แค้นรักสามีตัวร้าย - บทที่ 658 เห็นอะไรที่ไม่สมควรเห็น
บทที่ 658 เห็นอะไรที่ไม่สมควรเห็น
“คุณมาทำอะไร?”
บุริศร์ขวางมิลินไว้ด้านนอกทันที
เมื่อมิลินมองเห็นบุริศร์ก็ไม่รู้สึกแปลกใจสักนิดเดียว เธอไม่ได้มีปฏิกิริยามากอะไรกับการขัดขวางของบุริศร์ เพียงแค่เอ่ยถามอย่างไม่แยแสว่า “ดูเหมือนคุณจะไม่ต้องการให้ฉันรักษานรมน?”
“ใครบอกล่ะ!ผมเพียงแค่เป็นกังวลเล็กน้อย ก็คุณเคยบอกว่า อัตราความสำเร็จน้อยมาก”
เห็นบุริศร์พูดแบบนี้ มิลินเอ่ยเสียงเบา “ดูเหมือนคุณยังไม่ได้บอกนรมนเรื่องนี้”
“ตอนนี้คุณยังไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ กลับไปก่อนเถอะ รอเวลาที่จำเป็นค่อยว่ากันอีกที”
บุริศร์ได้เห็นท่าทางที่ไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาคอนี้ของนรมน ตอนนี้เขาหวาดกลัวจริง ๆ
ถ้านรมนต้องการเดิมพัน เขาควรจะทำอย่างไร?
มิลินมองหน้าบุริศร์ แต่ไม่ได้กลับไป และไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้ เธอรอสักพักหนึ่งถึงพูดว่า “ช่วงนี้ฉันอยู่ที่เมืองB มีหากมีธุระสามารถมาหาฉันได้ตลอดเวลา”
“คุณมาทำอะไรที่เมืองB?หรือว่าคุณมาเพื่อนรมน?”
บุริศร์ตื่นตัวขึ้นมา
มิลินส่ายหน้า แต่ก็ไม่ได้ปิดบังเขา เธอตอบว่า “มาจัดการธุระนิดหน่อย พอรู้ว่านรมนอยู่ที่นี่ ฉันก็เลยมาเยี่ยม ลำคอของพวกคุณจะรักษาหรือไม่ก็แล้วแต่พวกคุณ เพียงแต่ฉันมาเยี่ยมลูกศิษย์ของฉัน เขาดีขึ้นหรือยัง?”
บุริศร์ได้ยินมิลินพูดแบบนี้ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“กิจจาดีขึ้นเยอะแล้ว แต่ตอนนี้ยังไปกับคุณไม่ได้”
“ประธานบุริศร์ ฉันอยากรู้ว่า สัญญาสิบปีของฉันกับกิจจายังมีผลอยู่ไหม?”
ได้ยินมิลินถามเช่นนี้ สีหน้าของบุริศร์ดูไม่ได้เล็กน้อย
“กิจจาเพิ่งจะดีขึ้น คุณเอ่ยถึงเรื่องนี้ในตอนนี้คงจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไหร่นะ?”
“ฉันเพียงแค่ถาม แน่นอนว่าสัญญาสิบปีจะเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่อย่าพลาดงานวิจัยทางการแพทย์ของเด็ก”
มิลินพูดจบก็กลับไป
บุริศร์มองแผ่นหลังของเธอ ไม่ได้สติอยู่นานสองนาน
เมื่อคมทิพย์ออกมาก็มองเห็นบุริศร์มองออกไปที่หนึ่งอย่างใจลอย
เธออดก้าวขึ้นไปมองตามสายตาของบุริศร์ไม่ได้ กลับไม่พบคนหรือเรื่องอะไรที่น่าสนใจ
ลมหายใจที่ออกมามากอย่างกะทันหันทำให้บุริศร์ได้สติกลับมาทันที เมื่อหันกลับมาก็มองเห็นคมทิพย์กำลังยืนอยู่ข้างตนเองมองไปที่ทิศทางหนึ่ง
“ทำอะไรอยู่เหรอ?”
“คำถามนี้ฉันควรต้องถามคุณมากกว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่?”
คมทิพย์เห็นท่าทางของบุริศร์ ก็รู้สึกว่าต้องมีเรื่องอะไรบางอย่าง
บุริศร์เอ่ยถามด้วยสีหน้านิ่งเฉย “เรื่องนี้คุณต้องยุ่งด้วยเหรอ?
