แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 40 นายลองไปเรียกหนิงหนิงมากินข้าวดีไหม?
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 40 นายลองไปเรียกหนิงหนิงมากินข้าวดีไหม?
บทที่ 40 นายลองไปเรียกหนิงหนิงมากินข้าวดีไหม?
เมื่อวาเซียปรากฏตัว
ทั้งตัวสีดำสนิท ดวงตาสีเขียวมรกต เวลาที่มันย่อตัวต่ำเพื่อมองคนก็ดูน่ากลัวอยู่เหมือนกัน มาพร้อมกับออร่าของบอสใหญ่ในตัว
แต่มันก็สวยมาก ทำให้เหล่าทาสแมวหลายคนถึงกับรักมันตั้งแต่แรกเห็น
แต่ปรากฏว่าวาเซียที่ดูเหมือนบอสใหญ่ตัวนั้น พอหนิงหนิงบอกไม่ให้มันไป มันก็นั่งลงรอเธอทันที
น่ารักจริง ๆ เลย
ระหว่างที่กำลังถ่ายทำวาเซียก็นอนซุกอยู่บนขาของหนิงหนิงตลอด ชอบเข้าไปถูไถและออดอ้อนกับหนิงหนิงเป็นระยะ
ช่างน่ารักและเป็นกันเองจริง ๆ
แมวน้อยที่ทั้งสวย ทั้งเป็นมิตรแถมยังว่านอนสอนง่ายอีกด้วย
ทาสแมวคนไหนบ้างจะไม่อยากได้แมวแบบนี้!
หลายคนถึงกับไม่สนใจดูอย่างอื่นแล้ว จ้องมองแต่แมวอย่างเดียวแล้วก็กดแคปหน้าจอกันรัว ๆ
จากนั้นก็พบเรื่องที่น่าสนใจมาก
เมื่อเจียงฉือซิงแสดงท่าทีไม่ดีกับหนิงหนิง มันก็จะจ้องมองเจียงฉือซิงไม่วางตา
มันโกรธอย่างจริงจัง ในขณะที่หนิงหนิงพยายามปลอบมันตลอด
มันถึงกับปกป้องเจ้านายด้วย นี่มันแมวในฝันชัด ๆ!
ผู้ชมที่ดูไลฟ์สตรีมได้แคปภาพแล้วโพสต์ลงเน็ต ทำให้วาเซียดังขึ้นมา
นี่มันแมวในฝันจริง ๆ
คนที่วิ่งตามกระแสมาจากการค้นหายอดนิยม ตอนนี้ต่างก็นั่งรอดูอยู่ในห้องไลฟ์ของหนิงหนิง
พวกเขาอยากให้หนิงหนิงอยู่ในห้องตลอดไป
ถ้าเธอเดินออกไป กล้องในห้องไลฟ์เดี่ยวก็จะติดตามเธอไป พวกเขาก็จะมองไม่เห็นแมว
หนิงหนิงเงียบมาก พวกเขาก็สามารถดูแมวได้อย่างสงบ
และอีกอย่างหนิงหนิงก็สวยมาก ขณะที่ดูแมวก็สามารถดูความสวยของหนิงหนิงไปด้วยได้
วาเซียเงยหน้าขึ้น จ้องมองกล้องที่อยู่หลังประตู
มีคนจำนวนมากกำลังดูมันอยู่ในนั้น
ผู้ชมเห็นวาเซียลืมตากว้างจ้องมองหน้าจออย่างไม่ขยับเขยื้อนจากระยะไกล ราวกับกำลังมองพวกเขาอยู่
[กรี๊ดดดด น่ารักเกินไปแล้ว!]
