แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 35 ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้มีความคิดแบบศักดินานักนะ?
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 35 ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้มีความคิดแบบศักดินานักนะ?
บทที่ 35 ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้มีความคิดแบบศักดินานักนะ?
[พวกคุณอย่าทะเลาะกันเลย ฉันเข้าใจเหตุผลทั้งหมด แต่ประธานบริษัทที่อายุน้อยและหล่อที่สุดในโลกควรจะเป็นลู่จีอันไม่ใช่เหรอ?]
ข้อความหนึ่งลอยผ่านไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะจมหายไปในหน้าจออย่างรวดเร็ว
อวี่ซิ่วซิ่วเลขาของลู่จีอันกำลังนั่งถอนหายใจ เพราะเธอบังเอิญเห็นลู่จีอันกำลังพิมพ์ข้อความนั้นอยู่
เจียงเจินตอนนี้ทั้งโกรธทั้งอาย ชาวเน็ตคงจะเดากันไปต่าง ๆ นานาอีกแล้ว
เธอไม่อยากมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนคนนั้นหรอก เขาต้องหัวเราะเยาะเธออีกแน่ ๆ!
เจียงฉือซิงคนต้นเหตุนี่ กลับดูสนุกสนานเพลิดเพลินดี
เขาตั้งใจทำแบบนี้
เขาแอบชำเลืองมองไปทางหนิงหนิงอย่างไม่ให้ใครสังเกตเห็น
แต่กลับพบว่าเขาไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของหนิงหนิงได้อย่างชัดเจน
หนิงหนิงยังคงสวมหมวกใบนั้นอยู่ เธอเท้าคางพลางเคาะดินสอบนกระดานช้า ๆ
เจียงฉือซิงถึงกับพูดไม่ออก
ทำไมเธอถึงได้ทำท่าไม่แยแสแบบนี้
เล่นละครต่อไปสิ ดูซิว่าจะเล่นได้ถึงเมื่อไหร่
แมวดำที่อยู่บนตักของเธอ จ้องมองเขาด้วยดวงตาสีเขียวไม่วางตา
มันยกอุ้งเท้าขึ้นมาอวดเล็บให้เขาดู
เจียงฉือซิงรู้สึกหนาวสะท้านไปตามแผ่นหลัง
แมวดำตัวนี้ของหนิงหนิง มันทำให้เขารู้สึกไม่ดีอยู่ตลอด
เจียงเจินเรียกเขาหลายครั้ง พอเขาได้สติกลับมาจึงถามว่า “มีอะไรเหรอ?”
“ทำไมถึงเหม่อไปแบบนั้นล่ะ?” เจียงเจินถาม
เจียงฉือซิงหาข้ออ้างส่ง ๆ “ผมกำลังคิดว่าถ้าพี่ไม่ชอบฟู่เซี่ยนหลี่แล้ว ตอนนี้พี่ชอบใครอยู่?”
เจียงเจินอดไม่ได้ที่จะตีเขาอีกครั้ง “จะชอบไม่ชอบอะไรกัน ถ้าจะให้พูดจริง ๆ ตอนนี้ฉันชอบตัวเองมาก ตลอดเส้นทางที่ผ่านมาฉันก็อดทนผ่านมันมาได้ตลอด และฉันก็ขอบคุณตัวเองจริง ๆ ที่อดทนมาได้ถึงตอนนี้”
เจียงฉือซิง “พี่…”
เจียงเจินยิ้มอย่างปลงตก “ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างผ่านไปแล้วคนเราต้องมองไปข้างหน้าใช่ไหมล่ะ”
หนิงหนิงหยุดการเคาะดินสอ
[โอ๊ยยย ฉันจะร้องไห้แล้ว…]
[เจินเจิน ทำไมถึงใจดีแบบนี้ตลอดเลยนะ!]
[คนดี ๆ ต้องถูกเอาปืนจ่อหน้าหรือไง?]
