แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 48 ล่ามแปลภาษาแมว
บทที่ 48 ล่ามแปลภาษาแมว
วาเซียแกว่งหางไปมาตรงหน้าหนิงหนิง แล้วร้องเสียงดังสองครั้งใส่หนิงเหนียน
“วาเซียบอกว่า อยากได้ข้าวหนึ่งชามใหญ่” หนิงหนิงพูด
หนิงเหนียนหันไปมองหน้าวาเซีย
ก็ช่างเถอะ ถ้ามันอยากกินข้าวจริง ๆ
“ทำไมวาเซียถึงไม่ยอมกินอาหารแมวล่ะ?” หนิงเหนียนถาม
วาเซียรู้สึกว่าคำถามของเขาช่างโง่เขลาเหลือเกิน
หนิงเหนียนมองแมวน้อยบนเก้าอี้ที่จู่ ๆ ก็พองขนฟู แล้วเริ่มส่งเสียงเมี๊ยว ๆ ใส่เขาไม่หยุด
หนิงหนิงแปลด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “วาเซียบอกว่าเจ้าหนูนี่ถามอะไรของนาย เป็นคนโง่หรือไง ทำไมแมวจะต้องกินแต่อาหารแมวด้วย?”
หนิงเหนียนขมวดคิ้วมุ่น
เขารู้สึกว่าคำแปลของหนิงหนิงถูกต้องมาก เมื่อครู่เขารู้สึกได้จริง ๆ ว่าแมวตัวนั้นกำลังด่าเขาอยู่
ผู้ชมต่างหัวเราะจนแทบขาดใจ
[หนิงหนิง เธอจะทำให้ฉันหัวเราะตายเพื่อสืบทอดบัญชีซื้อของออนไลน์ของฉันหรือไง?”
[แมวก็กล้าร้องเมี๊ยว อีกคนก็กล้าแปล]
[ขอร้องล่ะ แปลให้มืออาชีพหน่อย อย่าพูดแบบแข็ง ๆ ได้ไหม? ไม่งั้นฉันจะหลุดขำออกมาจริง ๆ แล้วนะ]
[ทำไมฉันรู้สึกว่าวาเชียกำลังด่าคนจริงๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ…]
[ถ้าพูดแบบนี้ก็เท่ากับว่า หนิงเหนียนโดนแมวด่าเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ]
[อึ้ง! ซุปเปอร์สตาร์ดังโดนด่าต่อหน้าธารกำนัล!]
[เข้าใจที่มาของคำว่าอึ้ง! ได้จริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ ๆ]
[ดูสีหน้าของเหนียนเหนียนสิ เขาตกใจจริง ๆ ด้วย]
ตอนนี้แฟนคลับของหนิงเหนียนหัวเราะจนท้องแทบแตก ใจแทบขาด
หนิงเหนียนเป็นคนที่มีภาพลักษณ์เท่ ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการยิ้ม แม้แต่อารมณ์อื่น ๆ ก็แทบไม่เคยแสดงออก
ตอนนี้บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
หลังจากหนิงเหนียนหายจากอาการตกตะลึง เขาก็คิดว่าสิ่งที่หนิงหนิงพูดมานั้นถูกต้อง แมวไม่จำเป็นต้องกินแต่อาหารแมวเท่านั้น
เขาหยิบชามออกมาตักอาหารให้วาเซียหนึ่งชาม แล้วถือชามเดินไปวางไว้บนพื้น จากนั้นก็เรียกวาเซีย “แมวน้อย มากินตรงนี้”
มอร์ต้าที่อยู่บนข้อมือส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างแผ่วเบาออกมา มีเพียงหนิงหนิงและวาเซียเท่านั้นที่ได้ยิน
หนิงหนิงกอดวาเซียที่กำลังจะพุ่งเข้าไปเอาไว้
“ฉันจะกัดเขาให้ตาย!” วาเซียตะโกน
“การกัดคนตายมันผิดกฎหมายนะ” หนิงหนิงบอก
“อ้าาาาา!” วาเซียร้อง
วาเซียโกรธจนแทบบ้า
หนิงเหนียนถอนหายใจ
พวกเธอช่วยคิดหน่อยได้ไหม ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรกันอยู่
หนิงเหนียนมองดูวาเซียที่กำลังทำท่าทางโวยวาย “มันเป็นอะไรน่ะ?”
“วาเซียบอกว่าไม่อยากกินบนพื้น เขาอยากนั่งเก้าอี้เหมือนพวกเรา”
หนิงเหนียน ?
[???]
[แมวจะนั่งเก้าอี้เหรอ หา?]
[พูดภาษาคนกันอยู่แท้ ๆ ทำไมฉันถึงฟังไม่เข้าใจนะ?]