เสียงอุทานดัง ‘อ๊า’ กระจายไปทั่วหน้าจอแชท
ข้างเตียงยังมีกล้องวิดีโออยู่อีกตัวหนึ่ง
วาเซียวิ่งเข้าไปหา แป๊ะ! อุ้งเท้าของมันตบลงบนกล้อง
ผู้ชมทั้งหลายได้เห็นอุ้งเท้าแมวสีดำปรากฏขึ้นมา
วาเซียยังเข้าไปใกล้ ๆ แล้วดมดูกล้องอีกครั้ง
ใบหน้าขยายใหญ่ขึ้นที่หน้าจอ มันก้มลงมาและนิ่งไม่ขยับจ้องตากับผู้ชมที่อยู่หลังหน้าจอ
สิ่งนี้ช่างน่าขนลุกจริง ๆ วาเซียรู้สึกว่ามีคนมากมายในนั้นที่อยากจะพุ่งออกมากินมัน
วาเซียตัดสินใจจ้องมองสิ่งนี้ไว้ ไม่ให้มันรบกวนหนิงหนิง
[เพื่อน ๆ ฉันไปแล้ว ขอจากไปอย่างสงบ..]
เบื้องหลังการถ่ายทอดสด เว่ยฉือมองดูจำนวนผู้ชมในห้องไลฟ์ของหนิงหนิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาได้แต่สงสัย
ที่ชั้นล่าง ทั้งสี่คนยุ่งวุ่นวายมาครึ่งค่อนวันกว่าจะทำอาหารเสร็จก็เกือบบ่ายโมงครึ่งแล้ว
ส่วนใหญ่เป็นจี๋เสี่ยวเสี่ยวที่ทำหน้าที่ผัดอาหาร ส่วนคนอื่นอีกสามคนก็แค่ล้างผัก ส่งของให้เท่านั้น
เพราะเวลากระชั้นชิดจึงผัดอาหารได้ห้าอย่างและทำน้ำซุปได้หนึ่งหม้อ
จี๋เสี่ยวเสี่ยวเหนื่อยจนแทบขาดใจ
พวกเขาจัดวางอาหารบนโต๊ะในห้องอาหารเรียบร้อยแล้ว
จี๋เสี่ยวเสี่ยวเช็ดเหงื่อ เหนื่อยจังเลย
หนิงหนิงยังคงเงียบไม่มีทีท่าว่าจะออกมา
“ไปเรียกหนิงหนิงหน่อยดีไหม?” จี๋เสี่ยวเสี่ยวถาม
“ทำอาหารก็ไม่ช่วย อย่าไปสนใจเธอเลย” เจียงฉือซิงพูด
จี๋เสี่ยวเสี่ยวแอบถอนหายใจในใจ
จริง ๆ แล้วพวกคุณก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา
ตอนผัดอาหารช่วงหลัง ๆ เห็นได้ชัดว่าเธอเหนื่อยมาก แต่ก็ไม่มีใครเสนอตัวช่วยเธอเลย
จี๋เสี่ยวเสี่ยวพูดพร้อมรอยยิ้ม “ฉันจะไปเรียกเอง วันแรกนี่นาเราต้องฉลองด้วยกันสิ”
การสนทนาที่ชั้นล่าง หนิงหนิงได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน
เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของจี๋เสี่ยวเสี่ยวเดินขึ้นบันได ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่หน้าประตูห้อง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
วาเซียวิ่งเข้าไป กระโดดขึ้นไปคว้าลูกบิดประตูแล้วบิดมันจนประตูเปิดออก
[อ๊ากกกก แมวตัวนี้กลายเป็นปีศาจแล้ว!]
[โอ้โห ฉลาดจังเลย รีบส่งไปเรียนหนังสือเลยอย่าปล่อยให้เด็กน้อยพลาดโอกาสในการเข้ามหาวิทยาลัยนะ!]
[น่ารักจนฉันทนไม่ไหวแล้ว!]