[ของปลอมยังไม่ทันได้ขอโทษเลย แล้วทำไมถึงต้องปล่อยผ่านไปด้วย?]
[ทำไมกัน หนิงหนิงคนที่แย่งที่ของคนอื่นคนนี้ ทำไมถึงได้มานั่งตรงข้ามเจินเจินอย่างหน้าตาเฉยได้ เพราะอะไรกัน!]
[ฉันไม่ให้อภัย ฉันไม่มีทางให้อภัยหนิงหนิงเด็ดขาด!]
[ทำไมถึงเป็นแบบนี้! ทำไมถึงเป็นแบบนี้! ทำไมถึงเป็นแบบนี้!]
[นังของปลอมไปให้พ้น! นังของปลอมไปให้พ้น! นังของปลอมไปให้พ้น!]
[ไอ้ของปลอมไปตายซะ! ไอ้ของปลอมไปตายซะ! ไอ้ของปลอมไปตายซะ!]
ไม่พูดก็ยังดีกว่าพอพูดขึ้นมาแฟนคลับก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ
ยิ่งเจียงเจินแสดงท่าทีตัวเฉยเมยมากเท่าไหร่ แฟนคลับก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดแทนมากขึ้นเท่านั้น
เจียงเจินปล่อยวางเรื่องนี้ไปแล้ว แต่กลับยิ่งทำให้แฟนคลับของเธอโกรธแค้นหนิงหนิงมากขึ้น
หนิงหนิงใช้นิ้วแตะคางเบา ๆ เป็นจังหวะ
คนเราต้องมองไปข้างหน้า
ถ้าหนิงหนิงคนเดิมไม่ตาย เธอจะมองไปข้างหน้าไหม
เธอจะยังมีโอกาสมองไปข้างหน้าได้อีกไหม?
สายตาของเจียงฉือซิงที่จ้องมองมาราวกับจะฆ่ากัน แทบจะทำให้ตัวหนิงหนิงเป็นรูอยู่แล้ว
ตุ้บ
โทรศัพท์มือถือของหนิงเหนียนร่วงลงบนพื้น
เจียงฉือซิงจ้องเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
“ขอโทษ” หนิงเหนียนก้มลงเก็บโทรศัพท์
ความคิดของหนิงหนิงถูกดึงกลับมา
มือข้างหนึ่งของเธอยังคงจับวาเซียไว้แน่น หากปล่อยมือออกมันจะไปงับวิญญาณของเจียงฉือซิงหรือเจียงเจินทันที
มืออีกข้างหนึ่งยกหมวกขึ้นด้านหนึ่งเผยให้เห็นเพียงดวงตาข้างเดียว เธอกวาดตามองเจียงฉือซิงอย่างเรียบเฉยแล้วมองคนอื่น ๆ ก่อนถาม “ถึงตาฉันแล้วเหรอคะ?”
หนิงหนิงกล่าวขอโทษ “ขอโทษค่ะ เมื่อกี้เหม่อไปหน่อย”
เจียงฉือซิงหันมามอง
เธอแสดงสีหน้าสงสัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีร่องรอยการแสดงให้เห็นบนใบหน้าเลย
และเพราะมองไม่ออกว่าเธอตั้งใจหรือไม่ มันดูเหมือนจริงมากยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
เจียงฉือซิงยิ่งรู้สึกโมโหมากขึ้น
เหล่าเจินกั่วหยุดพิมพ์ด่าไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเหล่าเจินกั่วก็เริ่มโมโหขึ้นมา เธอยังกล้าเหม่อลอยอีกเหรอ?
[ขอร้องละ ตอนนี้เธอควรจะละอายใจ รู้สึกผิดและร้องไห้ขอโทษสิ]
[ทำไมยังทำหน้าเย็นชาอยู่อีกล่ะ!]
[อะไรกัน ทำไมทำท่าเหมือนไม่แคร์อะไรเลย]
[เธอตั้งใจทำแบบนี้แน่ ๆ!]
[ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มันก็น่าโมโหทั้งนั้นแหละ!]
พวกเธอยิ่งด่ารุนแรงขึ้นไปอีก
น่าเสียดายที่หนิงหนิงไม่เห็น
พอเธอพูดจบและเตรียมจะชูกระดานคำตอบในมือขึ้น เว่ยฉือรีบกดมันลงไป
“ยัง ยังไม่ถึงคิวของคุณ เจียงเจินกับคนอื่น ๆ ยังไม่เสร็จเลย”
หนิงหนิงวางกระดานคำตอบลงแล้วนั่งตัวตรง “ขอโทษค่ะ ต่อจากนี้ฉันจะตั้งใจฟังอย่างจริงจัง”
เธอนั่งในท่าทางเด็กดีจริง ๆ แล้วหันหน้าไปทางเจียงเจิน
หลังจากถูกผลักตกน้ำ เจียงเจินก็กลัวหนิงหนิงมาก
เมื่อถูกจ้องมองอย่างไม่ทันตั้งตัว เจียงเจินก็มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาซิบ ๆ
เธอรีบชูกระดานคำตอบขึ้นมาใหม่อยากให้มันจบ ๆ ไปเสียที
ถ้าเจียงเจินไม่ติดใจอะไรแล้ว เจียงฉือซิงก็ต้องยอมแพ้
เว่ยฉือถอนหายใจเบา ๆ อย่างโล่งอก
คำถามสุดท้ายเกี่ยวกับเจียงเจิน [บทพูดแรกของเจียงเจินในละคร ‘ดาบยาว’ คืออะไร?]
ดาบยาวเป็นละครแนวเซียนและศิลปะการต่อสู้ เจียงเจินรับบทเป็นตัวร้ายหญิงรอง
เจียงฉือซิงตอบว่า “แค่มนุษย์ธรรมดา ๆ อย่างเธอ กล้าลองดีงั้นเหรอ? คุกเข่าลงซะ!”
เขายังระบุชื่อตัวละครด้วย ฮวาหมิงราชินีแห่งโลกปีศาจ
เจียงเจิน “ไม่เลวนี่ ตอบถูกด้วย”
เจียงฉือซิง “หลังจากฮวาหมิงแล้ว โลกปีศาจก็ไม่มีราชาหรือราชินีปีศาจอีกเลย ถึงผมจะไม่เคยดูละครเรื่องนี้แต่ก็เคยได้ยินประโยคนี้มาก่อน”
จี๋เสี่ยวเสี่ยวเองก็ตื่นเต้นมาก “ราชินีปีศาจฮวาหมิงเท่มากเลย ฉันชอบมาก!”
ฮวาหมิงเป็นชนเผ่าปีศาจมีนิสัยรักก็รักเกลียดก็เกลียด เขากับพระเอกที่เป็นเทพเจ้าเป็นทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม เป็นทั้งศัตรูและมิตร คู่จิ้นของพวกเขาได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น หลังจากออกอากาศแล้วยังแซงหน้าคู่พระนางที่ทางการผลักดันอีกด้วย
เจียงเจินเริ่มดังจากบทบาทนี้ จนเป็นที่รู้จักของผู้ชม
หลังจากฮวาหมิงจากไป โลกปีศาจก็ไม่มีราชาและราชินีปีศาจอีกต่อไป นี่เป็นการบรรยายถึงตัวละครเจียงเจินที่ฝังลึกในใจผู้ชม
เจียงฉือซิงพูดว่า “ผมไม่เพียงแต่รู้บทพูดนี้ แต่ยังรู้ด้วยว่าพูดในฉากไหนและพูดกับใคร”
“ตอนที่ไป๋หลี่อยากเป็นเพื่อนกับฮวาหมิง แต่ฮวาหมิงปฏิเสธ ผมพูดถูกไหม?”
