แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 10 ไม่เชื่อว่าข้าใช้หลิวหยุนห้าสั่นได้งั้นเรอะ? เชิญชม VCR ได้เลยครับ!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 10 ไม่เชื่อว่าข้าใช้หลิวหยุนห้าสั่นได้งั้นเรอะ? เชิญชม VCR ได้เลยครับ!
ฉินจ้านเย่หัวเราะร่วนอย่างหาได้ยาก
เขากลับรู้สึกว่าหลี่หมู่เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา คิดอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ไม่ต้องมานั่งประดิษฐ์ประดอยคำพูดให้วุ่นวาย
คนแบบหลี่หมู่เนี่ยแหละ จะทุ่มเทแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่ารางวัลถึงใจหรือเปล่า
ถ้าของรางวัลไม่โดนใจ ให้มาทำส่ง ๆ ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร
“เอาเป็นว่า ถ้าวิชานี้ถูกปรับปรุงและนำไปใช้งานจริงได้เมื่อไหร่ ความดีความชอบของนายจะไม่ได้มีแค่นี้แน่!”
“แต่ในฐานะตัวแทนของฉัน ถ้านายยอมช่วยด้วยความเต็มใจจริง ๆ…”
“ฉันขอเสนอ ม้าศึกสายเลือดมอนสเตอร์ระดับดีหนึ่งตัว ของวิเศษระดับดีหนึ่งชิ้น อาวุธระดับดีอีกหนึ่งชิ้น และ… วิชาระดับสูงอีกหนึ่งชุด!”
ทันทีที่ฉินจ้านเย่พูดจบ หัวใจของหลี่หมู่ก็แทบจะหยุดเต้น
แค่ของพวกนี้รวมกัน มูลค่าก็ไม่ต่ำกว่าหลักล้านแล้ว!
“ไอ้หนู ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถเอาเรื่องการรับใช้ชาติมาบีบบังคับนายได้”
“แต่ถ้ามองข้ามเรื่องของรางวัลพวกนี้ไป…”
“ขอแค่มีคนรอดตายจากการปรับปรุง ‘หลิวหยุนสามสั่น’ นี้ได้แม้แต่คนเดียว…”
“นั่นก็ถือว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แล้วนะ”
ฉินจ้านเย่เล่นใหญ่จัดเต็ม ทั้งอัดฉีดของรางวัล แล้วยังอ้อมมาใช้มุกคุณธรรมน้ำมิตรอีกต่างหาก
หลี่หมู่พยักหน้าหงึก ๆ ด้วยความซาบซึ้งใจสุด ๆ
“ตกลงครับ… วิชาระดับสูงนี่ คือให้ผมเลือกเองได้เลยใช่ไหมครับ?”
ฉินจ้านเย่ถึงกับเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน พยักหน้ารับคำแบบพูดไม่ออก
จังหวะนั้นเอง เสียงจอแจก็ดังลอดออกมาจากห้องประชุม
ผู้ช่วยรีบหันมาบอกฉินจ้านเย่
“ท่านผู้บัญชาการฉิน เชิญด้านในเลยครับ”
ฉินจ้านเย่ผลักประตูเข้าไปทันที
ภายในห้องประชุมที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีโต๊ะประชุมตัวยาวตั้งอยู่ตรงกลาง
ผู้เข้าร่วมประชุมหลายสิบคนกำลังทยอยเดินออกทางประตูหลัง
ส่วนชายวัยกลางคนในชุดไปรเวทที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ ก็กำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวลุก
ทันทีที่ฉินจ้านเย่ก้าวเข้ามา เขาก็ประกาศเสียงดังฟังชัด
“ท่านผู้บริหารทุกท่าน โปรดหยุดก่อนครับ!”
