แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 226 พบเป้าหมายภารกิจ
เอ้า! จบงาน เลิกกอง! เย่หนานปัดมือไปมา ทำท่าทางเบื่อหน่ายราวกับเพิ่งทำงานบ้านเสร็จ
ท่านอาจารย์ ท่านทำได้อย่างไรหรือขอรับ ชิงมู่เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ เมื่อครู่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังของโครงกระดูกเหล่านั้นลดฮวบลงอย่างกะทันหัน
เอ่อ… จะอธิบายยังไงดีล่ะ สำหรับพวกเจ้า มันคงเหมือนกับ สูตรโกง ล่ะมั้ง ถึงบอกไปพวกเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก เย่หนานครุ่นคิดหาคำอธิบาย ก่อนจะตอบปัดไปส่งเดช
สูตรโกง อวิ๋นซางและชิงมู่หันมาสบตากันอย่างงุนงง แน่นอนว่าพวกเขาไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะของเย่หนาน
ยินดีด้วยที่ผ่านด่านที่สี่ เตรียมตัวเข้าสู่ด่านสุดท้าย
เสียงอันเลื่อนลอยดังก้องขึ้นอีกครั้ง
วูบ!
ร่างของทั้งสามคนถูกแสงสว่างห่อหุ้มและส่งตัวออกไป
เพียงพริบตาเดียว พวกเขาก็มาปรากฏตัวที่ตำหนักหลังสุดท้าย ซึ่งเป็นตำหนักที่ใหญ่โตและโอ่อ่าที่สุด
โอ๊ย! รอบนี้จะให้เล่นเกมอะไรอีก เย่หนานกวาดสายตามองไปรอบๆ นอกจากโถงที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่ไพศาลแล้ว ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ
อวิ๋นซางมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินเย่หนานเรียกบททดสอบความเป็นตายว่า เล่นเกม แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยขัด สำหรับเขาที่นี่คือนรก แต่สำหรับเย่หนาน มันคงไม่ต่างจากสวนสนุกจริงๆ
ท่านอาจารย์ นั่นใช่สิ่งที่ท่านตามหาหรือไม่ขอรับ
เสียงของชิงมู่ดังขึ้น พลางชี้มือไปยังบัลลังก์เก่าคร่ำคร่าบนแท่นสูง
เย่หนานหันขวับไปมองตามมือชี้
บนบัลลังก์ที่ดูทรุดโทรมนั้น กลับมีปลอกแขนสีทองคำวางอยู่อย่างโดดเด่น แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แต่มันยังคงเปล่งประกายแสงสว่างเจิดจ้าและแผ่กลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขามออกมา
เฮ้! แล้วบททดสอบด่านนี้ล่ะ เย่หนานมองปราดเดียวก็รู้ว่าปลอกแขนอันนี้คือเป้าหมายภารกิจของเขา
เพียงแค่ได้รับการยอมรับจากข้า พวกเจ้าก็จะผ่านด่าน
เสียงอันเลื่อนลอยดังขึ้นอีกครา
วิ้ง!
ฉับพลัน ปลอกแขนสีทองบนบัลลังก์ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่อากาศ
แสงสีทองจากปลอกแขนเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของมนุษย์ที่เลือนราง แม้จะโปร่งแสงและมองไม่เห็นหน้าตา แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมานั้น กลับเปี่ยมไปด้วยบารมีดุจราชาผู้ปกครองสวรรค์
หึ่ม…
วินาทีนั้น หอกมังกรทองทมิฬในมือของชิงมู่สั่นระริก... มันกำลังหวาดกลัว!
นอกจากเย่หนานแล้ว ทั้งชิงมู่และอวิ๋นซางต่างหน้าเปลี่ยนสีด้วยความเคร่งเครียด
เจ้าเป็นใคร เย่หนานหรี่ตามองร่างโปร่งแสงเบื้องหน้า
ข้าคือมัน และมันก็คือข้า ร่างโปร่งแสงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย พลางกำหมัดที่สวมปลอกแขนสีทองแน่น
พอเถอะ ขี้เกียจจะสนแล้วว่าเจ้าเป็นใคร ทำยังไงถึงจะได้รับการยอมรับ เย่หนานตัดบทเข้าประเด็น
เอาชนะข้า ร่างโปร่งแสงตอบสั้นๆ
เยี่ยม! เมื่อกี้ข้ายังยืดเส้นยืดสายไม่หนำใจพอดี เห็นเจ้าดูมีของอยู่บ้าง งั้นมาลองกันสักตั้ง! เย่หนานแสยะยิ้มกว้าง
ตูม!
