แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 27 องค์ชายหนิงเหนียน
บทที่ 27 องค์ชายหนิงเหนียน
เจียงเจินเดินนำหน้า เธอสวมชุดกระโปรงสีเหลืองความสดใสของวัยสาวเปล่งประกายจนปิดบังไม่อยู่
เจียงฉือซิงเดินตามหลัง ในมือหิ้วกระเป๋าเดินทางสองใบอย่างไม่ปริปากบ่น
โชคดีที่เขาตัวสูงและหน้าตาดี ไม่อย่างนั้นเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงเอี๊ยมสีดำที่ใส่อยู่คงทำให้เขากลายเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์ไปแล้ว
[ฮ่า ๆ ๆ สีหน้าของซิงซิงดูจนปัญญาจริง ๆ ก็ตามใจพี่สาวไปเถอะนะ]
[พอมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ พี่น้องคู่นี้หน้าตาก็เหมือนกันนะ ทั้งคู่หน้าตาดีมาก ๆ เลย]
[เจียงเจินกับองค์ชายไม่เหมือนกันเลยสักนิด ที่แท้ก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ นี่เอง]
[แต่หนิงเหนียนหล่อกว่าเจียงฉือซิงตั้งเยอะนะ เห็นพวกแอนตี้เคยด่าหน้าตาของหนิงเหนียนบ้างไหมล่ะ?]
[แฟนคลับของหนิงเหนียนอย่ามาทำตัวน่ารำคาญ ไปให้พ้น ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณ]
[ฉันแค่พูดความจริง แค่นี้ก็เป็นแฟนคลับแล้วเหรอ?]
[ในเมื่อด่าฉันแล้วงั้นฉันจะพิมพ์ต่อ เจียงหนิงก็สวยนะแต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนตระกูลเจียง ส่วนเจียงเจินนี่ต่างกัน มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นคนตระกูลเจียงชัด ๆ ฮิ ๆ]
[ชุดกระโปรงของเจียงเจินเป็นชุดโอตกูตูร์คอลเลกชันฤดูใบไม้ผลิล่าสุดของแบรนด์ซีเลยนะ!]
[ชุดที่ฉือซิงใส่ก็เป็นของแบรนด์วี!]
[สุดยอดจริง ๆ ใส่ชุดโอตกูตูร์เป็นชุดลำลองซะงั้น…]
[แฟนคลับของคุณหนูตัวปลอมกับแฟนคลับขององค์ชายมาดูสิ ศิลปินของพวกคุณมีปัญญาใส่ชุดโอตกูตูร์คอลเลคชั่นล่าสุดแบบนี้ไหม?]
[ฮิ ๆ ของปลอมน่ะ แม้แต่ชุดโอตกูตูร์คอลเลกชันเก่า ๆ ยังขอยืมไม่ได้เลย~]
เมื่อเตรียมตัวจะออกเดินทาง หลินจื่ออวิ่นก็มาส่งพวกเขา
ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก เธอไม่เหมือนผู้หญิงอายุสี่สิบปีที่มีลูกสองคนเลย
ที่หางตาแทบจะมองไม่เห็นริ้วรอย เธอสวมชุดกี่เพ้าสีขาวนวล ดูอ่อนโยนและมีเสน่ห์แบบผู้หญิงที่มีความรู้
“แม่คะ ลาก่อนนะคะ หนูจะไปแล้วนะ” เจียงเจินพูด
หลินจื่ออวิ่นถามไม่หยุดทั้งเรื่องอันนี้เอาไปหรือยัง แล้วอันนั้นเอาไปหรือเปล่า
“แม่ครับ แม่พูดมากจัง” เจียงฉือซิงพูด
เจียงเจินเคาะหัวเจียงฉือซิงเบา ๆ “เด็กบ้า พูดอะไรของนาย!”