[หมายความว่าแมวจะขึ้นโต๊ะเหรอ? แบบนี้ไม่ค่อยดีมั้ง]
[ใช่แล้ว ถึงจะฉลาดแค่ไหน มันก็ไม่ใช่คนนี่นา…]
หนิงเหนียนสับสนไปหมดแล้ว เขาถือชามข้าวไว้ในมือโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
หนิงหนิงดึงเก้าอี้ข้าง ๆ เธอออกมา วาเซียกระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้
หนิงหนิงบอกให้หนิงเหนียนส่งชามมาให้เธอ แล้วเธอก็วางชามลงบนโต๊ะตรงหน้าวาเซีย
ในขณะที่หนิงเหนียนกำลังคิดว่าแมวจะนั่งเก้าอี้กินข้าวได้ยังไง เขาก็เห็นวาเซียยืนขึ้นบนเก้าอี้โดยใช้ขาหลังทั้งสองข้างยันตัว
หลังจากยืนขึ้นแล้วอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างก็เอื้อมไปแตะขอบโต๊ะ พอดีกับขอบชาม
วาเซียก้มหน้าลงแล้วเคี้ยวตุ้ย ๆ
หนิงเหนียน…
ผู้ชมทั้งหลาย…
[แบบนี้นับว่าขึ้นโต๊ะไหม?]
[ขึ้นแล้ว แต่ก็ขึ้นไม่สุด]
[เรื่องนี้ฉันไม่อยากวิจารณ์]
[แมวตัวนี้มีเอกลักษณ์จริง ๆ ถึงฉันจะไม่ชอบแมว แต่ก็ชอบมันขึ้นมาซะแล้ว]
หนิงหนิงหันไปถามหนิงเหนียน “เหม่ออะไรอยู่ล่ะ กินข้าวต่อสิ”
หนิงเหนียนละสายตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง แล้วกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
วาเซียส่งเสียงร้องใส่หนิงหนิงอีกสองครั้ง
หนิงหนิงถาม “แบ่งกับข้าวให้วาเซียหน่อยได้ไหม วาเซียอยากกิน”
หนิงเหนียนพูด “มันกินได้ด้วยเหรอ”
เขาเคยเห็นในอินเทอร์เน็ตว่าแมวไม่สามารถกินอาหารคนได้นี่นา
หนิงหนิงตอบ “กินได้สิ คนกินอะไรได้ วาเซียก็กินได้เหมือนกัน”
หนิงหนิงลุกขึ้นหยิบจานมาสองใบ แล้วแบ่งกับข้าวให้วาเซียเล็กน้อย
“ฉันกินกับพวกเธอก็ได้นี่” วาเซียพูดอย่างน้อยใจ
“ไม่เอาหรอก ดูท่าทางการกินของนายสิ” หนิงหนิงพูดอย่างรังเกียจ
[ให้แมวกินกับข้าวของคนเนี่ยนะ คิดได้ยังไง?]
[ให้กินข้าวฉันยังพอทนได้ แต่นี่มันอะไรกัน รู้จักการเลี้ยงแมวบ้างไหม?]
[แมวต้องกินอาหารแมว น้ำมันกับเกลือที่คนกินไม่ดีต่อระบบย่อยอาหารของแมวนะ]
[พวกคุณมาอีกแล้ว บอกว่าเจ้าของเขาเลี้ยงไม่เป็น มีแต่พวกคุณที่เลี้ยงเป็นงั้นเหรอ?]
[ดูขนของวาเซียสิ เป็นมันเงาวับขนาดนี้ พวกคุณมองไม่เห็นหรือไง?]
[ถ้าพูดตามที่คุณว่า แมวในชนบทก็ไม่มีอาหารแมวกิน งั้นชนบทก็ไม่ควรเลี้ยงแมวเลยสิ?]
[ไม่พูดเรื่องอื่นนะ แต่แมวตัวนี้ไม่เลือกกินเลย มันฝรั่งกับเนื้อก็กินหมด]
เรื่องที่ว่าแมวกินอาหารคนได้หรือไม่นั้น เป็นหัวข้อถกเถียงที่ไม่มีที่สิ้นสุดบนโลกอินเทอร์เน็ต
แต่ละฝ่ายต่างมีเหตุผลของตัวเอง ไม่มีใครสามารถโน้มน้าวใครได้
ตอนนี้ผู้ชมในไลฟ์เริ่มทะเลาะกันอีกแล้ว
[พวกมนุษย์ที่โง่เขลา พวกคุณคิดว่านี่คือแมวธรรมดาหรือไง ไม่ใช่ นี่คือแมวของแม่มด ให้มันกินเข้าไปเถอะ! ระวังแม่มดจะวาดวงเวทสาปแช่งพวกคุณนะ!]
