แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 479 เจตนาฆ่า
ยูริชี้ไปยังดอกกุหลาบที่เกลื่อนเต็มพื้น “พี่สาวดูสิ พี่ชอบดอกกุหลาบมากที่สุดใช่ไหม พวกนี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมเตรียมไว้ให้พี่ หลังจากพี่ตาย ผมจะฝังพี่ไว้ในพระราชวังคริสตัลใต้ทุ่งกุหลาบ ในพระราชวังก็จะมีแต่ดอกกุหลาบเต็มไปหมด พี่ต้องชอบแน่นอน”
หลังจากแก้ไขความกังวลในใจที่มีมาตลอด ดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลงมาก เขามองไปที่หนิงหนิง
“พอจัดการพี่สาวเรียบร้อยแล้ว ผมจะไปหาคุณ เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป”
‘อยู่ด้วยกันตลอดไป’ เขาพูดซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง
มันเหมือนกับเป็นคำสาปอย่างหนึ่ง
“แต่ฉันไม่อยากตายไปพร้อมกับนายหรอก” หนิงหนิงที่ตกอยู่ในอิทธิพลของภาพมายาปฏิเสธยูริอีกครั้ง
“ทำไม!”
ในภาพมายา ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มก็เหมือนกับความโกรธเกรี้ยวในความเป็นจริงไม่มีผิด
“คุณชอบคนพวกนั้นมากกว่าผมจริง ๆ ใช่ไหม!”
เขาแสดงอาการคลุ้มคลั่ง ตะโกนใส่หนิงหนิงด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
หนิงหนิง “ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก ฉันแค่ไม่อยากตายเท่านั้นเอง”
เธอไม่เข้าใจการกระทำของยูริ เมื่อชอบใครสักคน ทำไมต้องตายไปด้วยกัน ไม่ใช่ควรหวังให้อีกฝ่ายมีชีวิตที่ดีขึ้นหรือ
ที่สำคัญกว่านั้น ทุกอย่างที่เธอพูดล้วนเป็นความจริง
เธอไม่อยากตาย
ยูริยิ้มเล็กน้อย “แต่ว่า สิ่งที่พี่สาวพูดนั้นไม่นับหรอก”
หนิงหนิง “ไม่ มันจะเป็นไปตามที่ฉันบอก”
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมาถึงโลกใบนี้
“ไม่หรอก มันขึ้นอยู่กับผม” ยูริพูดอย่างดื้อรั้น
ตะปูเงินยาวค่อย ๆ จมลงทีละนิ้ว แทงเข้าไปในร่างของหนิงหนิง
‘เจ็บ’ นั่นคือสิ่งที่หญิงสาวรู้สึกเป็นอย่างแรก และความเจ็บปวดนี้ยังมากขึ้นเรื่อย ๆ
‘ทำไมภาพมายาถึงได้เจ็บขนาดนี้?’
หนิงหนิงเจ็บจนพูดไม่ออก
ส่วนยูริยังคงหัวเราะอยู่
“วางใจเถอะ พี่สาว ผมจะรีบมาอยู่เป็นเพื่อนคุณเร็ว ๆ นี้”
ในสายตาของหนิงหนิง ร่างของเขาดูพร่ามัวไปหมด เธอมองเห็นแค่รอยยิ้มของเขา ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นถึงความโหดร้าย
‘ทำไมกัน’
เธอดูเหมือนจะไม่เคยเข้าใจยูริอย่างแท้จริง
เป็นเพราะตัวเธอเองที่หยิ่งผยองเกินไป เชื่อว่าตัวเองสามารถมองทะลุใจคน
ไม่คิดว่า กลับจะพลาดท่าอย่างหนักให้กับคนที่ใกล้ชิดที่สุด
ความจริงแล้ว เธอไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง
เธอไม่เข้าใจยูริและไม่เข้าใจตัวเองด้วย
ทำไมกันนะ ทั้ง ๆ ที่บอกตัวเองแล้วว่าไม่สนใจอีกแล้ว
เธอทิ้งยูริไปนานแล้ว ทำไมถึงยังเข้ามาในโลกภาพมายานี้อีก
บางครั้งหนิงหนิงก็รู้สึกว่า ทุกอย่างในโลกนี้ตอนนี้เป็นเพียงความฝันของเธอ
ไม่อย่างนั้น ทำไมเธอถึงนึกถึงยูริบ่อย ๆ นึกถึงช่วงเวลาก่อนตายแบบนี้
เธอถูกกักขังอยู่กับที่ตลอดเวลาใช่หรือไม่
ทุกอย่างเป็นเพียงความเพ้อฝันของเธอ
ตอนนี้ เธอกลับมาอีกครั้งในที่สุด
น่าจะเป็นแบบนั้น
ไม่อย่างนั้น จะเข้าไปในภาพมายานี้ได้อย่างไร
เธอปล่อยวางเรื่องราวในอดีตไปหมดแล้วตั้งนานแล้วชัด ๆ
เธอไม่ใช่หนิงหนิง แต่เป็นแม่มดแห่งหนามต่างหาก
ความเจ็บปวดทวีความรุนแรงขึ้น หนิงหนิงรู้สึกมึนงงและหนักศีรษะ
‘อยากนอนจัง’
ที่แท้ความง่วงเป็นความรู้สึกแบบนี้นี่เอง
เธอหรี่ตามองออกไป
รู้สึกเหมือนมีเสียงบางอย่างดังแว่วมา
“หนิงหนิง ตื่นเถอะ!”