เจียงฉือซิงโกรธ แต่ไม่กล้าพูดอะไร
หลินจื่ออวิ่นมองดูทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
[ฮ่า ๆ ๆ นี่แหละที่เรียกว่าอำนาจของสายเลือดสินะ]
[เหมือนกับวิธีที่ฉันอยู่กับน้องชายเลย ฮ่า ๆ]
[การอยู่ร่วมกันแบบนี้แหละที่เป็นเรื่องปกติ ใช่ไหมล่ะ?]
[ไม่ได้พูดถึง แต่ทุกคำกลับพูดถึง]
[ชู่ว! ระวังพวกคนที่ชอบติดตามจะมาเกาะแกะอีก ตอนนี้เจินเจินของพวกเราเป็นคนดังระดับท็อปแล้วนะ]
[รอยยิ้มของคุณแม่ดูอิ่มเอมใจจัง คงมีความสุขมากที่ได้ลูกสาวที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมา]
[แม่หลินก็น่าสงสารจริง ๆ เลี้ยงลูกสาวของคนอื่นมาตั้งยี่สิบกว่าปี ส่วนลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองต้องอยู่อย่างลำบากมาตลอด]
คู่พี่น้องตระกูลเจียงถูกรับตัวไปแล้ว
ทีมงานไปรับแขกรับเชิญคู่ที่สองต่อซึ่งก็คือคู่พี่น้องตระกูลจี๋
พ่อแม่ของพี่น้องตระกูลจี๋เป็นคนงานธรรมดาที่มาจากต่างถิ่น ที่พักของพวกเขาทั้งสองคนเป็นห้องเช่าในหมู่บ้านเก่าธรรมดา ๆ ที่ไม่มีลิฟต์
แม้ว่าห้องจะเล็กแต่ก็จัดเก็บได้สะอาดเรียบร้อยดี
พี่สาวจี๋เสี่ยวเสี่ยวดูเกร็ง ๆ เล็กน้อยตอนเห็นกล้องถ่ายวิดีโอในตอนแรก แต่หลังจากปรับตัวได้แล้ว เธอก็แสดงท่าทีที่เป็นธรรมชาติและกระตือรือร้นในการแนะนำสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวให้กับทีมงาน
“พวกเราอาจจะอยู่กันอย่างไม่หรูหรา รายได้ก็ไม่มากแต่พ่อแม่ดูแลพวกเราดีมาก พวกเราก็เลยมีความสุขมากค่ะ” ดวงตาของเธอเป็นตาหยีมาแต่กำเนิดพอยิ้มแล้วดูเหมือนพระจันทร์เสี้ยวดูสวยงามและน่ารักมาก
ส่วนน้องชายจี๋ซางนั้นร่าเริงมาตลอด ในขณะที่จี๋เสี่ยวเสี่ยวกำลังรินน้ำชาและพูดคุยกับทีมงาน
เขายืนอยู่ข้าง ๆ มองกล้องถ่ายวิดีโอด้วยความสงสัย และจู่ ๆ ก็ถามคำถามแปลก ๆ ออกมา
เหมือนเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทำให้ทีมงานและผู้ชมหัวเราะ เธอตอบคำถามของเขาอย่างใจเย็น
เขาอายุน้อยกว่าจี๋เสี่ยวเสี่ยวสองปีเรียนอยู่มัธยมปลายปีที่สอง ส่วนสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรแล้ว
เมื่อจี๋เสี่ยวเสี่ยวยืนอยู่ข้างเขาเธอดูตัวเล็กมาก สูงแค่ประมาณหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตร
ทุกคนต่างหัวเราะ จี๋เสี่ยวเสี่ยวก็หัวเราะด้วยแต่ใต้โต๊ะมือที่กำแก้วน้ำชาของเธอกลับกำแน่นขึ้น
แขกรับเชิญสามคู่ มาถึงแล้วสองคู่เหลือเพียงหนิงหนิงและหนิงเหนียน
แตกต่างจากสองกลุ่มอื่น ทีมงานที่ไปรับหนิงหนิงและหนิงเหนียนแยกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน
กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปชานเมือง อีกกลุ่มอยู่ในใจกลางเมือง
นั่นหมายความว่า พี่น้องทั้งสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน
[นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสองคนถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน?]
