แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 225 หัตถ์เหล็กไร้ใจ!
อย่านะ! ท่านเสนอราคามาเลย ตราบใดที่ข้าจ่ายไหวและไม่เกินกว่าเหตุ ข้าตกลงทุกอย่าง! อวิ๋นซางยังคงตื๊อไม่เลิก แม้จะโดนปฏิเสธไปแล้ว
ถ้ายังไม่หุบปาก ข้าจะยึดขวดยาในมือเจ้าคืนเดี๋ยวนี้ เย่หนานถลึงตาใส่อวิ๋นซาง
ได้ยินคำขู่นั้น อวิ๋นซางรีบหุบปากฉับ เก็บขวดยาเข้าแหวนมิติด้วยความเร็วแสง กลัวโดนยึดคืนจริงๆ
ไม่ให้ก็ไม่ให้สิ… ดุกันจัง อวิ๋นซางบ่นอุบอิบอย่างน้อยใจ
หากคนภายนอกมาเห็นภาพผู้นำตระกูลอวิ๋น หนึ่งในสี่ขุมอำนาจใหญ่แห่งแดนทักษิณ ทำท่าทางเหมือนเด็กถูกขัดใจเช่นนี้ คงได้ตกตะลึงจนกรามค้างกันเป็นแถบ
ยินดีด้วยที่ผ่านด่านที่สาม เชิญเข้าสู่ด่านที่สี่
เสียงลึกลับดังก้องกังวานขึ้นอีกครั้ง
วูบ!
ร่างของทั้งสามหายวับไปพร้อมกับแสงสว่าง
แน่นอนว่าก่อนไป เย่หนานไม่ลืมที่จะคว้ากระจกทองแดงบานยักษ์ติดไม้ติดมือไปด้วย ชิงมู่ไม่สน ส่วนอวิ๋นซางได้แต่มองตาปริบๆ
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง พวกเขามาอยู่ที่ตำหนักหลังที่สี่
ทันทีที่เหยียบย่างเข้ามา กลิ่นอายสังหารอันรุนแรงก็พุ่งเข้ากระแทกหน้าจนแทบหายใจไม่ออก
จงเอาชนะพวกมัน ผู้ชนะได้ไปต่อ ผู้แพ้… ตาย
เย่หนานและพรรคพวกเริ่มชินชาเสีงลึกลับนี้แล้ว พวกเขาหันไปสนใจร่างโครงกระดูกสามร่างที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าแทน
โครงกระดูกแต่ละร่างถือศาสตราวุธต่างชนิดกัน เพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากศาสตราวุธเหล่านั้น ก็ทำให้อวิ๋นซางตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ทะ… ทำยังไงดี พวกมันดูแข็งแกร่งมากเลย อวิ๋นซางเริ่มสติแตก ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจ
โธ่เอ๊ย… ใจปลาซิวจริงพ่อคุณ เย่หนานแสยะยิ้มเยาะ
สู้สิ! ชิงมู่คำรามก้อง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ลุกโชน ในที่สุดเขาก็ได้เผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับ ขอบเขตไร้ประมาณ แม้จะเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ แต่ก็มีถึงสามตน
นี่คือเป้าหมายที่เขาดั้นด้นมาถึงที่นี่ เพื่อสืบทอดมรดกของผู้แกร่งกล้า แต่หลังจากได้พบเย่หนาน เรื่องมรดกกลายเป็นเรื่องรอง การได้ประลองยุทธ์ต่างหากที่เขาถวิลหา
พอดีเลย มีสามตัว แบ่งกันคนละตัว เย่หนานหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่อวิ๋นซาง
ข้า… อวิ๋นซางอึกอัก หน้าซีดเผือด เจ้าเองก็เหมือนกันแหละ! นอกจากท่านผู้อาวุโสชิงมู่แล้ว เจ้าอาจจะตายเร็วกว่าข้าซะอีก!
อวิ๋นซางไม่ได้เห็นฉากที่เย่หนานโชว์เทพตอนสู้กับหุ่นเชิด เพราะมัวแต่สลบเหมือด จึงยังกังขาในฝีมือของเย่หนาน
เริ่มได้!
เสียงลึกลับดูเหมือนจะรำคาญที่พวกเขามัวแต่คุยกัน จึงประกาศเริ่มการต่อสู้ทันที
ฟุ่บ!