“ฉันเองก็ขี้เกียจจะยุ่งกับคุณแล้ว”
คมทิพย์เหลือบมองบุริศร์ ก้าวเท้าเดินไป เพียงแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดลง จากนั้นหันหน้ามามองหน้าบุริศร์และกล่าวว่า “คุณสร้างความวุ่นวายกับนรมนให้น้อยหน่อยนะ ถึงแม้คุณจะทำได้ค่อนข้างดี แต่ฉันยังไม่สนับสนุนให้พวกคุณอยู่ด้วยกันหรอกนะ”
“คุณไม่ใช่เธอซะหน่อย”
บุริศร์พูดประโยคนี้จบก็หันตัวเดินไปที่ห้องผู้ป่วย
เมื่อปัญญ์ออกมา ก็เจอกับบุริศร์พอดี
ตอนเขาเดินเฉียดไหล่กับบุริศร์ ก็พูดเสียงเบาว่า “วันไหนมีเวลามาคุยกันหน่อย?”
“ได้สิ”
บุริศร์ตอบเสร็จก็เดินเข้าห้องผู้ป่วย
นรมนหลับตาลงทำเป็นงีบหลับ
บุริศร์รู้ เธอไม่ได้หลับ เพียงแค่ไม่อยากพูดกับตนเอง
เขาก็ไม่ได้สนใจ เดินมาที่หน้าโต๊ะเก็บกล่องข้าวและเครื่องใช้สำหรับรับประทานอาหารให้เรียบร้อย จากนั้นนั่งลงตรงหน้าเตียงของนรมน
นรมนคิดว่าเขาเก็บของเสร็จแล้วจะกลับไป ใครจะไปคาดคิดว่าบุริศร์จะนั่งลงไป
เธอลืมตาขึ้นทันที ก็มองเห็นดวงตาอมยิ้มของเขา มองตนเองอย่างเอาอกเอาใจ
นรมนหงุดหงิดเล็กน้อย น่าเสียดายที่ตอนนี้ด่าไม่ได้ จึงทำได้เพียงถลึงตามองเขาอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นจึงหันไปทางอื่น
เห็นนรมนทำท่าทางโมโหเหมือนเด็กเช่นนี้ บุริศร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อายุขนาดนี้แล้ว ยังน่ารักจังเลย”
น่ารักกะผีสิ
นรมนด่าบุริศร์อยู่ในใจ
“อย่าคิดว่าคุณด่าผมในใจ แล้วผมจะไม่ได้ยินนะ”
บุริศร์พูดจบ นรมนหันไปหาเขาอย่างประหลาดใจ
เขารู้ได้อย่างไร?
บุริศร์เห็นนรมนเขียนทุกอย่างบนใบหน้าของตนเอง จึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ ผมมีทักษะอ่านใจคนได้”
เหลวไหล!
นรมนด่าในใจอีกครั้ง
“ด่าผมอีกแล้วนะ”
บุริศร์ทายถูกอีกครั้ง
นรมนหดหู่ใจเล็กน้อย
เธอดึงผ้าห่มปิดใบหน้าของตนเองทันที
บุริศร์ดึงผ้าห่มลงอย่างรวดเร็ว กล่าวว่า “อย่าปิดหน้าตัวเองสิ เดิมทีก็พูดไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร”
นรมนรู้สึกว่าบุริศร์มาเพื่อยั่วโมโหตนเอง
เธอเอื้อมมือออกไปทันที ผลักบุริศร์อย่างแรง ความหมายคือต้องการให้เขากลับไป
บุริศร์รับรู้ถึงแรงผลักอันหนักหน่วงบนร่างกายของตนเองจากมืออันเล็กและบอบบางของนรมน เขายิ้มอย่างเพลิดเพลินไปกับความสุขและความสงบอันหาได้ยากนี้
นรมนผลักอยู่นานก็ไม่สามารถผลักบุริศร์ออกไปได้ เธอหายใจหอบอย่างแรง
บุริศร์ยิ้มและลูบเส้นผมที่สวยงามของเธอตรงหน้าผาก เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “คุณอยากให้ลำคอนี้กลับมาสู่สภาพเดิมมากจริง ๆ ใช่ไหม?ถึงแม้จะต้องเสี่ยงชีวิตคุณก็ไม่เสียดายใช่ไหม?”
นรมนชะงักไปทันที
บุริศร์สามารถพูดแบบนี้ได้ แน่นอนว่าจะต้องมีความหมายอะไรสักอย่าง
ในใจของนรมนลอยขึ้นสูงด้วยความหวัง
แค่บุริศร์มองแววตาของนรมนก็รู้ดี ใครจะอยากเป็นใบ้ไปตลอดชีวิต?
“คุณมีวิธีแล้วใช่ไหม?”
