แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 53 พวกเขาถูกแมวด่า
บทที่ 53 พวกเขาถูกแมวด่า
เว่ยฉือหิ้วถุงอาหารแมวใบใหญ่เข้ามา
“นี่อาหารแมว ผสมให้วาเซียกินนะ”
หนิงหนิงไม่มองถุงอาหารพูดอย่างเนิบนาบว่า “วาเซีย ได้ยินไหม ไม่ใช่ฉันไม่ให้นายกินนะ ต่อไปนายก็กินอาหารแมวนี่แหละ ไม่งั้นพวกลุงกับป้าจะโกรธเอา”
ได้ยินแล้ว!
ได้ยินอย่างชัดเจน!
หูทั้งสองข้างของวาเซียได้ยินแล้ว!
วาเซียกระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งไปที่หน้าเว่ยฉือแล้วดมกลิ่นถุงอาหารแมว
เว่ยฉือฉีกถุงออก หยิบอาหารแมวขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วยื่นให้วาเซียราวกับกำลังมอบของล้ำค่าให้
วาเซียเข้ามาดมกลิ่น
อ๊วก
กลิ่นมันแย่มากเลย
กินของอร่อย ๆ จนชิน แล้วจะให้มากินอะไรแบบนี้ได้ยังไงกัน!
เขาก็ไม่ใช่แมวจริง ๆ สักหน่อย!
เว่ยฉือพูดว่า “กินไหม? อร่อยนะ”
[พอมีอาหารแมวก็วิ่งมาเลย ดูเหมือนจะชอบมากทีเดียว]
[ต่อไปก็กินอาหารแมวไปเถอะ ถ้าของปลอมเสียดายเงินจนไม่อยากซื้ออาหารให้แมว พวกเราก็ระดมทุนกันได้นะ ไม่ควรปล่อยให้แมวต้องทรมานใช่ไหมล่ะ?]
[ฉันเห็นด้วย ฉันยินดีร่วมบริจาคเงิน!]
วาเซียค่อย ๆ ยกอุ้งเท้าขึ้น
เพียะ!
มันตวัดอุ้งเท้าแล้วปัดมือของเว่ยฉือทิ้ง
อาหารแมวหล่นกระจายเกลื่อนพื้น
[…]
[…]
ฝ่ามือของเว่ยฉือแดงเป็นปื้น รู้สึกเจ็บอยู่เหมือนกัน
วาเซียมองเขาแล้วร้อง เมี๊ยว! เมี๊ยว! เมี๊ยว! เมี๊ยว! เมี๊ยว!
เว่ยฉือ…??…
ทำไมถึงรู้สึกว่าแมวตัวนี้กำลังด่าเขาอยู่นะ
หลังจากที่วาเซียด่าเว่ยฉือจบ มันก็กระโดดไปบนถุงอาหารแมวแล้วเหยียบ! เหยียบ! เหยียบอย่างแรง!
ขณะที่เหยียบก็พึมพำด่าไปด้วย หนวดของมันตั้งชันขึ้นมาด้วยความโกรธ
เมี๊ยว! เมี๊ยว! เมี๊ยว!
รีบเอาไปให้พ้น!
[…]
[…มันชอบมากเลยสินะ?]
[แมวตัวนี้ไม่ใช่แมวที่กลายเป็นปีศาจจริง ๆ เหรอ? ฉันไม่เชื่อว่ามันจะเป็นแค่แมวธรรมดา!]
[คนที่เมื่อกี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าแมวชอบน่ะ ออกมาแปลหน่อยสิ หายเงียบไปไหนแล้วล่ะ?]
เว่ยฉือยื่นมือออกไป “อย่าโกรธเลยนะ เดี๋ยวฉันเอามันไปเก็บ ไม่ต้องกิน ไม่ต้องกินอาหารนี่แล้ว ตกลงไหม?”