สิ้นเสียง โครงกระดูกทั้งสามพุ่งเข้าประชิดตัวพวกเขาทันที
ระวัง!
ชิงมู่ไหวพริบดีสุด ผลักอวิ๋นซางกระเด็นออกไปให้พ้นวิถีการโจมตี แต่เพราะมัวแต่ห่วงคนอื่น เขาจึงเปิดช่องโหว่ให้โดนโจมตีเข้าใส่สองทางพร้อมกัน
ตูม!
ร่างของชิงมู่กระเด็นไปกระแทกผนัง
ส่วนเย่หนาน... ไม่ต้องพูดถึง ปลิวไปคนแรกเลย ด้วยประสาทสัมผัสอันเชื่องช้า เขาแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าศัตรูมาถึงตัวตอนไหน
บัดซบ! ลอบกัดกันอีกแล้วเรอะ เย่หนานลุกขึ้นปัดฝุ่นด้วยความหงุดหงิด
เจ้าจัดการหนึ่งตัว ข้าเหมาสอง ตกลงไหม เย่หนานหันไปตะโกนบอกชิงมู่
ตกลง! ชิงมู่รับคำ เขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาคงรับมือสองตัวไม่ไหว และเขาก็มั่นใจในความแข็งแกร่งของอาจารย์
ทางด้านอวิ๋นซางที่โดนผลักออกมา ยืนงงอยู่พักหนึ่ง พอตั้งสติได้ก็ทำท่าจะพุ่งเข้าไปช่วยเย่หนาน อย่างน้อยก็ดีกว่ายืนรอความตาย
เจ้าไปหาที่หลบซะ! คอยดูความเท่ของข้าก็พอ! เย่หนานตะโกนห้ามอวิ๋นซางเสียงดังลั่น
แต่ดูเหมือนโครงกระดูกพวกนี้จะไม่สนใจฟัง พวกมันแบ่งหน้าที่กันชัดเจน หนึ่งคนต่อหนึ่งตัว
แม่งเอ๊ย! สู้ก็สู้โว้ย! เมื่อเห็นโครงกระดูกพุ่งเข้ามา อวิ๋นซางตัดสินใจสู้ตาย
ตูม!
แต่เพียงแค่ปะทะกันครั้งแรก อวิ๋นซางก็ปลิวละลิ่วไปกระแทกกำแพง
บอกให้ไปหลบไงเล่า! ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึ เย่หนานที่เพิ่งถีบโครงกระดูกตัวหนึ่งกระเด็นไป หันมาดุอวิ๋นซาง
อะ… อ้อ! ครับๆๆ! อวิ๋นซางไม่กล้าหือ รีบกุลีกุจอคว้าสมบัติวิเศษประเภทอำพรางกายออกมาใช้งาน แล้ววิ่งไปมุดหัวหลบอยู่มุมห้อง
โชคดีที่ของวิเศษได้ผล โครงกระดูกที่เล็งเป้าอวิ๋นซางจึงเปลี่ยนเป้าหมายพุ่งเข้าใส่เย่หนานแทน
ทางด้านชิงมู่ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสี เขาเริ่มเป็นฝ่ายรุกไล่โครงกระดูกคู่ต่อสู้ได้บ้าง หอกมังกรทองทมิฬสร้างบาดแผลให้มันได้หลายแห่ง
แกรก… แกรก…
แต่ทว่า… กระดูกที่แตกหักกลับสมานตัวกันได้เองในพริบตา ทำให้ชิงมู่เริ่มเครียด
ส่วนเย่หนานนั้น ยืนนิ่งเป็นเป้านิ่งให้โครงกระดูกสองตัวรุมซ้อมราวกับกระสอบทราย แต่ทุกครั้งที่พวกมันพุ่งเข้ามา ก็จะถูกหมัดสวนกลับไปจนกระเด็น
หมัดของเย่หนานหนักหน่วงรุนแรง ทุกหมัดการันตีว่ากระดูกหักป่นปี้
แต่ปัญหาก็เหมือนกัน คือพวกมันประกอบร่างใหม่ได้ทันที
ไอ้พวกนี้มันอมตะหรือไงวะ เย่หนานบ่นพึมพำขณะต่อยสวนไปเรื่อยๆ
เจ้านั่น… แข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ อวิ๋นซางที่แอบดูอยู่ตาค้าง เขาไม่นึกเลยว่าเย่หนานจะรับมือกับยอดฝีมือระดับ ขอบเขตไร้ประมาณ ถึงสองตัวพร้อมกันได้อย่างสบายๆ ราวกับเล่นสนุก
ในใจของอวิ๋นซางเริ่มตั้งคำถามถึงตัวตนที่แท้จริงของเย่หนาน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะหากอยู่ข้างนอกคงถล่มภูเขาได้ทั้งลูก แต่ภายในตำหนักนี้กลับกักเก็บพลังทำลายล้างไว้ได้อย่างสมบูรณ์
ลอง หัตถ์ทองคำ ดูหน่อยซิ
เย่หนานเปลี่ยนมือขวาเป็นสีทองอร่าม แล้วซัดหมัดออกไปเต็มแรง
ตูม!