นรมนทำภาษามือถามบุริศร์
ในใจของบุริศร์กำลังมีการต่อสู้ระหว่างเหตุผลและความปรารถนาส่วนตัว
เขาก็หวังว่านรมนจะสามารถดีขึ้นมาได้ ในเมื่อนรมนต้องวุ่นวายเผชิญกับความทุกข์ยากมากเกินไป แต่ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาลำคอไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถรับได้
นรมนเห็นเขาไม่ตอบอะไร ก็ดึงมือของเขาอย่างกระวนกระวาย
หลังจากเรื่องของคุณนายตระกูลโตเล็ก นี่เป็นครั้งแรกที่นรมนเป็นฝ่ายดึงมือของบุริศร์เอง
บุริศร์รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย และยังรู้สึกไม่สบายใจมากยิ่งขึ้น
ทำไมถึงเดินมาถึงจุดนี้นะ?
เขามองนรมน เอ่ยเสียงเบา “ใช่ ผมมีวิธี เพียงแต่คุณต้องตกลงเงื่อนไขข้อหนึ่งกับผม”
“เงื่อนไขอะไร?”
นรมนถามอย่างรีบร้อน
บุริศร์มองหน้าเธอ พูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “อยู่กับผมเจ็ดวัน ในเจ็ดวันนี้คุณเป็นของผม หลังจากนี้ผมจะวางแผนการผ่าตัดให้คุณ”
นรมนเงียบไปทันที
ใช้เวลาเจ็ดวันแลกเปลี่ยนกับเสียงที่แข็งแรงในบั้นปลายชีวิตของตนเอง ดูแล้วเธอไม่เสียเปรียบสักนิดเดียว แต่เธอไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะเธอรู้ว่า เรื่องของคุณนายตระกูลโตเล็กไม่สามารถโทษบุริศร์ได้ และรู้ว่าตนเองพาลใส่คนอื่น แต่เธอจะสามารถทำอะไรได้?
เธอเองก็จนปัญญามาก ๆ !
ในเมื่อเธอสูญเสียคุณย่าไป นั่นเป็นชีวิตหนึ่งที่มีชีวิตยืนนาน
เห็นนรมนเงียบไป หัวใจของบุริศร์เต้นรัวขึ้นมา
หรือว่าเธอไม่เต็มใจจะอยู่กับตนเอง?
ความรู้สึกนี้ทำให้บุริศร์เจ็บปวดมาก
“ไหนว่าจะไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เสียงกลับมา?หรือว่าแค่ข้อเรียกร้องนิดเดียวก็ไม่สามารถตกลงกับผมได้?”
แต่ละก้าวที่บีบบังคับของบุริศร์ทำให้นรมนไม่สามารถแบกรับได้
เธอต้องการให้เสียงคืนกลับมาอย่างเร่งด่วน แต่ทว่า……
ในขณะนั้นเอง เสียงของเด็กน้อยก็ดังขึ้น
“หม่ามี้ หม่ามี้ตกลงเขาไปเถอะครับ เจ็ดวันแลกกับการพูดได้ไปตลอดชีวิต ก็ไม่ได้เสียหายอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งสองคนก็เป็นสามีภรรยากันอยู่ไม่ใช่เหรอ?หม่ามี้อยู่กับเขาเจ็ดวันก็ไม่เสียหายอะไรสักหน่อย อย่างมากที่สุดหลังจากเจ็ดวันหม่ามี้ก็ค่อยหย่ากับคุณบุริศร์ก็ได้”
เสียงของกานต์ดังขึ้น ทำให้มุมปากของบุริศร์ยกขึ้นทันที
“ไอ้เด็กหน้าเหม็น แน่ใจนะว่าแกเป็นลูกชายของฉัน?”
บุริศร์ไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมกานต์จึงพูดแบบนี้ออกมา
กานต์ถูกกิจจาเข็นให้เข้าไป และพูดอย่างไม่แยแส “ผมเป็นลูกชายของคุณ แต่หม่ามี้คลอดผมออกมาครับ เปรียบเทียบกันแล้ว ผมสนิทกับหม่ามี้มากกว่าถึงจะถูก จริงไหมครับ? หม่ามี้!”
พูดจบ กานต์ก็ส่งยิ้มให้นรมนอย่างเอาใจ
ถึงแม้กิจจาจะไม่ได้พูดอะไร แต่มีท่าทางที่ดีมากขึ้นเยอะ แถมยังมีรอยยิ้มบาง ๆ
ทันใดนั้นเองนรมนก็มีความรู้สึกว่าถูกลูกชายหยอกล้อ
เธอมองกานต์อย่างเขินอาย เอ่ยถามด้วยภาษามือว่า “ลูกมาได้อย่างไร?ขาของลูกดีขึ้นแล้วเหรอ?”
“โถ่เอ๊ยหม่ามี้ หม่ามี้ไม่ต้องเป็นห่วงผม และไม่ต้องเป็นห่วงพี่กิจจาด้วย พวกเราอยู่กันได้สบายมาก ทั้งสองคนออกไปเที่ยวได้อย่างสบายใจเลย เวลาเจ็ดวันมันสั้นมากเลยนะครับ คุณบุริศร์ คุณยังไม่รีบติดต่อตั๋วสายการบินอีก?หรือว่าอยากอยู่กับหม่ามี้ในเมืองBกับพวกผมและผู้คนอีกมากมาย?”