[พวกเรารู้ว่าพวกคุณไม่สนิทกัน แต่อย่างน้อยก็กำลังถ่ายรายการอยู่นะไม่อยากจะแกล้งทำเป็นสนิทกันหน่อยเหรอ?]
[เป้าหมายเดิมของพวกเขาก็ไม่ใช่การเข้าร่วมรายการอยู่แล้ว ที่มานี่ก็เพื่อตระกูลเจียงกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ พวกเขาก็เลยไม่อยากแกล้งทำเป็นสนใจอีกต่อไป]
[อะไรกัน ทำไมรู้สึกเหมือนยังมีคนเสียดายอยู่อีกล่ะ หรือว่าพวกคุณอยากจะดูพวกเขาสองคนแสดงบทพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันจริง ๆ]
[ของปลอมกับองค์ชาย ภาพมันสวยงามเกินกว่าที่ฉันจะกล้าจินตนาการได้…]
[อีกสองกลุ่มอยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติ ส่วนสองคนนี้ไม่อยู่ด้วยกันก็เป็นเรื่องปกติเหมือนกันนี่ ก็พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของทั้งคู่เสียไปแล้วนี่นา]
แปดโมงเช้าเวลาเข้างาน เวลาของทีมงานที่ไปรับหนิงเหนียนส่วนใหญ่ต้องเสียไปกับการจราจรที่ติดขัด
ในห้องไลฟ์ผู้ชมบางคนเริ่มรู้สึกร้อนรนกระวนกระวาย
[รีบวางเดิมพันกันเถอะ ถ้าไม่รีบจะไม่ทันแล้วนะพี่น้อง มาทายกันว่าทีมงานรายการจะสามารถติดต่อหนิงเหนียนได้หรือไม่]
ในปีนี้ หนิงเหนียนมักจะถูกเปิดโปงบ่อยครั้งว่าชอบยกเลิกการถ่ายทำรายการวาไรตี้กะทันหัน และทำตัวหยิ่งยโสกับทีมงาน
ในตอนแรกมีการประชาสัมพันธ์ว่าหนิงเหนียนจะมาร่วมรายการ แต่พอถึงเวลาถ่ายทำจริงกลับกลายเป็นเพื่อนร่วมวงของเขาแทน
มีหลักฐานการเปิดโปงแบบนี้อยู่ตรงหน้า แฟนคลับถึงขั้นไม่สามารถแก้ต่างให้ได้เลย
แต่หนิงเหนียนไม่เคยตอบสนองต่อเรื่องนี้เลย
ตอนนี้เขาถูกรายการวาไรตี้ต่าง ๆ แบนไปเกือบหมดแล้ว
[นี่มันต้องเดาด้วยเหรอ องค์ชายน่ะใช่คนที่คุณจะได้เจอง่าย ๆ หรือไง?]
[บังอาจนัก พวกคุณเป็นแค่ทีมงานคิดจะเจอองค์ชายโดยไม่ต้องคุกเข่าคำนับสามครั้งงั้นก้มหัวเก้าที งั้นเหรอ?]
[ฉันไม่เหมือนคนอื่นนะ ฉันเดาได้ว่าเขาคงจะให้ทีมงานมายืนรออยู่หน้าประตู แล้วปล่อยให้พวกเขาโดนปฏิเสธก่อน ไม่งั้นจะเรียกว่าเป็นองค์ชายได้ยังไงล่ะ]
[นี่มันเรื่องที่องค์ชายทำได้ง่าย ๆ เลย ฮิ ๆ]
[ถ้าเขาจะทำตัวเป็นดาราใหญ่แบบนี้ เพื่อนร่วมวงคนไหนจะไปรับบทเป็นน้องชายแทนเขาได้ล่ะ คิดว่าเพื่อนร่วมวงเป็นซุปเปอร์แมนหรือไง?]
