที่คุณชายท่านนี้ให้เกียรติมาทานอาหารที่หอเทียนเซียงของเรา นับว่าเป็นวาสนาต่อกัน ดังนั้นมื้อนี้ สมควรให้ทางหอเทียนเซียงเป็นเจ้าภาพมากกว่า จูหลานไม่ยอมน้อยหน้า
เคล็ดวิชาระดับสี่ สำหรับนางแล้วอาจจะไม่ใช่ของวิเศษอะไรมากมาย แต่นำไปประมูลขายได้นี่นา รับรองว่าต้องแย่งกันหัวร้างข้างแตกแน่ๆ ราคาที่ได้ย่อมสูงกว่าค่าอาหารมื้อเดียวแบบเทียบกันไม่ติด
ประจวบเหมาะที่ภายใต้สังกัดของหอเทียนเซียง ก็มีองค์กรประมูลอยู่พอดี
ส่วนหยวนหลินกลับคิดต่างออกไป ตัวเขาเองเพิ่งจะฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสามเท่านั้น
ระดับสี่เชียวนะ มันจะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ให้เขาได้มหาศาล
เถ้าแก่เอาจู ท่านเองก็ไม่ได้ขาดแคลนเคล็ดวิชาระดับสี่ แล้วจะมาแย่งกับข้าทำไม หยวนหลินหน้าตึง รีบพูดความในใจออกมาตรงๆ
เวลานี้ สีหน้าของเขาไร้ซึ่งความอ่อนโยนดั่งเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
แต่จูหลานทำหูทวนลม นางยังคงส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้เย่หนานต่อไป
โอ๊ย ไม่ต้องแย่งกันแล้ว เอาไปคนละเล่มนั่นแหละ แล้วรีบๆ ยกอาหารมาได้แล้ว น้องสาวข้าหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย เย่หนานเริ่มหมดความอดทน เขาชี้ไม้ชี้มือไปที่หลิงหลงซึ่งกำลังนั่งดูความสนุกอยู่
หลิงหลงที่ถูกพาดพิงถึงกับทำหน้าเหวอ คิดในใจว่า ตัวเองหิวแท้ๆ ยังจะมาโทษข้าอีก
ฟึ่บ ฟึ่บ
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะตั้งตัว เคล็ดวิชาระดับสี่อีกเล่มก็ปรากฏขึ้นในมือเย่หนาน
เขาโยนมันให้กับทั้งคู่ราวกับโยนเศษขยะ
เมื่อได้รับเคล็ดวิชาระดับสี่แบบง่ายๆ ราวกับได้เปล่า ทั้งหยวนหลินและจูหลานต่างก็มึนงงไปชั่วขณะ
แต่ ความปิติยินดีในใจกลับมิได้ลดน้อยลงเลย
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยิ่งสงสัยใคร่รู้ว่า เย่หนานมาจากตระกูลมหาอำนาจใดกันแน่ ถึงได้กล้าแจกเคล็ดวิชาระดับสี่ให้คนแปลกหน้าแบบนี้
จูหลานเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน แม้นางจะมีเคล็ดวิชาระดับสี่อยู่ในครอบครอง แต่จะให้แจกใครสุ่มสี่สุ่มห้า นางก็ทำใจไม่ได้เหมือนกัน
วินาทีนี้ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่
นั่นคือ เย่หนานต้องมาจากขุมพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่คับฟ้าแน่นอน
เพียงแต่ ระดับพลังของเย่หนานนี่สิ ที่ทำให้พวกเขาสับสน
ขั้นกลั่นลมปราณ จะได้รับอนุญาตให้พกของสำคัญขนาดนี้ออกมาเดินเพ่นพ่านข้างนอกได้เชียวหรือ
