แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง - บทที่ 57 หาพี่เลี้ยงให้หนิงเหนียนกันเถอะ
- Home
- แม่มดสาวทะลุมิติมาเป็นดาราตกอับ ใช้คำสาปนำทางสู่ชื่อเสียง
- บทที่ 57 หาพี่เลี้ยงให้หนิงเหนียนกันเถอะ
บทที่ 57 หาพี่เลี้ยงให้หนิงเหนียนกันเถอะ
ฉีอันไม่อยากให้หนิงเหนียนเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่หนิงเหนียนก็ชัดเจนว่าไม่ได้คิดแบบนั้น
เขาปิดบังเรื่องที่ตัวเองบาดเจ็บ ก็เพราะอยากกลับไปใช่ไหม?
แต่ถึงเขาจะกลับไป คนอื่นก็ไม่ได้ยินดีต้อนรับเขาหรอก แล้วจะกลับไปทำไมกัน?
หนิงเหนียนขาดความรักจริง ๆ ขาดจนถึงขั้นที่ต้องพึ่งยาอย่างสิ้นหวัง
เขารู้สึกว่าหนิงเหนียนช่างไม่รู้จักคุณค่าของตัวเองเลย
แต่หนิงเหนียนกลับทำท่าเต็มใจ และยอมทำงานหนักโดยไม่บ่นสักคำ
ฉีอันสงสัยว่าเขาโดนคาถาสะกดจิตหรือเปล่า
ไม่ได้ เขาต้องถ่วงเวลาไว้ก่อน
เขาจะไม่ยอมให้หนิงเหนียนเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
ถ้าฉีอันคิดแบบนี้ คนอื่นก็ต้องคิดแบบเดียวกันอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่นพวกแฟนคลับ
พวกเขาหัวรุนแรงกว่าฉีอันมากเลย
ข่าวที่หนิงเหนียนบาดเจ็บมีอยู่ทั่วอินเตอร์เน็ต หนิงหนิงจะไม่รู้ได้ยังไง?
เธอไม่คิดจะสนใจเลยเหรอ?
ถ้าเธอถามสักคำ พวกเขาก็คงไม่โกรธขนาดนี้
หนิงเหนียนดีกับเธอขนาดไหน พวกเขาก็เห็นกันอยู่
ความใส่ใจที่เธอมีต่อหนิงเหนียน ยังน้อยกว่าที่เธอสนใจเสียงรบกวนจากชั้นล่างเสียอีก
พวกเหล่าแฟนคลับมองออกแล้วว่า เธอเห็นหนิงเหนียนเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น
หนิงหนิงเป็นคนประเภทที่กินในชาม มองในหม้อ*[1]แบบนี้นี่เอง
[แกล้งทำไปได้ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าหนิงหนิงจะไม่รู้?]
[หนิงเหนียนตื่นได้แล้ว นี่คุณโดนล้างสมองหรือเปล่า?]
[ฉันขอสาบาน ถ้าวันนี้หนิงหนิงถามสักคำ ฉันจะไม่ด่าเธอเลย]
[ถ้าไม่มีใครพูด ฉันจะพูดละกัน จริง ๆ แล้วหนิงหนิงคงไม่ได้คิดกับเหนียนเหนียนเป็นน้องชายหรอก]
[ไม่ต้องพูดก็รู้ ในใจเธอคงมีแต่เจียงฉือซิงที่เป็นน้องชาย แถมยังคิดว่าตัวเองเป็น
คุณหนูตระกูลเจียงอีกต่างหาก]
[ใช่ ช่วงนี้เจียงฉือซิงไม่อยู่ที่วิลล่า เธอเลยเงียบไปเลย]
[คืนนี้คอยดูเถอะ เธอต้องเป็นบ้าแน่ ๆ]
[หวังว่าหนิงเหนียนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวนะ ปล่อยให้พวกเขาเล่นกันไปเถอะ]
[พี่หนิงเหนียนตั้งสติหน่อยสิ!]