วาเซียหยุดร้องเมี๊ยวแล้วกระโดดลงมา ใช้อุ้งเท้าแตะที่ถุงแล้วดันเบา ๆ
เว่ยฉือรีบยกถุงขึ้นมาทันที
[พวกที่เพิ่งจะร่วมระดมทุนซื้ออาหารแมว หวังว่าพวกคุณจะรักษาสัญญานะ ร่วมระดมทุนต่อไป ผู้ชมคนอื่น ๆ ที่กำลังดูรายการจะคอยจับตาดูพวกคุณ]
[ใช่ ฉันจะคอยจับตาดูพวกคุณ]
[โอ้แม่เจ้า ฮ่า ๆ ๆ ๆ ฉันเห็นสีหน้ารังเกียจจากแมวตัวนี้ชัดเจนเลย]
[ใช่เลย เห็นได้ชัดว่านายท่านวาเซียไม่อยากกินจริง ๆ]
ข้างโต๊ะอาหารมีตู้วางของอยู่ตัวหนึ่ง กล้องถ่ายทอดสดก็วางอยู่บนตู้นั้น
วาเซียชำเลืองมองแวบหนึ่ง แล้วกระโดดขึ้นไปบนตู้อย่างคล่องแคล่วเดินไปที่ข้างกล้อง มันนั่งยอง ๆ แล้วใช้จมูกดมดมกล้อง
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดเห็นคางสีดำกับขนฟู ๆ ของวาเซียที่ขยายเต็มจอในทันที
[โอ๊ย ๆ ๆ มาอีกแล้ว แมวน้อยน่ารัก มาให้ป้าหอมหน่อยสิ~]
[อย่าเข้ามาใกล้ขนาดนั้น ป้าเขินนะ!]
วาเซียทำท่าหมอบตัวลง ดวงตาสีเขียวจ้องมองกล้องไม่วางตาไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ผู้ชมที่เมื่อครู่ยังกรี๊ดกร๊าดกับความน่ารัก ตอนนี้กลับหัวเราะไม่ออก
ดวงตาสีเขียวคู่นั้นเปล่งประกายน่าขนลุก เหมือนกับว่ามันมองทะลุหน้าจอมายังพวกเขา
ความหนาวเหน็บ ความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ จนทำให้ฟันสั่นกระทบกัน
ข้อความคอมเมนต์บนหน้าจอหายไปจนหมด ไม่มีใครส่งข้อความเข้ามาอีก
คนที่แห่เข้ามาด่าหนิงหนิงว่าทารุณกรรมสัตว์ยิ่งรู้สึกไม่ดีเข้าไปใหญ่ อันที่จริงแล้วพวกเขาแอบรับเงินมา ไม่เยอะหรอก แต่งานที่แค่พิมพ์ไม่กี่ตัวก็ได้เงินแล้ว มันก็ง่ายดีไม่ทำก็เสียเปล่า
นัยน์ตาของแมวตัวนั้นไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนกำลังยิ้ม พวกเขาเหมือนจะได้ยินเสียงแมวร้องอยู่ข้างหู เสียงอุ้งเท้าข่วนโต๊ะดังเสียดแก้วหูใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“วาเซีย”
เสียงของเด็กสาวดังแว่วมาจากขอบฟ้า
วาเซียขยับตัวเล็กน้อย ผู้ชมที่อยู่หน้าจอต่างรู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
ดวงตากลมโตของวาเซียทั้งน่ารักและน่าเอ็นดู
พวกเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ราวกับว่าเมื่อครู่พวกเขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
นิ้วที่ค้างอยู่บนปุ่มส่งข้อความ กดลงไปด้วยความรู้สึกเป็นสุข
ทั้งหน้าจอเต็มไปด้วยข้อความที่แสดงความรักที่มีต่อวาเซีย
ทันใดนั้น วาเซียก็เอาอุ้งเท้าทั้งสองข้างจับกล้องแล้วส่งเสียงร้องใส่กล้องอย่างดุดัน
เมี๊ยว! เมี๊ยว! เมี๊ยว!
เสียงร้องฟังดูดุมาก
ไม่ยอมให้กินดีนัก ก็เลยด่าพวกเขาซะเลย!
