แค่รับศิษย์ ข้าก็เหนือฟ้า - บทที่ 87 อ๊าก
อ๊าก เพียงชั่วพริบตา ผู้เฒ่ากระดูกขาวก็ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย
ตูม ตูม ตูม
พลังของ ขั้นสวรรค์ลี้ลับ ระลอกแล้วระลอกเล่าถูกซัดใส่ร่างของจอมมารเพลิงทมิฬ
แต่ทว่า ร่างกายของจอมมารเพลิงทมิฬราวกับหล่อหลอมขึ้นมาจากเหล็กกล้า ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
ฮึ แค่ ขั้นสวรรค์ลี้ลับ กระจอกๆ อย่างเจ้า คิดจะเจาะเกราะข้าเข้า กลับลงไปอยู่ในเตาหลอมซะเถอะ พูดจบ จอมมารเพลิงทมิฬก็ออกแรงบีบที่มือ
กร๊อบ กร๊อบ
ด้วยพลังอันมหาศาล เขาขยำร่างของผู้เฒ่ากระดูกขาว
เพียงครู่เดียว ผู้เฒ่ากระดูกขาวก็ถูกจอมมารเพลิงทมิฬปั้นจนกลายเป็นก้อนกลมๆ
ท่านพ่อรูปหล่อ จะให้โยนลงเตาเลยไหมขอรับ จอมมารเพลิงทมิฬถือลูกบอลมนุษย์ผู้เฒ่ากระดูกขาวเดินเข้ามาถาม
เวลานี้ผู้เฒ่ากระดูกขาวยังไม่ตาย สติสัมปชัญญะยังครบถ้วน แต่เขาไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
แม้แต่คำร้องขอชีวิตก็พูดไม่ออก
โยนลงไปเลย เจ้าตัวตลกพยักหน้า
ได้รับอนุญาต จอมมารเพลิงทมิฬก็โยนก้อนผู้เฒ่ากระดูกขาวลงไปในเตาหลอมทันที
จ๋อม
ผู้เฒ่ากระดูกขาวจมลงสู่ของเหลวในเตาที่เดือดพล่านราวกับลาวา
กระบวนการนี้ช่างยาวนานและทรมานแสนสาหัสสำหรับผู้เฒ่ากระดูกขาว แต่เขาก็ยังคงร้องไม่ได้
เจ้าตัวตลกที่ยืนอยู่ข้างๆ หยิบกิ่งไม้แห้งจากพื้นขึ้นมา แล้วเอาไปจิ้มๆ เขี่ยๆ ก้อนผู้เฒ่ากระดูกขาวในเตาเล่นอย่างสนุกสนาน
เห็นภาพนี้ จอมมารเพลิงทมิฬมุมปากกระตุกอีกรอบ
เวลาผ่านไป ผู้เฒ่ากระดูกขาวก็ถูกหลอมละลายกลายเป็นเพียงน้ำเลือดกองหนึ่ง
เจ้าตัวตลกมองดูความว่างเปล่าในเตาหลอม
แล้วถามด้วยความสงสัย เอ๊ะ ไหนบอกว่าหลอมยาไง แล้วยาอยู่ไหนล่ะ
จอมมารเพลิงทมิฬพูดไม่ออก
เขารู้อยู่แล้วว่าการหลอมยามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น พวกเขาแค่จับผู้เฒ่ากระดูกขาวมาต้มเปื่อยเฉยๆ จะไปมียาโผล่มาได้ยังไง
แต่เขาก็ยังตอบอย่างระมัดระวัง ท่านพ่อรูปหล่อ ตาแก่นี่มันต้องหลอกท่านแน่ๆ มันหลอมยาไม่เป็นหรอกขอรับ
หา อะไรนะ มันกล้าหลอกข้า เมื่อกี้ข้าได้ยินชัดๆ ว่ามันจะจับเราไปหลอมยา ทำไมถึงกล้าหลอกข้า เจ้าตัวตลกปากิ่งไม้ทิ้งลงพื้นด้วยความโมโห
เฮ้อ โดนหลอกซะได้ ท่านพ่อรูปหล่อมหาเสน่ห์ผู้นี้อารมณ์บ่จอยเลย ไปเถอะ ออกไปหาความสำราญข้างนอกดีกว่า พูดจบ เจ้าตัวตลกก็เดินอาดๆ ออกไปด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท
ได้ยินดังนั้น จอมมารเพลิงทมิฬรีบฉีกยิ้มแล้วเดินตามไปติดๆ
ไม่นาน สองหน่อต่างไซส์ก็มาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง
เมืองนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ผู้คนพลุกพล่านคึกคักพอสมควร
ไป หาเหล้ากินกัน เจ้าตัวตลกพาจอมมารเพลิงทมิฬเดินเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
ยังไม่ทันที่เสี่ยวเอ้อจะได้เอ่ยปากทักทาย
ตุบ
เจ้าตัวตลกโยนสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งลงบนเคาน์เตอร์ ขอห้องรับรองส่วนตัวให้ท่านพ่อรูปหล่อมหาเสน่ห์เดี๋ยวนี้
เห็นสมบัติที่ถูกโยนออกมา จอมมารเพลิงทมิฬมุมปากกระตุก
สมบัติชิ้นนี้ไม่ได้ล้ำค่าอะไรมาก ในสายตาเขาถือว่าเป็นของดาดๆ ระดับเจ็ดหรือแปด แต่ก็พอจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ได้สบาย เขาเลยไม่ได้พูดขัดอะไร
แต่ในสายตาเสี่ยวเอ้อ มันคนละเรื่องเลย
โรงเตี๊ยมนี้เป็นกิจการของผู้ฝึกตน เสี่ยวเอ้อเองก็พอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง มองปราดเดียวก็รู้ว่าสมบัตินี้ไม่ธรรมดา
นายท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยต้องไปเรียนเถ้าแก่ก่อนขอรับ พูดจบ เสี่ยวเอ้อก็รีบวิ่งไปหลังร้าน
เจ้าตัวตลกกับจอมมารเพลิงทมิฬก็ไม่ได้ว่าอะไร ยืนรออยู่ตรงนั้น
แต่จอมมารเพลิงทมิฬมองสมบัติชิ้นนั้นด้วยความสงสัย แล้วถามว่า ท่านพ่อรูปหล่อ ท่านไปเอาสมบัตินี้มาจากไหนหรือขอรับ
ไม่แปลกที่จอมมารเพลิงทมิฬจะสงสัย
เพราะ… ในความคิดของเขา ยอดฝีมือระดับเจ้าตัวตลก ไม่น่าจะพกของระดับต่ำแบบนี้ติดตัว
หือ ก็เอามาจากของเจ้านายข้าน่ะสิ ทำไม เจ้าอยากได้เหรอ ข้ายังมีอีกเพียบ ข้ายกเค้ามาทั้งโกดังเลย เจ้าตัวตลกตอบหน้าตาเฉย
ได้ยินคำตอบ จอมมารเพลิงทมิฬหนังตากระตุก ขาอ่อนแทบทรุด
เขารู้ดีว่าเจ้านายที่เจ้าตัวตลกพูดถึงคือใคร
นั่นก็คือเย่หนานไงล่ะ
คราวก่อนเจ้าตัวตลกขโมยของ ก็โดนเย่หนานซ้อมปางตาย เขายังจำภาพนั้นได้ติดตา
นึกไม่ถึงว่าคราวนี้จะหนักข้อกว่าเดิม เล่นยกเค้ามาทั้งโกดัง
กลับไปคราวนี้ไม่โดนเย่หนานหักขาทิ้งเหรอ
เอ่อ… คือว่า ท่านพ่อรูปหล่อ ทำแบบนี้จะดีเหรอขอรับ ถ้าท่านผู้นั้นเอาเรื่องขึ้นมา… ด้วยความกังวล จอมมารเพลิงทมิฬถามตะกุกตะกัก
กลัวไร ข้าโดนซ้อมจนชินแล้ว ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย เจ้าตัวตลกตอบอย่างไม่ยี่หระ
แต่จอมมารเพลิงทมิฬในใจร้องไห้หนักมาก
เจ้าตัวตลกหนังเหนียว ไม่กลัวเจ็บ แต่เขาไม่ใช่นะ
แม้จะไม่รู้ว่าเย่หนานเก่งแค่ไหน แต่ดูจากการที่ซ้อมเจ้าตัวตลกได้อยู่หมัด
การจะซ้อมเขา คงเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วย
คิดแล้ว จอมมารเพลิงทมิฬอยากจะหนีไปให้ไกลๆ