ชั่วพริบตา ทุกสายตาในห้องก็หันขวับมาจ้องฉินจ้านเย่เป็นตาเดียว
“ท่านหัวหน้าซ่ง ผมขอเข้าประเด็นเลยนะครับ”
“เมื่อสักครู่นี้ พ่อหนุ่มคนนี้เพิ่งจะแสดงวิชา ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ให้ผมเห็นกับตา ผมเลยรีบพาเขามาพบท่านครับ”
พอได้ยินคำว่า ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ คนทั้งห้องก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กทันที
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าซ่งก็หันมามองหลี่หมู่ด้วยความแปลกใจ
“ท่านผู้บัญชาการฉิน ท่านว่าอะไรนะ?”
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น เชิญดูจากกล้องวงจรปิดเลยครับ”
ฉินจ้านเย่ไม่รอช้า รีบเชื่อมต่อมือถือเข้ากับจอโปรเจกเตอร์ในห้องประชุมทันที
แล้วเริ่มเปิดคลิปเหตุการณ์ตอนที่หลี่หมู่ตีขาไอ้ผมแดงจนหัก
เมื่อภาพฉายมาถึงตอนที่หลี่หมู่ฟาดครั้งที่สี่ และครั้งที่ห้า
เสียงฮือฮาก็ดังลั่นไปทั่วทั้งห้องประชุม!
ทันทีที่คลิปจบ ศาสตราจารย์วัยชราที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็รีบตะโกนขึ้นมาทันที
“เปิดอีกรอบ!”
ฉินจ้านเย่เปิดคลิปซ้ำอีกครั้ง ศาสตราจารย์แกก็ยิ่งตื่นเต้นกว่าเดิม “เปิดอีก!”
หลี่หมู่ถึงกับกุมขมับ ตาแก่นี่จะชอบดู VCR อะไรนักหนา?
ฉินจ้านเย่ทนไม่ไหว พูดขึ้นมาบ้าง
“ศาสตราจารย์สวีครับ ถ้าท่านอยากจะดูขนาดนั้น ทำไมเราไม่ออกไปข้างนอก แล้วให้หลี่หมู่ลองประลองกับผมดูสักตั้งเลยล่ะครับ? แบบนั้นน่าจะเห็นภาพชัดเจนกว่าเยอะ!”
ตาแก่คนนี้รีบพุ่งเข้ามาคว้าแขนหลี่หมู่หมับ
“พ่อหนุ่ม… เธอ… เธอทำแบบนั้นได้อีกรอบจริง ๆ ใช่ไหม??”
หัวหน้าซ่งกับคนอื่น ๆ ก็ตาลุกวาว จ้องมองหลี่หมู่ด้วยความคาดหวัง
หลี่หมู่แอบขำในใจ ที่แท้ไอ้ที่ให้เปิดคลิปดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าเนี่ย
ก็เพราะคิดว่าเขาแค่ฟลุกใช้ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ออกมาได้ แล้วคงทำไม่ได้อีกแล้วสินะ
“ได้ครับ!” หลี่หมู่พยักหน้ายืนยัน
“เยี่ยม! ดีมาก เสี่ยวหลิว รีบไปเรียกอาจารย์หมวดทวนกับกระบองมาให้หมด!” หัวหน้าซ่งดีใจจนเนื้อเต้น หันไปสั่งผู้ช่วยทันที
จากนั้น หลี่หมู่กับฉินจ้านเย่ก็เดินนำขบวนคนหมู่ใหญ่ออกมาจากแผนกวิจัย ตรงไปยังลานกว้างด้านนอก
ไม่นานนัก
ผู้คนจำนวนมหาศาลก็แห่แหนกันออกมาจากแผนกวิจัย
หลายคนหัวหูฟูฟ่อง สภาพดูไม่ได้ บางคนเสื้อผ้าสีซีดเผือดเหมือนไม่ได้ซักมาเป็นปี
นับคร่าว ๆ ก็หกเจ็ดสิบคนได้
คนพวกนี้อายุราว ๆ สามสิบกว่ากันทั้งนั้น ระหว่างทางมา พวกเขาคงได้ฟังเรื่องราวจากผู้ช่วยหลิวมาบ้างแล้ว
พอเดินมาถึง ก็รีบปรี่เข้ามามุงดูด้วยความตื่นเต้น
“พวกนายบอกว่าเด็กคนนี้ใช้ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ได้งั้นเหรอ?”