หนิงหนิง…
ช่างเถอะ ปล่อยให้วาเซียด่าให้สะใจไปเลย
ถึงผู้ชมที่หน้าจอจะฟังภาษาแมวไม่รู้เรื่อง
แต่ก็คงรับรู้ความหมายที่วาเซียต้องการสื่อได้
พวกเขาโดนด่าซะแล้ว!
พวกเขาถูกแมวด่า!
[ไม่ต้องแปลหรอก แมวกำลังด่าฉันอยู่!]
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ นายท่านวาเซียโมโหแล้ว ไม่ให้ข้าวกินดีนัก! ด่าให้ตายไปเลย!]
[ฮ่า ๆ ๆ ๆ ชีวิตนี้เพิ่งเคยโดนแมวด่า]
[แม่ถามว่าทำไมฉันถึงหัวเราะ ฉันบอกว่าโดนแมวด่า แม่เลยด่าว่าฉันบ้า]
[ฉันผิดอะไรนายท่านวาเซีย ไม่ใช่ฉันที่ไม่ให้นายกินข้าวนะ!]
[ใช่แล้ว นายท่านวาเซีย ไม่ใช่ฉันจริง ๆ นะ!]
[พวกคนที่อ้างว่าตัวเองเป็นคนยุติธรรมล่ะ ออกมารับคำด่าแทนพวกเราสิ!]
วาเซียรู้สึกว่าด่าอย่างเดียวยังไม่หายแค้น มันจึงยื่นอุ้งเท้าออกมาตบกล้องพลางด่าไปตบไป
ด่าไปตบไป!
ผู้ชมในห้องไลฟ์ไม่เพียงแค่โดนด่าแต่ยังโดนตบด้วย อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาจะไหล
เว่ยฉือดูแล้วรู้สึกใจหายใจคว่ำ
“เบา ๆ หน่อย! อย่าทำกล้องพังนะ”
ตอนเที่ยงวันผู้ชมในห้องไลฟ์สามสิบล้านคน โดนแมวด่าต่อหน้า ไม่สิ ทั้งตบทั้งด่า
หลังจากวาเซียด่าจนเหนื่อย ก็กลับไปกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยต่อ
ตอนนี้ไม่มีใครห้ามวาเซียเรื่องกินอีกแล้ว
ให้กินไปเถอะ!
นอกจากว่าคุณอยากจะโดนแมวด่า
เว่ยฉือไม่อยากโดนด่า เขาถือถุงอาหารแมวแล้วรีบวิ่งหนีไป
คนดูที่โดนด่าก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ
#โดนแมวด่า พุ่งขึ้นอันดับหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ผู้ชมที่ถูกลูกหลงต่างพากันเข้ามาด่าพวกแอนตี้ที่ทำให้พวกเขาต้องมารับเคราะห์กรรมในแท็กนี้
[ถ้าไม่ใช่เพราะพวกคุณ ฉันจะโดนด่าเหรอ?]
[ฮ่า ๆ ๆ ให้มันรู้ซะบ้าง!]
[ให้มันรู้ซะ!]
[ตอนนี้แมวอยากกินเอง ถ้าคุณไม่อนุญาต คุณก็ไปบอกกับแมวที่วิลล่าเองสิ]
[แล้วเจียงฉือซิงกับเจียงเจินคืนดีกันหรือยัง?]