“หนิงหนิง…”
มีใครกำลังเรียกเธออยู่
เสียงนี้ดูเร่งรีบมาก
‘เป็นวาเซียหรือว่ามอร์ต้ากันนะ?’
แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่
“ตื่นเถอะ ตื่นเถอะ หนิงหนิง!”
มันเป็นเสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่ฟังดูคุ้นเคย
สมองของเธอปรากฏภาพร่างของบุคคลหนึ่ง
เขาแตกต่างจากยูริ เงียบขรึมและไม่ค่อยพูด
แต่การแสดงออกทางอารมณ์ของเขากลับตรงไปตรงมา
เมื่อมีความสุขก็จะยิ้ม เมื่อไม่พอใจก็จะแกล้งทำเป็นไม่สนใจคนอื่น
เข้าใจง่ายมาก
ตอนแรกเธอคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาภายนอกเท่านั้น
ทว่าเขากลับเป็นแบบนี้ตลอดเวลา เป็คนที่เข้าใจง่ายจริง ๆ
จากดวงตาของเขา เธอสามารถมองเห็นได้ว่าเขาต้องการอะไร
‘ใช่แล้ว เขาชื่อ——’
“หนิงหนิง! ตื่นสิ! พวกเราต้องออกไปข้างนอก!”
เธอรู้สึกถึงสัมผัสอุ่น ๆ บนไหล่
‘ใช่แล้ว’ เธอนึกขึ้นได้
‘เขาชื่อหนิงเหนียน’
หนิงหนิงลืมตาขึ้นทันที
ภาพมายาเลือนหายไป ในช่วงเวลาสุดท้าย หนิงหนิงมองเห็นยูริยิ้มให้เธอ
“ผมจะหาคุณให้เจอ”
ยังคงเป็นป่าแห่งเดิม และยังคงเป็นคนกลุ่มเดิม
ส่วนหมอกหนาได้สลายไปแล้ว
หนิงเหนียนกำลังจับไหล่ของเธอไว้ เมื่อเห็นเธอลืมตาขึ้น เขาก็โบกมือไปมาตรงหน้าเธอ
“ตื่นแล้วเหรอ”
หนิงหนิงพยักหน้า
หนิงเหนียน “ฉันเป็นใคร?”
หนิงหนิง “…”
“หนิงเหนียน”
หนิงเหนียนถอนหายใจอย่างโล่งอก
จ้าวฉี่หมิงกอดแขนตัวเองพร้อมกับแค่นเสียงเยาะเย้ย “ไม่นึกว่าคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดที่นี่จะเป็นคุณหนิง ทั้งที่คุณหนิงดูเป็นคนเย็นชาไร้อารมณ์ แต่ไม่นึกว่าจะมีเรื่องหนักอกหนักใจมากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าคุณหนิงกำลังคิดอะไรอยู่”
ทันใดนั้น จ้าวฉี่หมิงก็พบว่าตัวเองพูดไม่ออกแล้ว
เขาพยายามอ้าปาก แต่ก็ไม่สามารถทำได้
เขารู้สึกถึงจิตสังหารที่มาจากแหล่งเดียว นั่นคือหนิงหนิง
หนิงหนิงกำลังมองเขาอยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้จ้าวฉี่หมิงหุบปากเงียบอย่างว่าง่าย
เมื่อหนิงหนิงมองลงไป ตอนนั้นเองเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น ๆ ทั่วศีรษะแล้ว
หนิงหนิงเห็นว่าทุกคนยังอยู่ครบ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
รอบ ๆ ยังคงเต็มไปด้วยดอกฮิกันบานะที่เลื้อยอยู่ทั่วทุกที่ ดูน่าขนลุกอยู่เล็กน้อย
เธอถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
ซูเจา “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันเพิ่งอยู่ในภาพลวงตา แล้วจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหมาป่าหอน แล้วฉันก็เลยตื่นขึ้นมา”
หนิงเหนียน “ผมก็เช่นกัน ได้ยินเสียงหมาป่าหอน”
คนอื่น ๆ ต่างพูดเสริมขึ้นมาเช่นกัน พวกเขาล้วนตกอยู่ในภาพลวงตา พอได้ยินเสียงหมาป่าหอน หลังจากนั้นก็ตื่นขึ้นมา
ไม่นึกว่า คนสุดท้ายที่ยังอยู่ในภาพมายาจะเป็นหนิงหนิง
พวกเขาก็เลยปลุกหนิงหนิงซึ่งก็คือสถานการณ์ตอนนี้
หนิงหนิง “เสียงหมาป่าเหรอ?”