เจียงฉือซิงเลิกคิ้วถาม
“เหอะ” เจียงเจินยิ้มพลางชายตามองเขา
ไป๋หลี่ที่เจียงฉือซิงพูดถึงคือนางเอกในละคร ไป๋หลี่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาไม่คู่ควรที่จะได้ขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นที่เก้าเพราะแค่เคยช่วยชีวิตพระเอกไว้ เธอไม่มีพลังวิเศษใด ๆ เวลามีเรื่องก็ต้องพึ่งพระเอกมาช่วยเสมอ
ตัวละครสาวใสซื่อไร้เดียงสาแบบนี้ ในละครแนวเซียนและนักยุทธ์ไม่ได้เป็นที่นิยมอีกต่อไป ตัวละครนางเอกแบบนี้ล้าสมัยไปแล้ว
ผู้ชมดูแล้วรู้สึกหงุดหงิดมาก ดังนั้นเมื่อฮวาหมิงแสดงท่าทีไม่สุภาพกับไป๋หลี่ผู้ชมต่างก็รู้สึกสะใจ
นักแสดงที่รับบทไป๋หลี่ก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหนิงหนิงนั่นเอง
ดาบยาวเป็นผลงานการแสดงเรื่องแรกของหนิงหนิง
หลังจากนั้นเธอก็เดินหน้ารับบทแบบนี้มาตลอด ล้วนแต่เป็นตัวละครสาวใสซื่อ ไร้เดียงสาทั้งนั้น
เจียงฉือซิงก็ไม่รู้ว่าเป็นการตั้งใจหรือเปล่า
หนิงหนิงที่ข้ามมิติมาก็ไม่เคยดูดาบยาว
ได้แต่ฟังพวกเขาถกเถียงกัน
มนุษย์ธรรมดาไม่คู่ควร
“ทำไมพวกคนสมัยปัจจุบัน ถึงได้มีความคิดแบบศักดินานักนะ?”
มีความคิดแบบศักดินามากกว่าคนที่เติบโตมาในระบอบกษัตริย์และระบบทาสเสียอีก
วาเซียเห็นด้วย “ใช่เลย”
หนึ่งคนกับแมวหนึ่งตัว พูดโต้ตอบกันไปมา
เสียงของหนิงหนิงไม่ดังนัก แต่คนอื่น ๆ ต่างเงียบลง
“มีอะไรเหรอคะ? ถึงตาฉันแล้วเหรอ?” หนิงหนิงถาม เธอไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิด ทำไมทุกคนถึงได้มองมาที่เธอ
เจียงฉือซิงต้องใช้เวลาครู่หนึ่งในการทำความเข้าใจความหมายของคำว่า
‘ศักดินา’ ที่หนิงหนิงพูดถึง
“เธอตั้งใจพูดแบบนี้ใช่ไหม?” เขาทนไม่ไหวจึงถามออกมา
“ไม่ใช่นะ ฉันแค่รู้สึกว่าความคิดที่ว่าชนชั้นสูงทำอะไรก็ถูกต้อง และคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นนั้นมันเป็นความคิดแบบศักดินามาก ๆ” หนิงหนิงตอบ
เจียงฉือซิงกำลังจะอ้าปากพูดแต่ก็เงียบไป
“ประเทศของเราเป็นประเทศสังคมนิยมทุกคนเท่าเทียมกัน ความคิดแบบนี้ไม่ดี ไม่ควรส่งเสริมค่านิยมแบบนี้ค่ะ” หนิงหนิงพูดอย่างจริงจัง
เหล่าเจินกั่วที่กำลังจะด่าต่างหยุดพิมพ์ข้อความทันที
ให้ตายสิ แบบนี้จะให้พวกเธอโต้กลับยังไงล่ะ
หนิงหนิงได้ปิดฉากการโต้เถียงนี้ลง ก่อนที่มันจะทันได้เริ่มต้นเสียอีก