โอ้โห แขกผู้มีเกียรติมาเยือน ข้าน้อยเสียมารยาทที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับ เชิญๆๆ… รีบจัดห้องรับรองที่ดีที่สุดให้ท่านทั้งสองเดี๋ยวนี้ เสียงชายชราดังขึ้น
เถ้าแก่เห็นสมบัติวิเศษวางอยู่บนเคาน์เตอร์ ก็ตกใจจนตาถลน
เขากวาดตามองรอบๆ อย่างรวดเร็ว แล้วรีบคว้าสมบัตินั้นมากอดไว้ในอ้อมอก
ใช้ชายเสื้อคลุมปิดไว้อย่างมิดชิด กลัวใครมาเห็นเข้า
เจ้าตัวตลกทั้งสองไม่ได้พูดอะไร เดินตามเสี่ยวเอ้อขึ้นชั้นบนไป
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงห้องรับรองบนชั้นสูง
มองทิวทัศน์รอบด้าน เจ้าตัวตลกตาเป็นประกาย หันไปสั่งเสี่ยวเอ้อ เตรียมชุดเครื่องเขียน สี่สมบัติในห้องหนังสือ มาให้ข้า
ได้ยินคำสั่ง ไม่เพียงเสี่ยวเอ้อ แม้แต่จอมมารเพลิงทมิฬก็งง
เสี่ยวเอ้อรับคำแล้วรีบลงไปเตรียมของ
ส่วนจอมมารเพลิงทมิฬทำหน้าแปลกๆ คิดในใจ หรือว่าท่านผู้นี้จะมีอารมณ์ศิลปิน ข้ามองคนผิดไปหรือนี่
นายท่าน นี่คือชุดเครื่องเขียนที่ท่านต้องการขอรับ เสี่ยวเอ้อรีบนำของมาวางให้
ดี เจ้าออกไปได้แล้ว จอมมารเพลิงทมิฬโบกมือไล่
ขอรับ ขอรับ เสี่ยวเอ้อรู้หน้าที่ รีบถอยออกไป
เจ้าตัวตลกจัดวางกระดาษอย่างทะมัดทะแมง แล้วหันมองจอมมารเพลิงทมิฬ มองอะไร ฝนหมึกสิ
หา ดะ… ได้ขอรับ จอมมารเพลิงทมิฬรีบลงมือฝนหมึกให้
สั่งเสร็จ เจ้าตัวตลกก็ถือพู่กัน เหม่อมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
ทำท่าไพล่มือไว้ข้างหลัง เหมือนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก… ซึ่งก็คงจะหนักจริงๆ นั่นแหละ
เหมือนจะนึกอะไรออก เขาอ้าปากร่ายกวี อา… ทิวทัศน์ช่างงดงาม นกตัวนั้นช่างใหญ่โต ท้องฟ้าช่างครามสดใส
สิ้นเสียง จอมมารเพลิงทมิฬเกือบหน้าทิ่ม
เขามองเจ้าตัวตลกอย่างไม่อยากเชื่อหู มือที่ฝนหมึกหยุดชะงัก
เห็นสีหน้าตกตะลึงของจอมมารเพลิงทมิฬ เจ้าตัวตลกยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
โพสท่าเท่ๆ แล้วถามว่า หล่อล่ะสิ ตะลึงในความสามารถของข้าล่ะสิ ข้ารู้ตัวว่าข้าหล่อ แต่อย่ามาหลงรักข้านะ
ได้ยินแบบนี้ จอมมารเพลิงทมิฬหนังตากระตุกยิกๆ
แต่ก็รีบดึงสติกลับมา
ปรบมือรัวๆ สุดยอด สุดยอดไปเลยขอรับ สมกับเป็นท่านพ่อรูปหล่อของข้า ท่านคือแบบอย่างของคนรุ่นเราจริงๆ ข้าน้อยขอคารวะจากใจ
ได้ยินคำชม เจ้าตัวตลกยิ่งคึก
อะแฮ่ม… ไม่เลว ไม่เลว เห็นแก่ที่เจ้าใฝ่รู้ ข้าจะสอนเคล็ดลับให้เจ้าสักสองสามกระบวนท่า เจ้าตัวตลกลูบคางที่ไร้หนวดเคราด้วยความเอ็นดู
จอมมารเพลิงทมิฬ: .
ได้ยินประโยคนี้ จอมมารเพลิงทมิฬรู้สึกเสียใจทันทีที่ปากพล่อยชมออกไป