เมื่อพูดถึงหมาป่า ทุกคนก็นึกถึงสิ่งเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย นั่นคือวิญญาณผู้พิทักษ์ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นปีศาจหมาป่า
‘หรือจะเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์จริง ๆ?’
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากด้านหลัง
ทุกคนหันกลับพร้อมกัน
เห็นหมาป่าที่เพิ่งพูดถึงเมื่อครู่ ยืนเงียบ ๆ อยู่ด้านหลังของพวกเขา ดวงตาสีทองคู่นั้นก็กำลังมองมาที่พวกเขา
คนกลุ่มหนึ่งของตระกูลจ้าวรู้สึกกลัวอยู่ในใจ พวกเขาถอยหลังไปเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
จ้าวฉี่หมิงอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมแล้ว
ซูเจาร้องอุทาน “ดูข้างหลังมันสิ!”
ทุกคนมองเห็นแล้ว มันน่าจะมาจากทางนั้น
ด้านหลังของมัน มีทางเดินเล็ก ๆ ที่สะอาดเรียบร้อยมาก
แตกต่างจากดอกฮิกันบานะสีแดงที่บานหนาแน่นอยู่โดยรอบ
บนเส้นทางนั้น สะอาดเอี่ยม ไม่มีดอกไม้ให้เห็นแม้แต่ดอกเดียวเลย
ดอกฮิกันบานะรอบ ๆ ตัวหมาป่าทั้งหมดก้มหัวลง หุบดอกไว้
ซูเจาถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
หนิงหนิง “ขโมยที่ บุกรุกที่ดินของคนอื่น เมื่อเจอเจ้าของตัวจริง ย่อมต้องกลัวเป็นธรรมดา”
ราวกับเป็นการยืนยันคำพูดของเธอ หมาป่าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
ดอกฮิกันบานะสีแดงที่อยู่ตรงหน้ามัน ได้แต่มองดูเขาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะด่วนหดตัวลงใต้ดินอย่างรวดเร็วและหายไป
ดอกไม้ที่อยู่รอบ ๆ ก็รีบหุบกลีบดอกแล้วกระจายตัวออกไปทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ทางเดินใต้เท้าของมันก็กลายเป็นพื้นที่สะอาดอีกครั้ง
มันเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วหยุดลงอีกครั้ง
คนจากตระกูลจ้าวถอยหลังด้วยความตกใจ
หนิงหนิง “ถ้าพวกคุณถอยต่อไป ก็จะออกนอกขอบเขตการป้องกันของวิญญาณผู้พิทักษ์แล้ว พวกคุณพร้อมที่จะตายในภาพมายาแล้วหรือ?”
ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวทันที
ซูเจานึกขึ้นมาได้ “ฉันเข้าใจแล้ว นั่นก็หมายความว่า ดินแดนที่ไม่ถูกปนเปื้อนนั่นก็คือดินแดนของวิญญาณผู้พิทักษ์สินะ”
หนิงหนิงพยักหน้า เธอมองไปที่จ้าวฉี่หมิงและพูดว่า “ไม่ใช่ว่าวิญญาณผู้พิทักษ์อ่อนแอเกินไป แต่เป็นเพราะพลังของมันถูกใช้ไปในการต่อสู้กับดอกฮิกันบานะสีแดงทั้งหมด”
การมีอยู่ของวิญญาณผู้พิทักษ์ทำให้สัตว์ในป่ามีที่อยู่อาศัย
จ้าวฉี่หมิงไม่มีอะไรจะพูด
มาถึงจุดนี้แล้ว ยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกหรือ
พวกเขา ล้วนถูกขงชิวหลอกทั้งหมด
“ขอบคุณที่เหนื่อยนะ” หนิงหนิงเงยหน้ามองร่างสูงใหญ่หมาป่า
แสงสีทองบนร่างของมัน เพียงแค่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ก็ดูเหมือนจะสว่างขึ้นอีกเล็กน้อย