แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 11 หลิวหยุนหกสั่น ฟาดฉินจ้านเย่กระเด็น!
- Home
- แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก!
- บทที่ 11 หลิวหยุนหกสั่น ฟาดฉินจ้านเย่กระเด็น!
หลี่หมู่ควงกระบองอีกครั้ง
หลังจากจบหลิวหยุนสามสั่น หลี่หมู่ก็แสดงการฟาดครั้งที่สี่และที่ห้าด้วยท่วงท่าที่แตกต่างจากเมื่อกี้โดยสิ้นเชิง
และหลังจากการฟาดครั้งที่ห้า
แม้แต่ฉินจ้านเย่เองก็กำลังจะเก็บดาบแล้ว
แต่เขากลับพบว่าหลี่หมู่ตวัดกระบองครั้งที่หกตามมาติด ๆ
ฉินจ้านเย่ถึงกับขนลุกซู่!
ยังมีครั้งที่หกอีกเรอะ??
ฉินจ้านเย่ต้องกลับมาเอาจริง พลังปราณระเบิดพรวดขึ้น ดาบในมือเปล่งประกายสีทองอร่าม เขายกดาบขึ้นรับการโจมตี
เคร้ง!!
แน่นอนว่าดาบยาวของฉินจ้านเย่นั้นแข็งแกร่งเป็นพิเศษ
เมื่อกระบองเหล็กดำของหลี่หมู่ปะทะกับดาบยาวของเขา ก็เกิดเสียงดัง ‘เป๊าะ’ กระบองหักกลางสะบั้น!
ตัวกระบองแตกกระจาย แรงสะท้อนอันมหาศาลดีดร่างหลี่หมู่กระเด็นถอยหลังไป
ส่วนฉินจ้านเย่กลับถูกกระแทกจนต้องถอยร่นไปถึงสามก้าวรวด ตึง ๆ ๆ
ทั้งลานเงียบกริบราวกับป่าช้า!
หลี่หมู่มองดูมือขวาที่สั่นระริก ตอนนี้แขนขวาของเขาชาไปหมดทั้งแถบ
เขาลอบถอนหายใจ
ดูท่าเขาจะประเมินร่างกายตัวเองสูงเกินไปแฮะ
น้ำหนัก 50 ชั่งจากวิชาเทพศัสตรา รวมกับน้ำหนักจริงของกระบองเหล็กดำ น้ำหนักรวมก็เหยียบร้อยชั่งแล้ว
ถึงจะใช้วิชาแบกภูเขาช่วยให้แกว่งไหว และบวกกับวิชากำลังภายในอันทรงพลัง ทำให้พลังโจมตีรุนแรงถึงขีดสุดก็เถอะ
แต่ร่างกายเขามันรับภาระไม่ไหวนี่สิ
ส่วนฉินจ้านเย่นั้นยิ่งตกตะลึงหนักกว่าเดิม
เขาอยู่ระดับหวงขั้นแปด กำลังจะก้าวขึ้นสู่ขั้นเก้าแล้วนะ!
ไอ้หนูหลี่หมู่ที่เพิ่งจะอยู่แค่ขั้นหนึ่ง พลังมันต่างกันราวฟ้ากับเหว!
แต่มันกลับฟาดเขาจนต้องถอยหลังไปตั้งหลายก้าว พลังโจมตีบ้านี่มันอะไรกัน?
“เยี่ยม! เยี่ยมมาก!! เห็นชัดหรือยัง!!”
ฉินจ้านเย่ดีใจสุดขีด ชี้หน้าหัวหน้าซ่งและคนอื่น ๆ
“เข้าใจอะไรบ้างไหม?”
หัวหน้าซ่งหันขวับไปถามบรรดาอาจารย์ด้วยความตื่นเต้น
แต่กลับแทบไม่มีใครตอบอะไรเขาเลย เพราะทุกคนกำลังดำดิ่งอยู่ในภวังค์ของการฟาดอันสุดแสนจะวิจิตรพิสดารเมื่อครู่นี้
แต่ละคนทำท่าทางราวกับกำลังจับทวนหรือกระบองล่องหน ฟาดฟันอากาศไปมา
ทำท่าเหมือนคนโดนผีเข้า ร่ายรำกันอย่างบ้าคลั่ง
บางคนก็พึมพำอะไรไม่รู้อยู่คนเดียว
ศาสตราจารย์สวีเดินเข้ามาหาหลี่หมู่ ฉีกยิ้มกว้างจนหน้ายับย่น แล้วพูดว่า
“พ่อหนุ่ม ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องเธอหน่อย”
“ว่ามาเลยครับ” หลี่หมู่โค้งตัวรับ
“เธอช่วย… เข้าไปในห้อง แล้วอธิบายอะไรให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหม?”