[เพื่อนร่วมวงก็เป็นซุปเปอร์แมนนั่นแหละค่ะ แฟน ๆ ในห้องไลฟ์ทุกคน อย่าพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ ทั้งแต่งทำนอง แต่งเนื้อเพลงเก่ง แถมยังช่วยจัดการปัญหายุ่ง ๆ ของเพื่อนร่วมวงได้อีก เชื่อถือได้เสมอจริงใจตลอดและเขาก็คือหัวหน้าวง i.z.t ของพวกเรานั่นเอง จี๋ซังชิงนะคะ รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนถ้าเข้ามาเป็นแฟนคลับ จะได้รับจูบหวาน ๆ จากซังชิงหนึ่งจูบเลยค่ะ~]
[โอ้โห สาวใช้มาแล้วสินะ มาขออาหารให้เจ้านายตัวเองจากองค์ชายอีกแล้วเหรอ]
[พวกแฟนคลับเพื่อนร่วมวงพวกนี้ก็เหมือนแมลงวันนั่นแหละ ชอบบินว่อนไปทั่ว ถ้าไม่มีหนิงเหนียนคงเดินตัวตรงไม่ได้แล้วล่ะมั้ง?]
[ก็ใช่น่ะสิ เกาะกระแสมาตั้งนาน พอมีคนพูดถึงทีไรก็ยังบอกว่าเป็น ‘หนิงเหนียนกับวงของเขา’ อยู่ดีนั่นแหละ ฮิ ๆ]
รถติดเป็นแถวยาวเหยียด ค่อย ๆ ขยับไปอย่างช้า ๆ รถติดอยู่นานเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง
ในที่สุดทีมงานก็ออกมาได้
หนิงเหนียนอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรูใกล้กับจัตุรัสกลางเมือง
เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงมีท่าทีดีมาก และพาพวกเขาขึ้นไปส่งถึงชั้นบนด้วยตัวเอง
ทีมงานเคาะประตู รอสักพักแต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
คอมเมนต์ในแชทเริ่มตื่นเต้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
[ฮ่า ๆ ๆ ฉันบอกแล้วไง]
[มาแล้ว มาแล้ว ท่าทางองค์ชายนี่ ดูต่อไปเถอะ]
[สงสารทีมงานจัง แค่คนทำงานธรรมดา ๆ ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้]
[พวกคุณพิมพ์เร็วจังเลยนะ ยังไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ ตื่นเต้นกันขนาดนั้นเลยเหรอ?]
ขณะที่ทีมงานกำลังจะเคาะอีกครั้ง ประตูก็เปิดออก
หนิงเหนียนถือกระเป๋าเดินทางออกมา วันนี้เขาสวมเสื้อคลุมบางสีดำรูดซิปขึ้นมาแค่ครึ่งเดียว เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในรอบตัวเขาแผ่กลิ่นอายความสะอาดและเย็นชา
เขาสวมหน้ากากอนามัย เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่สวยดั่งดอกท้อหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาคู่นั้นดูเจ้าชู้ แต่แววตากลับเย็นชา
ผิวของเขาขาวผ่องและภายใต้แสงไฟสีเหลืองสลัวของทางเดิน ก็ให้ความรู้สึกงดงามเปราะบางที่ขัดแย้งกันอย่างน่าประหลาด
พอประตูเปิดออก ทีมงานก็รู้สึกงุนงงไปชั่วขณะเมื่อเห็นเขา
หลังจากที่ได้สติกลับมา ช่วยด้วย!
เขาเป็นผู้ชาย
หนิงเหนียนก็เป็นผู้ชายนะ!
ไม่แปลกใจเลย ตอนที่เขาถูกส่งเข้ามาในวงอย่างกะทันหันถึงได้ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนหนึ่งยอมกลับใจในทันที
ก็เพราะหน้าตาแบบนี้นี่เองสินะ