พอรู้ว่าคนที่ใช้ ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ คือหลี่หมู่ ทุกคนก็ถึงกับอึ้ง
ก็แน่ล่ะ คนพวกนี้ยังไม่ได้ดูคลิปนี่นา
“หลิวหยุนสามสั่นมันพัฒนาต่อไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ”
“แน่ใจนะว่าที่เขาใช้คือวิชาสายทวนหลิวหยุนจริง ๆ น่ะ?”
คนพวกนี้คือระดับหัวกะทิในด้านวิชาการต่อสู้ พวกเขารู้ดีถึงขีดจำกัดของวิชาหลิวหยุน
ยอดฝีมือรุ่นก่อนได้ทำการบีบอัดวิชานี้จนไม่รู้จะบีบอัดยังไงแล้ว
ไม่มีทางที่จะพัฒนาหรือต่อยอดไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น หลี่หมู่ ลุยเลย!”
ฉินจ้านเย่เป็นคนประเภททำอะไรต้องเด็ดขาดรวดเร็ว
เขาขี้เกียจพูดพร่ำทำเพลง ชักดาบยาวออกมาแล้วหันไปสั่งหลี่หมู่
หลี่หมู่เองก็ไม่รีรอ
เขาเอามือไปบีบ ๆ ดึง ๆ ที่หู แล้ว… ปุบ! กระบองเหล็กดำก็ปรากฏขึ้นในมือ
เขาตวัดกระบองกวาดเข้าใส่ฉินจ้านเย่ทันที
‘กระบอง’ กับ ‘พลอง’ มันต่างกันนะ
กระบอง จะตรงแหน่วไปจนสุดปลาย ขนาดเท่ากันทั้งเส้น เน้นความคล่องแคล่วและพลิ้วไหว
ส่วนพลอง ปลายด้านหนึ่งจะใหญ่กว่าอีกด้านหนึ่ง หรือไม่ก็ตรงกลางเล็กแต่ปลายสองด้านใหญ่ หรืออาจจะติดของแข็ง ๆ ไว้ที่ปลาย
พลองจะให้ความรู้สึกดุดัน ทรงพลัง เน้นการระเบิดพลังทำลายล้างที่หนักหน่วง
แต่น่าเสียดายที่พลองเป็นอาวุธที่หาได้ยากมาก
ในโรงตีเหล็กของน้าเขย ก็มีแต่กระบองสองอัน ไม่มีพลองเลยสักอันเดียว
ฉินจ้านเย่ก้าวเท้าอย่างมั่นคง ตวัดดาบรับการโจมตีของหลี่หมู่ได้อย่างแม่นยำ
ด้วยระดับพลังของเขา ต่อให้เอาหลี่หมู่มามัดรวมกันสามคน ก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้เลยสักนิด
เคร้ง!