“เธอก็เห็นแล้วนี่ ว่าคนพวกนี้หมกมุ่นกันขนาดไหน”
“แค่คำพูดของเธอไม่กี่ประโยค อาจจะช่วยยกระดับ ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นเลยก็ได้”
“ไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ ถ้า ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ถูกพัฒนาให้เป็น ‘ห้าสั่น’ ได้จริง ๆ”
“พลังรบโดยรวมของทหารระดับล่างสายทวนและกระบองในเขตการทหารของเรา จะก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล”
“และถ้าพัฒนาไปถึง ‘หกสั่น’ ได้ล่ะก็!”
“มันอาจจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของทหารในเขตเราได้เลยด้วยซ้ำ!”
“นี่มัน… นี่มันเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่เลยนะพ่อหนุ่ม ฉัน… ฉันจะไปทำเรื่องขอรับความดีความชอบทางทหารให้เธอเอง!”
พูดไปพูดมา น้ำตาของศาสตราจารย์สวีก็รื้นขึ้นมาคลอเบ้า เสียงเริ่มสั่นเครือ
หลี่หมู่หันไปมองหน้าฉินจ้านเย่
ฉินจ้านเย่พยักหน้าให้เขาอย่างจริงจัง
หลี่หมู่ยิ้ม
“ยินดีครับ…”
ศาสตราจารย์สวีน้ำตาไหลพราก เอามือหยาบกร้านกุมมือหลี่หมู่ไว้แน่น แล้วจูงมือเขาเดินกลับเข้าไปในแผนกวิจัย
ตามมาด้วยหัวหน้าซ่งและบรรดาอาจารย์ที่เหมือนโดนป้ายยา
คนกลุ่มใหญ่กรูกันกลับเข้าไปในห้องประชุมใหญ่
ฉินจ้านเย่ไม่ได้ตามเข้าไปด้วย
เขายืนรออยู่ข้างนอกเงียบ ๆ
ได้ยินแต่เสียงคนข้างในเดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวก็เสียงดังโวยวาย เดี๋ยวก็เงียบกริบ
ผ่านไปตั้งสามชั่วโมงกว่า ผู้ช่วยหลิวกับหลี่หมู่ถึงได้เดินออกมา
ส่วนคนในห้องประชุม หลับปุ๋ยกันหมดทุกคนไม่มีเหลือ
ผู้ช่วยหลิวดูเหนื่อยล้าไม่เบา แต่ประกายในดวงตากลับเจิดจ้าปิดไม่มิด
เขากระซิบกับฉินจ้านเย่
“ท่านผู้บัญชาการฉิน ต้องขออภัยด้วยครับ ท่านหัวหน้าซ่งกับคนอื่น ๆ ซ้อมกันหนักไปหน่อยจนหมดแรง หลับไปแล้วครับ”
“ผมว่ากว่าจะตื่นก็คงอีกหลายชั่วโมงเลยล่ะครับ”
แล้วเขาก็หันมามองหลี่หมู่ด้วยสายตาชื่นชมสุด ๆ
“นักเรียนหลี่หมู่ เธอคืออัจฉริยะด้านกระบองในรอบร้อยปีจริง ๆ”
หลี่หมู่รีบถ่อมตัว
“ผู้ช่วยหลิวก็ชมเกินไปครับ เทียบกับเหล่ายอดฝีมือที่คิดค้นวิชาขึ้นมา ผมก็เป็นแค่เศษฝุ่นเท่านั้นแหละครับ”
หลี่หมู่รู้ดีว่าตัวเองอยู่ตรงจุดไหน
ที่คนพวกนี้อวยเขาสุดลิ่มทิ่มประตู ก็เพราะความเคารพในฐานะคนที่ช่วยแก้ปัญหาที่ยากแสนยากให้พวกเขาได้
คนพวกนี้รู้ซึ้งถึงความลึกล้ำของการเปลี่ยนแปลงนี้ดี!
แต่ต่อให้คนพวกนี้จะเทิดทูนหลี่หมู่เป็นดั่งเทพเจ้า
มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าวิชานี้มีข้อจำกัดในการเผยแพร่ไม่ได้อยู่ดี
วิชาพวกนี้ต้องใช้คนสร้างขึ้นมา การปรับปรุงวิชาของหลี่หมู่ไม่สามารถเผยแพร่ไปทั่วประเทศได้ในพริบตา
มันจำกัดอยู่แค่ในเขตการทหารนี้ กับคนกลุ่มนี้เท่านั้น แถมยังต้องดูด้วยว่าคนที่สร้างวิชานี้จะซึมซับไปได้มากแค่ไหน
ต่อให้คนหกเจ็ดสิบคนนี้ทำงานหามรุ่งหามค่ำจนตายไปข้าง เดือนนึงก็ผลิต ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ออกมาได้แค่ไม่กี่ร้อยชุด
เดือนนึงเผยแพร่ให้คนได้ไม่กี่ร้อยคน แล้วจะมีสักกี่คนกันที่จะรอดตายเพราะวิชานี้?
