แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 45 เงาดำข้างเตียง
บทที่ 45 เงาดำข้างเตียง
หนิงหนิงมองดูมอร์ต้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ
เด็กสาวอายุราว ๆ สิบหกถึงสิบเจ็ดปี ตัวสูงกว่าหนิงหนิงเล็กน้อย
เธอสวมชุดกระโปรงยาวสีดำและสวมผ้ากันเปื้อนสีขาวทับด้านนอก
ที่ด้านหลังของชุดบริเวณเอวมีโบว์สีดำขนาดใหญ่ผูกไว้
ผมสีขาวยาวถูกรวบเป็นหางม้า
ผิวของเธอขาวมาก ขาวซีดราวกับหิมะ แม้แต่ขนตาก็ยังเป็นสีขาว
มีเพียงดวงตาคู่สวยที่เป็นสีเขียว เป็นสีเขียวบริสุทธิ์ราวกับอัญมณี
มอร์ต้าใช้มือทั้งสองข้างตัดแต่งดอกไม้อย่างคล่องแคล่ว ฝีมือของเธอช่างประณีตจริง ๆ
เสื้อผ้าของหนิงหนิงหลายชุด ล้วนเป็นฝีมือของมอร์ต้า
ชุดที่เธอสวมใส่วันนี้ก็เช่นกัน เป็นชุดที่มอร์ต้าตั้งใจเรียนรู้แบบแผนการออกแบบของโลกนี้แล้วตัดเย็บให้เธอโดยเฉพาะ
เสื้อผ้าหลายชุดที่เธอนำมาเองนั้น ล้วนซับซ้อนเกินไปไม่สะดวกในการสวมใส่
มอร์ต้าส่งดอกไม้ให้หนิงหนิง หนิงหนิงค่อย ๆ จัดดอกไม้ใส่แจกันทีละดอก
ดอกตูมเบียดชิดกันอยู่ หนิงหนิงอุ้มแจกันดอกไม้ขึ้นมาแล้ววางไว้ใต้แสงจันทร์
กุหลาบเหล่านั้นอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์ กลีบดอกไม้ถูกเคลือบด้วยแสงจันทร์เป็นชั้นบาง ๆ
จากนั้นดอกตูมก็ค่อย ๆ บานออกทีละดอก
ค่ำคืนเงียบสงัด เสียงเล็ก ๆ ที่แทบจะไม่ได้ยินคือเสียงของดอกไม้ที่กำลังบาน
ดอกกุหลาบบานเต็มที่ทั้งหมดแล้ว
ดอกไม้บานเรียงรายติดกัน หนิงหนิงเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อสูดกลิ่นหอมของดอกไม้
วาเซียยื่นอุ้งเท้าออกมา
มอร์ต้าโบกมือทีหนึ่ง เขาก็ถูกปัดกระเด็นไปอีกด้านหนึ่ง
วาเซียกัดฟันแล้วคลานเข้ามาอีกครั้ง มอร์ต้าก็ตีเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้วาเซียหลบได้ทัน
“งูเหม็น เธอจะทำอะไร?”
“นี่เป็นดอกไม้ที่ฉันให้หนิงหนิง ห้ามแตะต้อง แล้วก็ฉันชื่อมอร์ต้าไม่ใช่งูเหม็น”
“งูเหม็น งูเหม็น งูเหม็น!”
มอร์ต้าถอนหายใจ
หนิงหนิงอดไม่ได้ที่จะแขวะ “วาเซียนายนี่เหมือนเด็กประถมจริง ๆ เลยนะ”
“เด็กประถมหมายความว่ายังไง?” วาเซียถาม
“หนิงหนิงหมายความว่านายเป็นเด็ก” มอร์ต้าตอบ
“เธอพูดมั่ว!” วาเซียโวย
“หึ” มอร์ต้าแค่นเสียง
ทั้งสองคนชอบทะเลาะกันเป็นประจำ ส่วนใหญ่วาเซียจะเถียงไม่เคยชนะมอร์ต้า
ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทั้งสองอายุห่างกันมาก
มอร์ต้ามีอายุเกือบสองร้อยปีแล้ว ส่วนวาเซียยังเด็กมาก
หนิงหนิงก็ไม่ได้ห้ามอะไร
ถึงอย่างไรก็แค่ทะเลาะกันเท่านั้น ไม่ได้ลงไม้ลงมือกันจริง ๆ สักหน่อย
ชั้นสาม
เจียงฉือซิงเข้านอนประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ปกติเขานอนหลับสบายดี
แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร
นอนไม่ค่อยสงบ ในความงัวเงียมีเงาดำ ๆ อยู่ข้างเตียง
เจียงฉือซิงตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ แต่ข้างเตียงไม่มีอะไรเลย
เขาหยิบหยกที่แขวนอยู่ที่คอ แต่หยกก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
เขาจึงล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
แต่แล้วก็ต้องตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจอีกครั้ง
เป็นเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา พลิกไปพลิกมาทั้งคืนจนกระทั่งฟ้าสาง ใต้ตาของเขาก็มีรอยคล้ำเพิ่มขึ้น
เจียงเจินตื่นแต่เช้าไปวิ่งออกกำลังกายและเพิ่งกลับมา พอดีกับที่เจียงฉือซิงเปิดประตูออกมา
เจียงเจินดื่มน้ำหนึ่งอึก แล้วถามว่า “ทำไมวันนี้ตื่นสายจัง?”