พวกเธอเห็นแก่หนิงเหนียน ถึงไม่ได้เรียกหนิงหนิงว่าของปลอม แต่ตอนนี้พวกเธอแทบจะทนไม่ไหวแล้ว
ฟ้าใกล้มืดแล้ว หนิงหนิงได้ยินเสียงจี๋เสี่ยวเสี่ยวกับจี๋ซางคุยกันอยู่ชั้นล่าง
“สวยจังเลย!”
“พวกเราจะเตรียมของขวัญกันดีไหม?”
“ไม่ต้องหรอก ไม่ใช่วันเกิดนี่”
“ดูสิ อาหารทะเลเยอะแยะเลย!”
พวกเขารู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง
วาเซียกระโดดผ่านหน้าต่างเข้ามา แล้วกระโจนเข้าหาหนิงหนิงทันที
“วันนี้เหนื่อยจะแย่แล้ว!”
วาเซียส่งเสียงเมี๊ยว ๆ เล่าเรื่องราวที่เจอมาวันนี้ให้หนิงหนิงฟัง
วันนี้มันไปมาหลายที่มาก
มันเกือบจะถูกคนจำได้เสียด้วย
ไม่ใช่ แฟนคลับต่างหาก มันเกือบจะถูกแฟนคลับจำได้แล้ว
ใช่แล้ว วาเซียนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“แขนของหนิงเหนียนบาดเจ็บนี่!”
หนิงเหนียนไม่สามารถทำอาหารให้ได้อีกแล้ว
หนิงหนิงพยักหน้า เธอรู้เรื่องนี้แล้ว
รู้ตั้งแต่ตอนเที่ยง
แค่ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่เธอถาม หนิงเหนียนถึงไม่ยอมพูดอะไรเลย
ยูริแค่ถลอกนิดหน่อยก็จะมาอ้อนเธอแล้ว
เรื่องค่าปรับผิดสัญญาเขาก็ไม่ได้พูดอะไร
อยู่ด้วยกันมาหลายวัน เขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย
“หนิงหนิงถ้าเธอให้เขามอบวิญญาณให้เธอ เธอก็จะสามารถรักษาเขาได้” วาเซียพูด
“ไม่จำเป็นหรอก การแพทย์สมัยใหม่ก้าวหน้ามากแล้ว หมอสามารถรักษาเขาได้”
“ช้าจังเลย!”
เขาก็เลยไม่มีอาหารกิน
หนิงหนิงก็ไม่ยอมให้เขาออกไปกินอะไรข้างนอกตามใจชอบ
“จริง ๆ แล้วฉันกำลังคิดว่า…”
ในความปรารถนาของเจียงชูเหมยต้องการให้เธอคอยปกป้องหนิงเหนียน
ตอนนี้หนิงเหนียนบาดเจ็บ เธอจำเป็นต้องปกป้องเขา
ในสถานการณ์แบบนี้ การปกป้องเขาก็หมายความว่าเธอต้องดูแลหนิงเหนียน
แต่หนิงหนิงไม่มีประสบการณ์ในการดูแลคนเลย
ตลอดมา มีแต่ยูริที่คอยดูแลเธอ
หรือว่าจะหาพี่เลี้ยงมาดูแลหนิงเหนียนดี
ยังไงก็ต้องหาพี่เลี้ยงเด็กสักคนแล้วล่ะ
แต่ปัญหาก็คือ เธอไม่มีเงินสดจะจ้างพี่เลี้ยงเลย
จินซุ่ยและถังถังก็ไม่ยอมให้เธอเอาทองคำและเพชรพลอยออกมาใช้ตามใจชอบ
หนิงหนิงจึงต้องคิดหาวิธีอื่น
ถ้าจ้างคนไม่ได้ ก็ต้องหาผีมาช่วยแทน
ผีไม่ต้องการเงินและยังเป็นของที่มีอยู่แล้วด้วย ชั้นบนก็มีอยู่ตัวหนึ่ง
รอให้หนิงเหนียนกลับมาก่อน แล้วค่อยถามดูว่าเขาจะยอมรับได้ไหม
วาเซียถาม “ผีทำอาหารเป็นหรือเปล่า?”