[รอมานานแล้ว ในที่สุดก็รอจนคนที่เชิญเธอมาถึงเสียที]
[โมโหจะตายอยู่แล้ว ไม่กินก็แล้วไปสิทำไมต้องมาเรียกด้วย น่ารำคาญชะมัด]
ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน แมวดำตัวน้อยโผล่หัวออกมาแล้วเอียงคอมองเธอ
จี๋เสี่ยวเสี่ยวถูกความน่ารักนี้เล่นงาน ทำเอาใจละลายในทันที
เธอจำได้ว่าแมวตัวนี้ชื่อว่าวาเซีย
เธอชอบสัตว์มาก แต่ก่อนอยากเลี้ยงสุนัข แต่จี๋ซางไม่ชอบที่บ้านเลยไม่ได้เลี้ยง
จี๋เสี่ยวเสี่ยวย่อตัวลงจะลูบวาเซีย แต่วาเซียเอี้ยวตัวหลบ
เธอชักมือกลับ รู้สึกเก้อเขินขึ้นมาทันที
หนิงหนิงเดินออกมา “นอกจากฉันแล้ว วาเซียไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้หรอก”
“เป็นแบบนี้เองเหรอ?” จี๋เสี่ยวเสี่ยวลุกขึ้นยืนพลางถอนหายใจ
เมื่อครู่นี้รู้สึกอับอายนิดหน่อย
“จะลงไปกินข้าวด้วยกันไหม พวกเราทำอาหารไว้แล้วเตรียมฉลองกันหน่อย”
หนิงหนิงตอบว่า “ไม่ละ ฉันไม่ลงไปแล้ว”
จี๋เสี่ยวเสี่ยวไม่คาดคิดเลยว่าเธอจะปฏิเสธ
ผู้ชมก็ไม่คาดคิดเช่นกัน
[อะไรกัน???]
[เธอไม่ลงไปจริง ๆ เหรอ?]
[ของปลอมกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ดูไม่รู้เรื่องเลย]
“อาหารที่ฉันผัดไว้ ไม่ลองชิมหน่อยเหรออร่อยมากเลยนะ” จี๋เสี่ยวเสี่ยวมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตัวเองมาก
หนิงหนิงเห็นเม็ดเหงื่อเล็ก ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของเธอ
เธอเดินเข้าไปข้างในแล้วเดินออกมาพร้อมผ้าเช็ดหน้าในมือ จากนั้นก็ยื่นให้จี๋เสี่ยวเสี่ยว
“ขอบคุณที่เหนื่อยนะ”
ผ้าเช็ดหน้าสี่เหลี่ยมสีดำมีเส้นไหมสีทองแทรกอยู่ในผืนผ้าสีดำ ที่มุมขวาล่างมีรูปพระจันทร์เสี้ยวสีเงินมีกลิ่นหอมของดอกกุหลาบ
“ขอบคุณที่มาตามนะ แต่ฉันไม่หิวไม่ลงไปแล้วล่ะ” หนิงหนิงปิดประตู
จี๋เสี่ยวเสี่ยวถือผ้าเช็ดหน้าเดินลงบันไดมา
จี๋ซางไม่เห็นหนิงหนิงจึงถามว่า “พี่หนิงหนิงไปไหนล่ะ เมื่อไหร่จะลงมา?”
จี๋เสี่ยวเสี่ยวตอบ “หนิงหนิงบอกว่าไม่หิว”
จี๋ซางถาม “พี่หนิงหนิงไม่กินเหรอ?”
เจียงฉือซิงแค่นเสียงหึ “เธอไม่กิน พวกเราก็กินกันเองสิ”
ก่อนจะนั่งลงทานข้าว จี๋เสี่ยวเสี่ยวหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ยังไม่แห้งบนหน้าผาก
จี๋ซางที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายของเธอได้กลิ่นหอมของกุหลาบ “หอมจังเลย ซื้อมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
จี๋เสี่ยวเสี่ยวตอบว่า “หนิงหนิงให้มา”
ทุกคนเพิ่งสังเกตเห็นเหงื่อบนใบหน้าของเธอ ดูเหมือนเธอจะเหนื่อยอยู่บ้าง
[ใช่สิ อาหารทั้งหมดนี้ เสี่ยวเสี่ยวทำคนเดียวเลย เก่งมาก]
[ฝีมือการทำอาหารของเสี่ยวเสี่ยวสุดยอด!]
[เสี่ยวเสี่ยวเหนื่อยหน่อยนะ!]