เจียงฉือซิงนอนไม่หลับ เขามีอาการหงุดหงิดตอนตื่นนอนจึงปิดประตูดังปัง
เจียงเจินชำเลืองมองเขาแวบหนึ่งเห็นรอยคล้ำใต้ตาของเขา “เป็นอะไร? นอนไม่หลับเหรอ?”
เจียงฉือซิงตอบอย่างหงุดหงิด “พี่คิดว่าไงล่ะ?”
เจียงเจินรู้สึกโมโหขึ้นมานิดหน่อย เธอชำเลืองมองเขาแล้วพูดว่า “นายนอนไม่พอ แล้วมาระบายอารมณ์ใส่ฉันทำไม”
เธอไม่ดื่มน้ำแล้ว เดินกลับเข้าห้องไปเลย
เมื่อได้ยินเสียงปิดประตู เจียงฉือซิงถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
เขาเผลอเอานิสัยที่เคยปฏิบัติกับหนิงหนิงมาใช้กับเจียงเจินโดยไม่รู้ตัว
ทุกครั้งที่เขาอารมณ์ไม่ดี หนิงหนิงก็จะเจอเขาเข้าพอดี
เธอคอยระมัดระวังในการดูแลเขาเสมอ แต่เขาไม่ชอบสีหน้าประจบประแจงของหนิงหนิงมันทำให้เขารู้สึกรำคาญ แม้ว่าหนิงหนิงจะถูกเขาดุด่าแต่เธอก็ยังคงยิ้ม
ตอนนี้หนิงหนิงไม่ใช่พี่สาวของเขาอีกต่อไปแล้ว
เจียงฉือซิงหันกลับไปมองประตูห้องของเจียงเจิน เดินเข้าไปแล้วเคาะประตู
“พี่อยากกินอะไรเป็นอาหารเช้า ผมจะให้ลุงจางเอามาส่ง”
ไม่มีเสียงตอบรับ
เจียงฉือซิงเคาะประตูอีกครั้ง
ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
เจียงฉือซิงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
แล้วก็นึกถึงคำกำชับของแม่ที่บ้าน
เจียงเจินต้องผ่านความลำบากมามากมายในที่ห่างไกล เขาต้องเอาใจและยอมเธอหน่อย
เจียงฉือซิงถามซ้ำอีกครั้งรอสักพัก แต่ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ
เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที
ระหว่างเดินลงบันได เขาไม่ได้ใช้ลิฟต์ เมื่อผ่านชั้นสองเขาก็ชะลอฝีเท้าลง
ชั้นสองเงียบสงัดมาก ไม่เห็นเงาของหนิงหนิงเลย
จู่ ๆ เจียงฉือซิงก็รู้สึกกังวลใจขึ้นมา
เพิ่งผ่านไปไม่นานหลังจากที่เจียงฉือซิงจากไป หนิงเหนียนที่ออกไปวิ่งก็กลับมาแล้ว
ในมือของเขาถือซาลาเปาและนมถั่วเหลืองมาสองชุด
เมื่อกลับขึ้นไปชั้นสอง ห้องของหนิงหนิงก็ยังคงเงียบสนิท
หนิงเหนียนวางอาหารเช้าไว้บนโต๊ะอาหาร หันหลังให้กล้องที่อยู่ในห้องอาหาร
ตอนนี้ใกล้แปดโมงแล้ว ห้องไลฟ์สดก็เปิดอยู่
เขาคลิกเข้าไปในห้องไลฟ์สดของหนิงหนิงอย่างคล่องแคล่ว
ในภาพบนเตียงสีขาวสะอาด หญิงสาวนอนหลับอย่างสงบผมยาวสีดำสยายอยู่ข้างหมอน มีแมวสีดำนอนซุกอยู่ข้างศีรษะของเธอพวกเขาหลับสนิท
บนตู้ข้างเตียงในแจกันกระเบื้องสีขาว มีดอกกุหลาบสีแดงเข้มบานสะพรั่งอย่างเงียบงัน
หนิงหนิงยังไม่ตื่น
หนิงเหนียนนั่งลงคนเดียวหยิบซาลาเปาออกมา แล้วค่อย ๆ กินอย่างช้า ๆ
เขากินช้ามาก เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาหนิงเหนียนก็ดื่มน้ำเต้าหู้อึกสุดท้าย
หนิงหนิงก็ยังไม่ออกมา
เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเงียบ ๆ อีกสักพัก
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาลุกขึ้นยืนจัดโต๊ะให้เรียบร้อย ทิ้งอาหารเช้าที่เหลืออีกหนึ่งชุดไว้บนโต๊ะ
เขากลับเข้าห้องไปจัดของเล็กน้อยแล้วเตรียมออกไปบริษัท ห้องของหนิงหนิงก็ยังคงปิดประตูอยู่
เมื่อมาถึงบริษัท หนิงเหนียนก็ไปเข้าคลาสฝึกซ้อม