หนิงหนิงตอบ “น่าจะเป็นนะ”
คนในอินเทอร์เน็ตบอกว่า คนที่อยู่คนเดียวมักจะทำอาหารเก่ง
วิลล่าหลังใหญ่ขนาดนี้ ผีก็อยู่คนเดียวมันน่าจะทำอาหารเป็น
เมื่อมีคนทำอาหารให้ วาเซียก็สบายใจแล้ว
วาเซียอยากกินสตรอว์เบอร์รี่ หนิงหนิงเลยออกไปล้างสตรอว์เบอร์รี่
เจียงฉือซิงพาคนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาจากทางเข้า
มีชายหญิงประมาณสิบกว่าคนเดินเข้ามาพร้อมกันอย่างเอะอะ พวกเขาหัวเราะคิกคักพลางวิจารณ์การตกแต่งห้องรับแขก เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่น
[ว้าว มากันแล้ว ๆ ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นลูกคนรวยมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย]
[เครือข่ายของน้องชายซิงซิงนี่เจ๋งจริง ๆ]
[พวกเขามากันเพื่อฉลองให้เจินเจินใช่ไหม เจินเจินนี่มีหน้ามีตาจริง ๆ คนมากันเยอะแยะเลย]
[พวกเขาทั้งสวยทั้งหล่อจริง ๆ ด้วย สมแล้วที่เป็นคนละระดับกับพวกเรา]
จินซุ่ยมองข้อความที่วิ่งผ่านหน้าจอแล้วกลอกตา ไร้สาระ
ไม่ใช่คนระดับเดียวกัน? พวกนี้อยู่บนดาวอังคารหรือไง?
ก็แค่พวกมีเงินที่ไม่ต้องทำอะไร เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวัน ๆ
มีเงินก็เลยได้เป็นทายาทเศรษฐีสินะ
ไม่มีเงินก็เป็นได้แค่อันธพาล
มีเงินนี่มันช่างเป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริง ๆ อะไร ๆ ก็ดูดีไปหมด
จี๋เสี่ยวเสี่ยวกับจี๋ซางก็อยู่ในห้องรับแขกด้วย ทุกคนเลยเดินไปทักทายพวกเขา
หลังจากทักทายกันเสร็จ ทุกคนก็นั่งลง
คนพวกนี้แต่งตัวประณีตมาก สะพายกระเป๋าแบรนด์เนม จี๋เสี่ยวเสี่ยวนั่งอยู่ตรงกลางด้วยความประหม่า เธอสวมชุดเดรสราคาแค่สองร้อยหยวนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับพวกเขาเลย
จี๋เสี่ยวเสี่ยวเลื่อนจานเชอร์รี่บนโต๊ะกาแฟไปข้างหน้า แล้วถามหญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ว่า “กินไหมคะ?”
อีกฝ่ายมีผมยาวสีทอง เล็บที่ทำมาระยิบระยับวิบวับ
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มตอบ รอยยิ้มหวานมาก
จี๋เสี่ยวเสี่ยวรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย
“นี่ฉันซื้อมากับจี๋ซาง ฉันเพิ่งชิมดูหวานมากเลยนะคะ”
อีกฝ่ายชะงักไปชั่วขณะ “ไม่ใช่ที่ตระกูลเจียงเตรียมมาให้เหรอ แล้วซื้อมาจากไหน?”