ทั้งสองกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวง พวกเขาสงสัยว่าเย่หนานอาจจะมีผู้พิทักษ์คอยติดตาม
แต่ทว่า หลังจากกวาดตามองจนทั่ว ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
ยังจะยืนบื้อกันอยู่อีกทำไม รีบไปยกอาหารมาสิ เมื่อเห็นทั้งสองยังคงมองซ้ายมองขวาอย่างเหม่อลอย เย่หนานก็เริ่มหงุดหงิด
เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ ได้เลยเจ้าค่ะ จูหลานได้สติก่อนใคร นางรีบกุลีกุจอสั่งงานลูกน้องทันที
สหายตัวน้อย ไม่ทราบว่า ข้าขอนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่ หยวนหลินเอ่ยถามเย่หนานอย่างระมัดระวัง
หา เชิญตามสบาย เย่หนานไม่ได้ถือสาหาความ
ขอบคุณ หยวนหลินรีบนั่งลงทันที จูหลานเองก็ไม่รอช้า นางทรุดกายลงนั่งข้างๆ เย่หนานอย่างแนบชิด
ไม่นานนัก อาหารรสเลิศและสุราชั้นดีก็ถูกยกมาเสิร์ฟเต็มโต๊ะ ต่างฝ่ายต่างก็ได้แนะนำตัวกันจนรู้จักชื่อเสียงเรียงนาม
จูหลานถึงขั้นรินเหล้าเอาใจเย่หนานด้วยตัวเอง แถมยังแอบใช้เรือนร่างเบียดกระแซะเย่หนานอยู่เนืองๆ
แต่เย่หนานกลับนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก
หลิงหลงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่มองบนด้วยความเอือมระอา
นางอาจจะตัวเล็ก แต่ความคิดความอ่านโตเกินตัวนะจะบอกให้
หยวนหลินเองก็มองภาพบาดตาบาดใจนั้นด้วยมุมปากที่กระตุกยิกๆ
ไม่ทราบว่า คุณชายเย่มาจากสำนักหรือตระกูลใดหรือเจ้าคะ จูหลานถามหยั่งเชิงด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์
ข้าไม่มีสังกัด มีแค่ข้ากับน้องสาวสองคน อ้อ แล้วก็มีลูกศิษย์อีกสองคนด้วย เย่หนานตอบไปพลางเคี้ยวตุ้ยๆ ไปพลาง
สำหรับคำตอบของเย่หนาน จูหลานและหยวนหลินย่อมไม่เชื่อถือ
ส่วนเรื่องลูกศิษย์ ผู้ฝึกตน ขั้นกลั่นลมปราณ รับศิษย์ ลูกศิษย์จะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว
มื้อนี้เย่หนานกินจนพุงกางอย่างมีความสุข
หลิงหลงเองก็ลูบพุงน้อยๆ ของนางด้วยความอิ่มเอม
เมื่อดูจากกิริยาท่าทางในการกินของทั้งคู่ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนลูกหลานตระกูลผู้ดีตีนแดงเลยสักนิด
เรื่องนี้ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับจูหลานและหยวนหลิน
หรือว่า จะเป็นผู้มีวาสนาที่บังเอิญไปพบขุมทรัพย์ จูหลานคาดเดาในใจ
เพราะคนดวงเฮงแบบนี้ ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่หาได้ยากยิ่ง หนึ่งในหมื่นคนจะมีสักคน
แต่นางยังปักใจเชื่อว่าเย่หนานมีผู้อยู่เบื้องหลังที่แข็งแกร่ง หรือไม่ก็มาจากขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่มากกว่า