สิ้นเสียงเย่หนาน ร่างของเขาก็ปลิวละลิ่วกระเด็นออกไปทันที
ท่านอาจารย์! ชิงมู่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นรวดเร็วจนเขารู้สึกเหมือนห้วงเวลาหยุดนิ่ง
เริ่มได้! ร่างโปร่งแสงสวมปลอกแขน พุ่งเข้าใส่เย่หนานอีกครั้ง
บัดซบ! นับหนึ่งสองสามก่อนไม่เป็นหรือไงวะ ชอบลอบกัดกันจัง! เย่หนานหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโห
แต่เขาก็ตั้งตัวได้ไว รีบพุ่งสวนกลับไปหาร่างโปร่งแสงทันที
ชัดเจนว่าปลอกแขนต้องการท้าทายแค่เย่หนาน ส่วนอวิ๋นซางและชิงมู่นั้น มันไม่เห็นอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
ตูม!
เย่หนานซัดหมัดออกไปเต็มแรง หมายจะปิดเกมในหมัดเดียวเพื่อจบภารกิจ
แต่ทว่า… วินาทีต่อมา เย่หนานต้องตกตะลึง
เพราะร่างโปร่งแสงตรงหน้าไม่เพียงไม่ถูกสังหารในหมัดเดียว แต่มันยังไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว มันสามารถต้านรับหมัดของเขาได้อย่างสูสี!
และไม่รู้ว่าเย่หนานตาฝาดไปเองหรือเปล่า เขาเห็นมุมปากของร่างโปร่งแสงนั้นยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
พวกเจ้าออกไปก่อน! เย่หนานตะโกนบอกชิงมู่และอวิ๋นซางที่ยืนดูอยู่ห่างๆ
เย่หนานรู้ตัวแล้วว่า นี่คือคู่ต่อสู้ที่ตึงมือคนที่สองที่เขาเคยพบเจอ และดูเหมือนครั้งนี้จะแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อน
เขานึกไม่ถึงเลยว่าแค่ปลอกแขนชิ้นเดียวจะทรงพลังขนาดนี้ แถมยังสร้างร่างจำลองออกมาสู้ได้อีก สมบัติแบบนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แน่นอนว่ายกเว้นเจ้า ไร้ลักษณ์ ไว้คนหนึ่ง
รับทราบขอรับท่านอาจารย์ ชิงมู่เป็นคนว่าง่าย เขาไม่ถามเซ้าซี้ รีบหิ้วปีกอวิ๋นซางที่กำลังยืนอ้าปากค้างเหาะหนีออกไปทันที
ครั้งนี้อวิ๋นซางได้เปิดหูเปิดตาของจริง
เดิมทีพวกเขาคิดว่าที่นี่เป็นสุสานของผู้เถิบโตระดับ ขอบเขตไร้ประมาณ และอาจมีมรดกตกทอด
ทว่าความจริงคือ มีผู้เฝ้าสุสานระดับขอบเขตไร้ประมาณถึงสามตน แต่กลับไม่มีมรดกวิชาใดๆ
แต่ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยว เพราะพวกเขาได้อาวุธระดับราชันชั้นยอดมาจากโครงกระดูกเหล่านั้นคนละชิ้น
ปลอกแขนนั้นมันสมบัติอะไรกัน ถึงกับแปลงกายได้ แถมยังมีผู้เฝ้าประตูระดับขอบเขตไร้ประมาณถึงสามตน อวิ๋นซางพึมพำด้วยความสงสัย
อย่าถามเลย รู้ไปเจ้าก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับมันหรอก ชิงมู่ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย
เฮ้อ! นั่นสินะ พวกเรามันอ่อนแอเกินไป อวิ๋นซางยิ้มขื่น
ประโยคนี้ชิงมู่ไม่ได้โต้แย้ง
วินาทีนี้ เขาตระหนักแล้วว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ที่ผ่านมาเขามีวิสัยทัศน์ที่คับแคบเกินไป คิดว่าตนเองไร้คู่ต่อสู้ในแผ่นดิน
จนกระทั่งมาเจอเย่หนาน และปลอกแขนแปลงกายตรงหน้านี้ ซึ่งเป็นตัวตนที่เขาไม่อาจต่อกร หรือแม้แต่จะมีคุณสมบัติยืนดูการต่อสู้ใกล้ๆ
ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ… ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ ต้องไล่ตามท่านอาจารย์ให้ทัน ชิงมู่ตั้งปณิธานแน่วแน่
ตูม!