จี๋เสี่ยวเสี่ยวตอบ “ร้านผลไม้ค่ะ”
อีกฝ่ายดึงมือกลับพร้อมยิ้มอย่างสุภาพ “ขอบคุณนะ แต่ปกติฉันกินแต่ผลไม้สดที่ส่งตรงทางเครื่องบินจากแหล่งผลิตเท่านั้น ฉันไม่ทานผลไม้จากร้านทั่วไป ถึงจะราคาถูกก็เถอะแต่ไม่มีการรับประกันความสดสะอาด คุณก็ไม่ควรทานมากนะ”
จี๋เสี่ยวเสี่ยว…
เจียงฉือซิงนั่งลงบนโซฟา หางตาเหลือบไปเห็นหนิงหนิงที่ยืนอยู่ชั้นหนึ่ง
เขาแค่นหัวเราะเบา ๆ
คนอื่น ๆ มองตามสายตาของเขา และเห็นหนิงหนิง
มีผู้ชายคนหนึ่งผิวปากแซว แล้วเริ่มส่งเสียงเฮฮา
“นั่นไม่ใช่หนิงหนิงหรอกเหรอ? ยืนอยู่ตรงนั้นทำไม ลงมาเล่นด้วยกันสิ!”
“ในมือถืออะไรอยู่น่ะ สตรอว์เบอร์รีนี่นา ฉันชอบกินพอดีเลย!”
“เฮ้ ๆ พวกนายอย่าทำหน้าทะเล้นอย่างนั้นสิ เดี๋ยวเธอก็ตกใจจนหนีไปหรอก”
“พูดเรื่อยเปื่อยไปได้ น้องหนิงหนิงเมื่อก่อนชอบเล่นกับพวกเราจะตายไป ตามติดพวกเราไม่ห่างเลยนะ~”
พวกเขาพากันส่งเสียงเอะอะอยู่พักใหญ่
หนิงหนิงยังคงไม่แสดงสีหน้าอะไร เธอไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย
คนที่กำลังส่งเสียงเอะอะค่อย ๆ เงียบลง รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
ทำไมพวกเขาไม่พูดต่อแล้วล่ะ?
หนิงหนิงสงสัย “พูดมาตั้งนาน พวกคุณเป็นใครกันคะ?”
เธอไม่รู้จักพวกเขาสักคน
เหล่าลูกคนรวยที่กำลังส่งเสียงเอะอะอยู่…??
สีหน้าสงสัยของเธอนั่นจริงใจหรือแกล้งทำกันแน่
พวกเขาสงสัยว่าเธอแกล้งทำ
“นี่หนิงหนิงเธอล้อเล่นเก่งจังนะ พวกเราเองนะ เธอจำไม่ได้เหรอ?”
มาอีกแล้ว คราวที่แล้วจ้าวฉี่หมิงก็เป็นแบบนี้ จำเป็นด้วยเหรอที่เธอต้องจำพวกเขาให้ได้?
“ฉันจำเป็นต้องจำพวกคุณให้ได้ด้วยเหรอ?”
มาอีกแล้ว
เจียงฉือซิงทนดูท่าทีทำเป็นเล่นตัวของหนิงหนิงไม่ไหวจริง ๆ
ทั้ง ๆ ที่เธอรู้จักทุกคนอยู่แล้ว แล้วใครกันล่ะที่เมื่อก่อนคอยวิ่งตามหลังคนอื่นเขา อ้อนวอนให้พาไปเที่ยวด้วย?
จะมาทำเป็นไม่รู้จักแบบนี้ทำไม?
เจียงฉือซิงเริ่มรำคาญแล้ว
เขาไม่อยากจะเล่นละครกับหนิงหนิงอีกต่อไปแล้ว
[1] สำนวนจีน หมายถึง คนโลภมากไม่รู้จักพอ หรือมีใจไม่รู้จักพอ มักใช้เพื่ออธิบายคนที่ยังไม่พอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ยังต้องการสิ่งอื่นเพิ่มเติมอีก