เพราะลำพังแค่ ขั้นกลั่นลมปราณ จะเป็นคนดวงแข็งขนาดนั้นได้เชียวหรือ
หยวนหลินเองก็มีความคิดไปในทิศทางเดียวกัน
ไม่ทราบว่าคุณชายยังมีเคล็ดวิชาเหลืออีกหรือไม่เจ้าคะ ข้าสามารถช่วยคุณชายนำไปประมูลได้ ทางเราคิดค่าดำเนินการเพียงหนึ่งส่วน คุณชายเห็นเป็นอย่างไร จูหลานเปลี่ยนเรื่อง คราวนี้ส่งสายตายั่วยวนเต็มที่
จริงด้วย ข้าลืมคิดเรื่องนี้ไปได้ยังไง เย่หนานตบโต๊ะดังฉาด
เขารู้ดีว่าเงินตราของคนธรรมดา สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วแทบไร้ค่า ตัวอย่างก็คือค่าอาหารมื้อนี้
เมื่อได้ยินเย่หนานอุทาน จูหลานก็ลอบยิ้มในใจ ว่าแล้วเชียว พ่อรูปหล่อคนนี้ต้องมีของดีติดตัวอีกเพียบ
สหายตัวน้อย ไม่ต้องลำบากไปประมูลหรอก ท่านเสนอราคามาเลย ข้ายินดีจ่ายสด หยวนหลินที่นั่งเงียบอยู่รีบเสนอตัว
ได้ยินดังนั้น จูหลานก็หรี่ตาลงทันที มองหยวนหลินด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
แต่เวลานี้ หยวนหลินมีหรือจะสนจูหลาน
คุณชายเย่ อย่าไปฟังเขาเจ้าค่ะ หากนำไปประมูล รับรองว่าคนต้องแย่งกันประมูลจนราคาพุ่งกระฉูดแน่ ขืนขายให้เขาตรงๆ ท่านจะขาดทุนย่อยยับนะเจ้าคะ จูหลานรีบคัดค้านหัวชนฝา
ได้ฟังเหตุผลของจูหลาน เย่หนานก็พยักหน้าเห็นด้วย
เขาคิดว่าจูหลานพูดมีเหตุผล ตอนนี้เขากำลังขาดแคลนหินวิญญาณ การนำไปประมูลน่าจะคุ้มค่าที่สุด
ตกลง งั้นฝากเจ้าจัดการเรื่องประมูลด้วยแล้วกัน เย่หนานหยิบม้วนคัมภีร์ออกมาอีกหนึ่งม้วน คราวนี้เป็นเคล็ดวิชาระดับห้า
ความจริงเย่หนานอยากจะเอาของระดับสูงกว่านี้ออกมา แต่กลัวว่าจะนำปัญหามาให้โดยไม่จำเป็น
อีกอย่าง แค่เคล็ดวิชาระดับห้าเล่มเดียว หินวิญญาณที่ได้ก็น่าจะพอให้เขาใช้จ่ายไปได้อีกสักพักใหญ่ๆ
ถ้าหมดเมื่อไหร่ ค่อยเอาออกมาขายอีกเล่มก็ได้ ยังไงเขาก็มีเคล็ดวิชาเหลือเฟืออยู่แล้ว
เมื่อเห็นเคล็ดวิชาระดับห้า ทั้งสองคนถึงกับสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง
หยวนหลินอยากจะเอ่ยปากขอซื้อ แต่ก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ
เย่หนานเพิ่งจะให้เขามาเล่มหนึ่ง คนเราต้องรู้จักพอ ไม่ควรโลภมาก
ส่วนเรื่องแย่งชิง อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องฐานะที่แท้จริงของเย่หนานเลย ลำพังแค่ศักดิ์ศรีของเขา เขาก็ไม่คิดจะทำเรื่องต่ำช้าพรรค์นั้น
เอาเถอะ ถึงเวลาประมูล เขาจะทุ่มสุดตัวเพื่อคว้ามันมาให้ได้ก็แล้วกัน
สหายตัวน้อย ข้ามีธุระต้องขอตัวก่อน หากมีเรื่องอะไรให้ช่วย บอกข้าได้ทันที ข้าเต็มใจช่วยเสมอ หยวนหลินกล่าวลาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ได้เลย เย่หนานไม่ปฏิเสธ จากบทสนทนาเมื่อครู่ เขารู้แล้วว่าคนผู้นี้เป็นถึงเจ้าเมือง