[ยังเลย]
[ออกอากาศมาสองวันก็ทะเลาะกันสองวัน แทนที่จะดึงคนอื่นให้มารับเคราะห์แทน สู้ให้พวกเขาสองคนคืนดีกันเร็ว ๆ จะดีกว่า]
…
สองวันต่อมา หนิงเหนียนกลับมาทำอาหารให้หนิงหนิงตรงเวลา
ตอนกลางวันหนิงหนิงก็ไม่นอนแล้ว เธอชอบดูคลิปวิดีโออาหาร
เมื่อเลือกอาหารที่ชอบได้แล้วก็จะส่งให้หนิงเหนียน แล้วหนิงเหนียนก็จะทำให้เธอกิน
ส่วนผู้ชมที่เข้ามาดูเพื่อหวังจะเห็นการทะเลาะวิวาทระหว่างคุณหนูตัวจริงและตัวปลอม หลังจากดูไลฟ์ไปหลายวันแล้วก็รู้สึกผิดหวัง
ไม่มีฉากการทะเลาะวิวาทระหว่างคุณหนูตัวจริงและตัวปลอมอย่างที่คาดหวังไว้ และที่สำคัญที่สุดคือ หนิงหนิงไม่ได้ให้ความร่วมมือเลย
เธอเกือบจะเอาคำว่า ‘ปลีกวิเวก’ มาแปะไว้บนหน้าแล้ว
ชีวิตประจำวันของเธอมีแค่กิน อ่านหนังสือ ปลูกดอกไม้ และยืนอยู่ที่หน้าต่างเป็นเวลานาน นอกจากดูวิดีโออาหารบ้างเธอแทบไม่แตะโทรศัพท์มือถือเลย
ถ้าไม่จำเป็นเธอก็ไม่ลงไปข้างล่างเลยเช่นกัน
ชีวิตแบบนี้ดูจืดชืดยิ่งกว่าพ่อแม่ของผู้ชมหลายคนเสียอีก อย่างน้อยพ่อแม่บางคนก็อาจจะติดเล่นไพ่นกกระจอกบ้าง
พวกเขารู้สึกว่าหนิงหนิงไม่เหมือนคนยุคใหม่เลยสักนิด กลับเหมือนคุณหนูสมัยโบราณที่ถูกเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนชั้นใน
นับได้ว่า ตัวละครที่หนิงหนิงสร้างขึ้นมานั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ
[ตอนนี้ของปลอมจะเดินสายสุขภาพงั้นเหรอ?]
[ฉันอยากดูว่าของปลอมจะแสร้งทำไปได้นานแค่ไหน]
หลังจากนั้นสองวัน เจียงเจินกับเจียงฉือซิงก็คืนดีกันในที่สุด สุดท้ายเจียงฉือซิงก็เป็นฝ่ายเข้าหาก่อน
พอดีมีข่าวว่าละครของเจียงเจินจะเริ่มถ่ายทำใหม่ และในที่สุดก็ได้นักแสดงมารับบทบาทที่เคยเป็นของหนิงหนิงแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉือซิงมีเหตุผลที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ในวิลล่าหลังใหญ่นี้ เพื่อเป็นมื้ออาหารทะเลสุดพิเศษ เฉลิมฉลองให้กับการกลับมาถ่ายทำงานของเจียงเจิน
เขาได้เชิญจี๋เสี่ยวเสี่ยวและจี๋ซางมาร่วมทานอาหารมื้อพิเศษที่วิลล่าในตอนเย็น
พ่อครัวและคนรับใช้ของบ้านตระกูลเจียงต่างวุ่นวายอยู่ในห้องรับแขกตั้งแต่เช้า พวกเขาเตรียมวัตถุดิบอาหารและตกแต่งห้องรับแขก
พวกเขาแขวนลูกโป่งบนผนังและติดโปสเตอร์ของเจียงเจิน
เสียงตอกตะปูที่ผนังดังปัง ๆ เอะอะมาก
ปกติเวลาทีมงานรายการกินข้าวด้วยกัน พวกเขาจะระมัดระวังเรื่องการส่งเสียงมาก
หนิงหนิงมีการได้ยินที่ดี เธอรู้สึกว่าทีมงานรายการเสียงดังแล้ว แต่คนพวกนี้ เสียงดังยิ่งกว่าทีมงานรายการเสียอีก
หนิงหนิงลดการรับฟังลงให้ต่ำที่สุด แต่ก็ยังรู้สึกว่าพวกเขาเสียงดังอยู่ดี
พวกเขาทำตัวเหมือนพวกเผด็จการ ไม่สนใจเลยว่ากำลังสร้างความรำคาญให้คนอื่น
หนิงหนิงอารมณ์ไม่ดีมาก เธออดทนมาตลอดช่วงเช้า จนกระทั่งหนิงเหนียนกลับมาอารมณ์ของเธอถึงได้ดีขึ้น
วันนี้หนิงเหนียนกลับมาค่อนข้างช้า การทำอาหารก็ล่าช้าไปด้วย