ฉีอันก็มาถึงเช่นกันเขาเข้าไปคุยกับผู้บริหารเหมือนเคย แต่ทางผู้บริหารก็ยังคงไม่มีแผนการที่ชัดเจนสำหรับอนาคตของหนิงเหนียน
สรุปก็คือ ให้หนิงเหนียนฝึกซ้อมไปเรื่อย ๆ
ฝึก ฝึก ฝึก ฝึกทั้งวัน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าถึงหนิงเหนียนจะฝึกซ้อมจนเก่งแค่ไหน แต่ระบบไอดอลในประเทศยังไม่เติบโตเต็มที่ จึงแทบไม่มีเวทีจริง ๆ ให้เขาได้แสดงความสามารถ
สมาชิกคนอื่น ๆ ต่างก็มีงานแสดงละคร รายการวาไรตี้ และงานพรีเซ็นเตอร์ ทุกคนล้วนยุ่งกันหมด
หนิงเหนียนในฐานะที่เป็นไอดอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงกลับเป็นคนที่ว่างที่สุดมันสมเหตุสมผลเหรอ?
ไม่ยอมให้งานหนิงเหนียน แต่ก็ไม่ยอมปล่อยหนิงเหนียนไปด้วย
อะไรกันนักหนา
ก็ยังคงเหมือนเมื่อก่อนหลอกล่อด้วยการวาดฝันว่าจะให้เพลงเดี่ยว
ฉีอันก็เป็นพนักงานใหม่เหมือนกัน จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากรู้สึกหงุดหงิด
พอคุยกับผู้บริหารเสร็จ เขาก็ไปดูหนิงเหนียนซ้อมเต้น
ดูไปได้เกือบยี่สิบนาที เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องรีบปิดเพลงที่ดังสนั่นหวั่นไหว แล้วดึงหนิงเหนียนให้นั่งลง
“เต้นแรงขนาดนี้ แถมเต้นนานขนาดนี้นายไม่รักชีวิตแล้วหรือไง?” ฉีอันพูด
หนิงเหนียนหอบหายใจถี่ ๆ เขาดูเหนื่อยมาก
ฉีอันรอให้เขาดื่มน้ำเสร็จและหายใจเป็นปกติก่อน แล้วจึงพูดว่า “ฉันรู้ว่านายกำลังคิดอะไรอยู่ ฉันแนะนำว่าอย่าไปคิดมันเลย”
แกร๊ก! ขวดน้ำในมือของหนิงเหนียนถูกบีบจนพัง
ฉีอันรู้ว่าตัวเองพูดถูก
เขาดูแลหนิงเหนียนมาได้แค่ปีเดียวเท่านั้น
ก่อนที่จะได้พบกันความประทับใจที่เขามีต่อหนิงเหนียนมาจากการแสดงบนเวที
หนิงเหนียนบนเวทีนั้นมีลักษณะท่าทางที่ค่อนข้างบ้าคลั่ง แฝงไปด้วยความเย็นชา
พอได้รู้จักกันแล้ว นิสัยของเขาก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ
ไม่ค่อยยิ้ม เรียกได้ว่าเป็นคนตรงไปตรงมาจริง ๆ
หลังจากที่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ฉีอันก็พบว่าในชีวิตของหนิงเหนียนดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ทำให้เขายิ้มได้เลย
เขาไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ แม้แต่เพื่อนร่วมทีมที่ใกล้ชิดที่สุดก็ยังระแวงและกีดกันเขา
เขาไม่มีครอบครัว พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงก็ไม่เคยสนใจดูแลเขา
ฉีอันไม่เคยได้ยินหนิงเหนียนพูดถึงครอบครัวเลย พ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงก็ไม่เคยโทรหาเขาสักครั้ง
จากการสนทนาไม่กี่ครั้งระหว่างเขากับทงฮวา ฉีอันสังเกตเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างหนิงเหนียนกับครอบครัวพ่อเลี้ยงไม่ค่อยดีนัก
ความสัมพันธ์ของเขากับเจียงเจินก็ไม่ดีเช่นกัน หนิงเหนียนไม่ชอบเจียงเจินมาก นี่เป็นสัญชาตญาณของฉีอัน
ดูเหมือนว่า เขาจะอยู่คนเดียวมาตลอด
พออยู่ไปนานอีกหน่อยก็มีอีกอย่างที่มองไม่เห็นบนเวที นั่นก็คือความเก็บกด นิสัยของหนิงเหนียนเก็บกดเกินไป เก็บทุกอย่างไว้ในใจ