อีกครั้งที่เป็นคอมเมนต์สีรุ้งขนาดใหญ่
ตอนกลางคืน ลู่จีอันทำงานล่วงเวลาเหมือนปกติ อวี่ซิ่วซิ่วมาส่งรายงานให้เขา
วันนี้ลู่จีอันทำงานอย่างขยันขันแข็งทั้งวัน กลับมาเป็นคนบ้างานล่วงเวลาเหมือนเดิมจนไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าวกลางวัน
อวี่ซิ่วซิ่วรู้สึกแปลกใจ เมื่อวานนี้ที่ลู่จีอันแอบดูไลฟ์สดในเวลางาน มันดูผิดปกติไปหมดเธอคิดว่าตัวเองฝันไปหรือเปล่า
พอเดินเข้าประตูมาเห็นลู่จีอันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งพิมพ์คีย์บอร์ด มองจอคอมพิวเตอร์อย่างเรื่อยเปื่อย
เธอยังเดินเข้าไปไม่ถึง ก็ได้ยินเสียงของหนิงหนิงดังออกมา
ในสมองนึกถึงผู้หญิงที่สวยราวกับตุ๊กตาคนนั้นขึ้นมาทันที
นั่นไง! รู้เลยว่าไม่ใช่ความฝัน
อวี่ซิ่วซิ่วยื่นเอกสารไปให้ พร้อมกับอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหน้าจอ
เธอเห็นข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ ซึ่งกินพื้นที่ไปหนึ่งในสี่ส่วน
อวี่ซิ่วซิ่ว…
แมวของแม่มด นี่มันอะไรกัน?
ลู่จีอันเห็นเข้าจึงรีบนั่งหลังตรงทันที “ผมจัดการเอกสารเสร็จหมดแล้ว”
อวี่ซิ่วซิ่ว ?
จัดการเสร็จก็แค่เสร็จสิ
ต่อให้ยังจัดการไม่เสร็จ เธอก็แค่เลขาคนหนึ่ง จะมาดุเขาได้ยังไง
แล้วทำไมต้องรีบชี้แจงขนาดนั้นด้วย
ลู่จีอันอธิบายจบก็กลับไปดูการถ่ายทอดสดต่ออย่างไม่รู้สึกผิด
อวี่ซิ่วซิ่วชำเลืองมองหน้าจออีกครั้ง
บนหน้าจอแมวตัวหนึ่งยืนเท้าสองขาอยู่ที่ขอบโต๊ะ กินสลับกันไประหว่างกับข้าวกับข้าวสวย
อวี่ซิ่วซิ่ว ???
ตายแล้ว ลู่จีอันกำลังดูอะไรอยู่กันแน่?
วาเซียกินมันฝรั่งเส้นคำหนึ่ง แล้วร้องเหมี๊ยวออกมา แล้วกินข้าวอีกคำ
กินเนื้ออีกคำ ร้องเหมี๊ยวออกมา แล้วกินข้าวอีกคำ
หนิงหนิงพูดว่า “วาเซียบอกว่าอาหารที่นายทำอร่อยมาก”
หนิงเหนียนพูดว่า “…ขอบคุณ”
กินข้าวคำหนึ่งสลับกับกับข้าว แมวตัวนี้ก็รู้จักกินเหมือนกันนะ
เพียงแต่ว่า ไม่เลือกกินก็ดีแล้ว
วาเซีย “เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว”
ไม่จำเป็นต้องให้หนิงหนิงแปล หนิงเหนียนเข้าใจได้เอง
ไม่ต้องขอบคุณหรอก
หนิงเหนียนรู้สึกว่าความสามารถในการยอมรับของตัวเองนั้นแข็งแกร่งจริง ๆ
สองคนกับแมวหนึ่งตัว ทานอาหารมื้อนี้ด้วยความกลมเกลียวอย่างน่าประหลาด
หนิงหนิงกินข้าวไปอีกครึ่งชาม ก็อิ่มแล้ว
เธอลูบท้องที่อิ่มจนตึงนิดหน่อย รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
นับตั้งแต่พลังของเธอตื่นขึ้นมา ก็คงจะเกือบสิบปีแล้วที่ไม่ได้กินอะไรเลย
อร่อยจัง อยากให้มอร์ต้าได้ลองชิมบ้าง
หนิงเหนียนลุกขึ้นเก็บชาม เอาใส่เครื่องล้างจานแล้วบอกกับหนิงหนิงว่า “ลุกขึ้นเดินย่อยหน่อยสิ ขยับตัวหน่อย อย่านั่งอยู่เฉย ๆ หลังกินข้าวเสร็จ”
“อ้อ ได้เลย” หนิงหนิงตอบ
เธอลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย บอกว่าเดินก็แค่เดินจากฟากหนึ่งของห้องนั่งเล่นไปยังอีกฟากหนึ่ง
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูห้องนั่งเล่นในรอบที่ห้า
เจียงฉือซิงที่เพิ่งจะกลับมาก็เดินมาถึงพอดี ทั้งสองคนจึงเผชิญหน้ากัน
เจียงฉือซิงกลอกตาอย่างรำคาญ
กลับมาก็มาดักเจอเขาแบบนี้ น่ารำคาญจริง ๆ
แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้ทั้งวัน เขาโดนเพื่อนแซวตลอดว่าหนิงหนิงอดอาหารมาสองวันแล้วก็เพื่อรอเขากลับมา ยิ่งทำให้เขารำคาญใจมากขึ้นไปอีก