วันหน้าหากมีเรื่องเดือดร้อน อาจจะได้พึ่งพาอาศัยกันจริงๆ
ครู่ต่อมา หยวนหลินก็จากไป
เขารีบกลับไปรวบรวมหินวิญญาณ เขาตั้งมั่นว่าจะต้องประมูลเคล็ดวิชาระดับห้าเล่มนั้นมาครองให้จงได้
และในขณะเดียวกัน เขาก็เตรียมแผนที่จะผูกมิตรกับเย่หนานอย่างจริงจัง ไม่เกี่ยวกับเรื่องระดับพลัง
ลำพังแค่เย่หนานสามารถควักเคล็ดวิชาระดับห้าออกมาประมูลขายเล่นๆ ได้ ตัวตนของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
จูหลานเองก็คิดเช่นเดียวกัน แม้ตัวนางจะมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา แต่ นั่นมันก็เป็นเรื่องในอดีตไปแล้ว
เอิ๊ก อิ่มจัง หลิงหลงอิ่มหรือยัง ถ้าอิ่มแล้วเราไปกันเถอะ เย่หนานเรอออกมาเสียงดัง แล้วหันไปถามหลิงหลง
เขาตั้งใจจะไปหาที่พัก แล้วรอจนกว่างานประมูลจะเริ่ม ไหนๆ ก็ฝากของไว้กับจูหลานแล้ว
ส่วนเรื่องจูหลานจะโกงหรือไม่ เย่หนานไม่ใส่ใจเลยสักนิด
อย่างแรก ของพวกนี้ในสายตาเขามันก็แค่ขยะ
และถ้ากล้าโกง เขาก็แค่ถล่มหอเทียนเซียงให้ราบเป็นหน้ากลองก็สิ้นเรื่อง
เมื่อเห็นเย่หนานและหลิงหลงเตรียมจะลุกจากไป
จูหลานรีบเอ่ยรั้งไว้ คุณชายเย่ พักที่หอเทียนเซียงของเราดีกว่าไหมเจ้าคะ รับรองว่าท่านจะต้องพึงพอใจแน่นอน
พูดจบ นางก็ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้เย่หนานอีกครั้ง
ได้ยินคำชวนของจูหลาน ดวงตาของเย่หนานก็ลุกวาว ถามสวนกลับไปทันทีว่า รวมค่าอาหารด้วยไหม
จูหลาน:
แต่นางก็ยังตอบกลับไปว่า แน่นอนเจ้าค่ะ คุณชายเย่เป็นแขกคนสำคัญของหอเทียนเซียงเรา ประจวบเหมาะพอดี พรุ่งนี้จะมีงานประมูลจัดขึ้น
แจ๋วเลย งั้นข้าพักที่นี่แหละ เย่หนานถูกใจรสชาติอาหารของหอเทียนเซียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หลิงหลงเองก็ยิ้มแก้มปริ
เห็นได้ชัดว่า นางเองก็ติดใจในรสชาติอาหารของที่นี่เช่นกัน
ดังนั้น จูหลานจึงจัดห้องพักสุดหรูให้สองห้อง
โดยปกติ หอเทียนเซียงไม่มีบริการห้องพักค้างคืน
แต่ทำไงได้ ใครใช้ให้เย่หนานเป็นพ่อบุญทุ่มเล่า
เย่หนานและหลิงหลงได้ห้องพักคนละห้อง
ส่วนจูหลาน เวลานี้ได้รีบบึ่งไปยังลานประมูลที่อยู่ไม่ไกล
ทันทีที่ไปถึง จูหลานก็เรียกประชุมด่วน
เพียงครู่เดียว ในห้องรับรองหรูหรา ก็เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา
มีทั้งชายและหญิง ทั้งคนหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่
คนเหล่านี้ล้วนเป็นระดับผู้บริหารของโรงประมูลและหอเทียนเซียง