คำพูดของกานต์ทำให้บุริศร์ดีใจขึ้นมา
เขามองนรมน เอ่ยถามอย่างอ่อนโยน “คุณตกลงไหม?”
นรมนบังคับมาถึงตรงนี้ จะต้องตอบว่าตกลงหรือไม่ตกลงล่ะ?
พูดว่าตกลง ก็จะถูกลูก ๆ มองเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ถ้าไม่ตอบตกลง ภายในใจเหมือนมีเสียงที่บอกว่าต้องการอยู่กับบุริศร์อย่างไม่รู้สึกแสลงใจ
เธอทำได้เพียงถลึงตาใส่บุริศร์อย่างหดหู่ใจ จากนั้นหันหน้าไปไม่สนใจเขา
“สรุปว่าคุณตกลงหรือเปล่า?”
บุริศร์ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากนรมน จึงเอ่ยถามอีกครั้งอย่างไม่ยินยอม
กานต์จับหน้าผากของตนเองทันที
“คุณบุริศร์ ทำไมคุณถึงได้อีคิวต่ำแบบนี้นะ?หม่ามี้ไม่ส่ายหน้าก็แปลว่าตกลงไปโดยปริยายแล้ว คุณจะให้เธอพูดอะไร?หรือคุณคาดหวังให้หม่ามี้ไม่ตอบตกลง?”
“จริงเหรอเนี่ย?”
บุริศร์มีความสุขมากอย่างไม่คาดฝัน และไม่สนใจว่าจะมีลูกชายอยู่ด้วย ตรงเข้าไปหอมแก้มนรมนหนึ่งฟอดทันที
“ผมจะไปซื้อตั๋วเครื่องบิน”
พูดจบเขาก็วิ่งออกไป
“โธ่เอ๋ย หน้าไม่อาย!จริง ๆ เลยนะ พวกเรายังเป็นแค่เด็กอยู่!”
กานต์ทำท่าปิดตาอย่างโอเวอร์ และกิจจาก็ทำแบบนั้นด้วย นรมนหน้าแดงด้วยความเขินอายทันที
เธออยากไล่ลูกสองคนนี้ไป แต่ไม่สามารถส่งเสียงได้ ทำได้เพียงโบกมือ ความแดงบนใบหน้าแผ่ไปถึงลำคอ และยังคงลงไปไม่หยุดด้วยซ้ำ
กานต์เห็นนรมนต้องการจะตีตนเอง จึงรีบกล่าวว่า “พี่ รีบไปเถอะ พวกเราเห็นเรื่องที่ไม่สมควรเห็น ต้องเกิดภัยพิบัติร้ายแรงแน่เลย! เร็วเข้า ๆ !”
พูดจบ เขาก็หมุนรถเข็นด้วยมือและเท้า ทำเหมือนกับนรมนจะตีเขาจริง ๆ
นรมนโดนเขาทำจนร้องไห้ไม่ออก
กิจจาเพียงแค่ส่งยิ้มให้นรมน จากนั้นเข็นกานต์ออกจากห้องผู้ป่วย
เมื่อภายในห้องเหลือแค่เพียงนรมน เธอก็รู้สึกขัดแย้งขึ้นมาฉับพลัน
จะออกไปเที่ยวกับบุริศร์จริง ๆ เหรอ?
ตั้งแต่แต่งงานกันในตอนนั้นก็ยังไม่เคยได้ไปฮันนีมูน ตอนนี้ก็มีเรื่องของคุณนายตระกูลโตเล็กอีก และตรงกลางยังมีหนึ่งชีวิตของคุณนายทวีทรัพย์ธาดากั้นขวางเอาไว้ พวกเขาจะสามารถอยู่ด้วยกันเจ็ดวันโดยไม่รู้สึกละอายใจเหรอ?
ในใจของนรมนรู้สึกสับสน
เธอบอกตนเองว่าอย่าไปคิดถึงเรื่องเหล่านี้
ในเมื่อเป็นแบบนี้ไปแล้ว งั้นต้องก้าวไปทีละก้าว ไม่ว่าจะพูดอย่างไร นี่คือการทำธุรกิจร่วมกัน
เธออยู่กับบุริศร์เจ็ดวัน บุริศร์หาคนมารักษาลำคอให้เธอ หลังจากทุกอย่างจบลงก็จะไม่มีอะไรติดค้างกัน
นรมนบอกตนเองแบบนี้ ปลอบโยนตนเองแบบนี้ และตราบใดที่คิดแบบนี้ เธอถึงจะรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ถึงจะรู้สึกละอายใจต่อตระกูลทวีทรัพย์ธาดาและคุณนายทวีทรัพย์ธาดาน้อยลง