ทันทีที่พวกเขาพ้นเขตตำหนัก เสียงระเบิดกัมปนาทก็ดังไล่หลังมา ตำหนักทองคำหลังมหึมาระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ
ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง เงาร่างสองสายกำลังปะทะกันด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์ไม่อาจจับภาพทัน
พลังบ้าอะไรกันเนี่ย… อวิ๋นซางกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ เขารู้ดีว่าตำหนักพวกนี้แข็งแกร่งเพียงใด แต่กลับถูกทำลายยับเยิน
แม่งเอ๊ย! ดุจริงๆ นะเว้ย!
ในสนามรบ เย่หนานรัวหมัดคู่ใส่อย่างบ้าคลั่ง แต่ละหมัดหนักหน่วงพอที่จะถล่มภูเขาได้ทั้งลูก
แต่ด้วยพลังมหาศาลและความเร็วขนาดนั้น ร่างโปร่งแสงกลับรับมือได้อย่างสบายๆ ไม่เพลี่ยงพล้ำแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังดูเหมือนจะเหนือกว่านิดๆ ด้วยซ้ำ
วิ้ง!
เย่หนานตัดสินใจใช้ หัตถ์ทองคำ เปลี่ยนมือขวาเป็นสีทองอร่าม พลังโจมตีเพิ่มขึ้นทวีคูณ แต่ทว่า… ปลอกแขนสีทองก็ยังรับมือได้สูสีเช่นเดิม
ดูเหมือนว่ายิ่งเย่หนานแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่ ปลอกแขนก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามเท่านั้น นี่มันโกงกันชัดๆ!
ทำไมเกราะที่เจอในราชวงศ์เทียนฉีคราวนั้นถึงเทียบกับปลอกแขนนี่ไม่ได้เลยวะ พลังคนละชั้นกันเลย เย่หนานเริ่มสับสน
เขามั่นใจว่าสิ่งที่ระบบเรียกว่า ชุดเกราะ นี้ ต้องเป็นชุดเดียวกับที่เขาเคยเจอมาก่อน กลิ่นอายมันเหมือนกันเปี๊ยบ
หรือว่า… มันจะมีชุดเกราะแบบเต็มยศ และเกราะอกกับปลอกแขนนี้เป็นแค่ชิ้นส่วนแยกย่อย ยิ่งคิด เย่หนานก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ และยิ่งตื่นตะลึง
แค่ปลอกแขนชิ้นเดียวยังโหดขนาดนี้ ถ้าครบชุดมันจะมหาประลัยขนาดไหน
ตูม! ตูม! ตูม!
หนึ่งคนหนึ่งปลอกแขน ต่อสู้กันพัลวันจากพื้นดินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และจากท้องฟ้าดิ่งพสุธาลงสู่พื้นดิน
แม้เย่หนานจะบินไม่ได้ แต่พลังกระโดดของเขานั้นไม่ธรรมดา
การปะทะของทั้งคู่เปรียบเสมือน ไข่ดำหมายเลขสี่ ที่เคลื่อนที่ไปมาได้ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมไปทุกที่ที่ผ่าน
นี่คือพลังที่อยู่เหนือขอบเขตไร้ประมาณงั้นรึ
ชิงมู่ที่กำลังเหาะหนีอยู่ไกลๆ หันกลับมามองภาพความวินาศสันตะโรด้วยสายตาคลั่งไคล้
ส่วนอวิ๋นซางนั้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว… หนี! ต้องหนีไปให้ไกลที่สุด!
มันน่ากลัวเกินไปแล้ว ขืนโดนลูกหลงเข้าไป มีเก้าชีวิตก็ไม่พอตาย!