โครงกระดูกตัวหนึ่งปลิวไปกระแทกกำแพง ร่างแตกกระจายหลุดเป็นชิ้นๆ
แกรก… แกรก…
แต่เพียงชั่วอึดใจ มันก็ประกอบร่างกลับมาเหมือนเดิมแล้วพุ่งเข้าใส่ใหม่
ไม่ได้ผลแฮะ แสดงว่าพวกนี้ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย เย่หนานวิเคราะห์ เพราะปกติพลังทองคำของเขาจะชนะทางพวกมารปีศาจ แต่กับพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล
งั้นลองนี่… หัตถ์เหล็กไร้ใจ!
เย่หนานนึกถึงสกิลใหม่ที่เพิ่งได้มา
ทันใดนั้น มือซ้ายของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬ ผิวสัมผัสดูแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
หมับ!
เย่หนานคว้าคอโครงกระดูกที่พุ่งเข้ามาด้วยมือซ้าย
เอ๊ะ ได้ผลนี่หว่า!
เย่หนานสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังและพลังป้องกันของโครงกระดูกในมือลดฮวบลง
ระบบนี่มันของจริงแฮะ แต่พวกโครงกระดูกนี่ก็งั้นๆ แหละ เทียบกับพวกเผ่ามารที่เคยเจอไม่ได้เลย เย่หนานพิจารณามือซ้ายของตัวเองสลับกับโครงกระดูกในมือ
ตามคำอธิบายสกิล สิ่งมีชีวิตใดที่ถูก หัตถ์เหล็กไร้ใจ สัมผัส พลังโจมตีและป้องกันจะลดลง 10% และผลจะเพิ่มขึ้นตามความแข็งแกร่งของเขา
ที่สำคัญ หากถูกสังหารด้วยมือนี้ จะไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้อีกตลอดกาล!
ไงล่ะ! แน่จริงก็เข้ามาสิ! เย่หนานเริ่มสนุก ตบหน้าโครงกระดูกในมือฉาดใหญ่
เพียะ! เพียะ!
อวิ๋นซางที่แอบดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง
ชิงมู่เองก็ลอบชำเลืองมองด้วยความตกตะลึง
โครงกระดูกระดับไร้ประมาณ ในมือเย่หนานกลับกลายเป็นแค่ของเล่น
กร๊อบ! แกรก!
เย่หนานใช้สองมือช่วยกันจับฉีกร่างโครงกระดูกออกเป็นชิ้นๆ อย่างโหดเหี้ยม
และคราวนี้… เศษซากกระดูกเหล่านั้นไม่ได้ประกอบร่างกลับคืน แต่สลายกลายเป็นเถ้าถ่านไป
เย่หนานไม่รอช้า จัดการโครงกระดูกอีกตัวที่เหลือด้วยวิธีเดียวกัน ก่อนจะกระโดดไปช่วยชิงมู่จัดการตัวสุดท้าย
และแล้ว… การต่อสู้ระดับตำนานก็จบลงอย่างรวดเร็วและพิสดาร ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของอวิ๋นซาง
เพียะ! ข้าต้องฝันไปแน่ๆ อวิ๋นซางตบหน้าตัวเองเรียกสติ
เขาไม่อยากจะเชื่อว่าตัวตนระดับ ขอบเขตไร้ประมาณ จะถูกเย่หนานจัดการได้ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
หารู้ไม่ว่า การที่เย่หนานเพิ่งรับศิษย์เพิ่ม ทำให้พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจต้องออกแรงเหนื่อยหน่อย แต่ตอนนี้… มันคนละเรื่องกันเลย