เมื่อการโจมตีครั้งแรกถูกปัดป้อง หลี่หมู่ก็ไม่รอช้า หวดกระบองครั้งที่สองตามมาติด ๆ ทั้งรวดเร็วและดุดัน
ฉินจ้านเย่รับการโจมตีได้อีกครั้ง หลี่หมู่ก็ตวัดกระบองครั้งที่สามทันที
มาถึงตรงนี้ คนที่มุงดูอยู่ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
อย่าว่าแต่ห้าสั่นเลย แค่สามสั่นที่หลี่หมู่แสดงให้เห็น ก็เหนือชั้นกว่าวิชาหลิวหยุนแบบเดิม ๆ ไปไกลลิบแล้ว
แก่นแท้ยังคงเป็นวิชาหลิวหยุน แต่การพลิกแพลงกระบวนท่านั้น ล้ำลึกจนเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
ความรุนแรงของการฟาดครั้งที่สองของหลี่หมู่ เทียบเท่ากับการฟาดครั้งที่สามของคนทั่วไปเลยทีเดียว
และเมื่อหลี่หมู่ตวัดกระบองครั้งที่สี่…
“ซี๊ดด!~~”
เสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังประสานกันจากคนนับร้อย ช่างเป็นภาพที่น่าขนลุกขนพองเสียจริง
ความยากของ ‘หลิวหยุนสี่สั่น’ ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะสามารถตวัดกระบองครั้งที่สี่ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการฟาดครั้งที่สี่นั้น จะสามารถผสานความรุนแรงจากการฟาดครั้งก่อนหน้าเอาไว้ได้หรือเปล่า
โดยทั่วไปแล้ว การใช้วิชา ‘หลิวหยุนสามสั่น’ เมื่อถึงการฟาดครั้งที่สาม พลังโจมตีก็จะถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
ไม่มีใครสามารถสะสมพลังเพื่อฟาดครั้งที่สี่ได้เลย
และในวินาทีที่หลี่หมู่ตวัดกระบองครั้งที่ห้า…
รูม่านตาของทุกคนก็เบิกโพลงกว้างสุดขีด!
ตึง! เสียงปะทะดังกึกก้อง
ฉินจ้านเย่ถึงกับถูกกระแทกถอยหลังไปครึ่งก้าว!
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเป็นประกาย เขากระชับดาบในมือแน่น พร้อมเอ่ยชม “ยอดเยี่ยมมากไอ้หนู! โชว์ให้พวกนี้ดูอีกสักรอบซิ!”
หลี่หมู่รับปากเขาไว้แล้ว ก็เลยต้องจำใจโชว์อีกรอบ
คราวนี้ ศาสตราจารย์สวีวัยหกสิบกว่าปี ถึงกับชูสองมือขึ้นฟ้าด้วยท่าทางสุดโอเวอร์!
“เบิกตาดูให้ดี! ดูให้เต็มตา! จับตาดูให้ดีนะโว้ย!!”
และที่น่าตลกก็คือ บรรดาอาจารย์ในแผนกวิจัยกว่าครึ่ง กลับขยี้ตาตัวเองแรง ๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย
แล้วเบิกตากว้างจ้องหลี่หมู่ตาเขม็ง
ภาพที่เห็นมันช่าง… ตลกขบขันซะไม่มี
หลี่หมู่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ก็แค่วิชาระดับพื้นฐานอย่าง ‘หลิวหยุนสามสั่น’
คนพวกนี้คงมีวิชาดี ๆ ติดตัวกันเป็นกระบุง และมันก็คงไม่ใช่วิชาที่ยอดเยี่ยมที่สุดด้วยซ้ำ
แล้วทำไมศาสตราจารย์ประจำเขตการทหาร ที่แม้แต่ระดับผู้บัญชาการพยัคฆ์ยังต้องเกรงใจ ถึงได้เสียอาการหนักขนาดนี้?
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงคำคำหนึ่งจากศาสตราจารย์สวี หัวหน้าซ่ง และบรรดาอาจารย์พวกนี้…
คลั่งไคล้!
คนพวกนี้เหมือนแม่ไก่ที่ขยันออกไข่จริง ๆ พวกเขาทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อไข่ใบนี้
เขาจึงถอนหายใจเบา ๆ และตัดสินใจจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้คนพวกนี้
ด้วยความเข้าใจของหลี่หมู่ในตอนนี้ การใช้ ‘เจ็ดสั่น’ ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกตาแก่ความดันพุ่งทะลุปรอท หรือหัวใจวายไปซะก่อน
หลี่หมู่เลยตัดสินใจจะโชว์ ‘หกสั่น’ ให้ดูเป็นขวัญตา…