…
เจียงเจินรู้สึกไม่สบายใจ “ขอโทษนะ เธอยุ่งอยู่คนเดียวเลย ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
เธอล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมายื่นให้จี๋เสี่ยวเสี่ยวเช็ดเหงื่อ
บนผ้าเช็ดหน้ามีโลโก้แบรนด์วีที่โดดเด่น
จี๋เสี่ยวเสี่ยวจำได้ว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนี้มีราคาแพง เธอรีบผลักกลับไปทันที “ฉันใช้อันนี้ก็พอแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกแค่ผ้าเช็ดหน้าเอง เธอเหนื่อยมาตั้งนานเช็ดเหงื่อหน่อย ไม่งั้นฉันจะรู้สึกไม่สบายใจนะ”
เจียงเจินจับมือจี๋เสี่ยวเสี่ยวไว้แล้วช่วยเช็ดเหงื่อให้
หลังจากเช็ดเสร็จ เธอมองดูแล้วพูดขึ้นมาลอย ๆ “หรือว่า จะให้ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้กับเธอไปเลยดี”
[ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ต้องราคาอย่างน้อยสองหมื่นหยวนแน่ ๆ จะยกให้คนอื่นง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ…]
[ผ้าเช็ดหน้าของคนรวยผืนเดียวเท่ากับเงินเดือนสองเดือนของฉันเลยนะ]
[สำคัญที่สุดคือเธอไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย หยิบออกมาให้คนอื่นใช้แบบไม่คิดอะไร]
[อาาา ฉันอิจฉาจังเลย ฉันก็อยากเป็นคุณหนูตระกูลเจียงบ้าง]
[สำหรับฉันจะแพงหรือไม่แพงไม่สำคัญหรอก ขอแค่ถูกและใช้งานได้ดีก็พอ ของของปลอมนั่นก็ใช้ได้แล้ว]
[แน่ใจนะว่าพูดถึงเรื่องใช้งานจริงๆ น่ะ~]
[นี่มีใครพูดถึงหนิงหนิงเหรอ? เป็นบ้าอะไรเนี่ย ชอบพาดพิงไปทั่ว ถ้าเจียงเจินไม่ได้เปรียบเทียบกับหนิงหนิงก็คงจะแสดงความสง่างามของคุณหนูไม่ได้สินะ? พวกบ้าตัวเองก็ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย ยังจะมารังเกียจโน่นรังเกียจนี่อีก พวกแกมาเลียแข้งเลียขาทุกวัน เจียงเจินให้เงินพวกแกกี่บาทกัน?]
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ ด่าเก่งจังเลย!]
[ไม่ต้องพาดพิงของปลอมก็ได้ ให้เธอขอโทษก่อนสิ…]
[ให้เจียงเจินเป็นคนพูดสิ มาพูดกับฉันแบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร?]
จี๋เสี่ยวเสี่ยวพยายามปฏิเสธอย่างสุดความสามารถ เธอกลัวจนแทบตาย
ถ้าเธอรับมันไว้จริง ๆ คงถูกด่าว่าเป็นคนวัตถุนิยมแน่ ๆ
ไม่รู้ว่าเจียงเจินตั้งใจหรือเปล่า
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิตใจหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกว่าผ้าเช็ดหน้าที่หนิงหนิงให้มานั้นใช้แล้วสบายใจ สัมผัสก็นุ่มนวลกว่าของเจียงเจินด้วย
จี๋เสี่ยวเสี่ยวรีบเรียกทุกคนมากินข้าว
เจียงเจินมองขึ้นไปบนชั้นบนขณะที่กินข้าวไปครึ่งทาง
“นานขนาดนี้แล้ว เธอไม่กินข้าวจริง ๆ เหรอ?”
เจียงฉือซิง “จะไปสนใจเธอทำไม? เธอจะกินหรือไม่กินก็เรื่องของเธอสิ”
แม้จะพูดแบบนั้น แต่เจียงเจินก็ไม่ได้รู้สึกดีกับคนที่ขโมยชีวิตของเธอจริง ๆ อีกอย่างหนึ่งหนิงหนิงก็เคยทำร้ายเธอด้วย
แต่ว่านะ เธอก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน
เจียงเจินรู้สึกสงสารเธอเล็กน้อย
เธอพูดกับเจียงฉือซิงว่า “หรือว่านายจะลองขึ้นไปเรียกหนิงหนิงดูสักหน่อยดีไหม?”