แน่นอนว่า คนพวกนี้สามารถนำความเข้าใจเรื่อง ‘หลิวหยุนห้าสั่น’ ไปถ่ายทอดให้นักสร้างวิชาคนอื่น ๆ ฟังต่อได้
แต่พอถ่ายทอดกันเป็นทอด ๆ ความสมบูรณ์ของวิชามันก็จะค่อย ๆ ลดทอนลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็กลับไปเป็นวิชาระดับต่ำเหมือนเดิมอยู่ดี
นี่แหละคือจุดอ่อนสำคัญของระบบวิชาในประเทศจีน
และเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมวิชาถึงได้มีค่ามากกว่าของวิเศษและอาวุธหลายเท่านัก
เว้นเสียแต่ว่า หลี่หมู่จะมีวิธีเผยแพร่วิชาที่ผ่านการปรับปรุงนี้ให้กับทุกเขตการทหารทั่วประเทศ
และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าทำได้แบบนั้น ถึงจะเรียกว่าเป็นผลงานชิ้นโบแดงสะท้านฟ้าจริง ๆ!
ผู้ช่วยหลิวรีบพูดขึ้นมา
“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกครับ การปรับปรุงวิชาที่เป็นที่แพร่หลายอยู่แล้วให้ดีขึ้น มันยากกว่าการสร้างวิชาใหม่ขึ้นมาซะอีก”
“หนทางในการพัฒนาวิชายังอีกยาวไกล แม้จะก้าวหน้าไปได้เพียงก้าวเล็ก ๆ พวกเราก็จะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถครับ!”
หลี่หมู่ก็แอบนับถือคนพวกนี้อยู่ในใจเหมือนกัน
คุยกันตามมารยาทอีกสองสามประโยค
ผู้ช่วยหลิวก็เดินออกมาส่งฉินจ้านเย่กับหลี่หมู่ที่หน้าประตูแผนกวิจัยด้วยตัวเอง
แล้วก็ยืนมองส่งจนทั้งคู่เดินลับสายตาไป ถึงได้หมุนตัวเดินกลับเข้าตึก
“รู้สึกเป็นไงบ้างล่ะ?”
ฉินจ้านเย่ถามยิ้ม ๆ
หลี่หมู่เอานิ้วแคะหู “โธ่เอ๊ย รู้สึกหูโล่ง ๆ พิกลแฮะ!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไอ้นี่นิ แค่อาวุธอันเดียว เดี๋ยวฉันชดใช้ให้!”
ฉินจ้านเย่อารมณ์ดีสุด ๆ หัวเราะลั่นอย่างเบิกบาน
ทหารคนสนิทที่เดินตามมาด้วยยังแอบอึ้ง ไม่ได้เห็นท่านผู้บัญชาการฉินหัวเราะแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
แต่วันนี้กลับหัวเราะไปตั้งหลายรอบแล้ว
ฉินจ้านเย่เป็นคนทำอะไรรวดเร็วฉับไว ออกจากแผนกวิจัยปุ๊บ เขาก็พาหลี่หมู่ตรงดิ่งไปที่แผนกเสบียงทหารทันที
แผนกเสบียงแบ่งออกเป็นหลายโซน
โซนอาวุธ โซนของวิเศษ โซนวิชา
หลี่หมู่เลือกไปที่โซนของวิเศษก่อน
โซนของวิเศษในแผนกเสบียงทำเอาหลี่หมู่ตาโตเท่าไข่ห่าน บนชั้นวางสองข้างทางมีของวิเศษระดับพื้นฐานและระดับสูงเรียงรายอยู่นับไม่ถ้วน
ทหารกองทัพจิ้นหยวนหลายคนกำลังเดินเลือกของกันขวักไขว่เหมือนกำลังเดินช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต
ของวิเศษหลายชิ้นมีป้ายราคาติดไว้ชัดเจน แต่เป็นราคาที่ต้องจ่ายด้วย ‘แต้มสมทบ’ และ ‘แต้มผลงาน’
แต้มสมทบ ก็คือสกุลเงินที่ใช้ในระบบกองทัพ สามารถนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงของกองทัพจิ้นหยวนได้
ส่วนแต้มผลงาน จะเป็นตัวกำหนดสิทธิ์ในการซื้อ
สมมติว่าของวิเศษชิ้นนึงต้องใช้ 200 แต้มสมทบ กับ 10 แต้มผลงาน
ถ้าคุณมีแต้มผลงานไม่ถึง 10 แต้ม ต่อให้คุณมีแต้มสมทบเป็นล้าน คุณก็ซื้อไม่ได้
แต่ฉินจ้านเย่กลับพาหลี่หมู่เดินทะลุไปจนถึงโซน ‘ของวิเศษระดับดี’ เลย
โซนระดับดีมีของวิเศษน้อยกว่าสองโซนแรกมาก
แถมคนก็แทบไม่มี
เพราะราคาของวิเศษในโซนนี้แพงหูฉี่ทั้งนั้น
แต้มสมทบหลักพันนี่ถือเป็นเรื่องปกติ ส่วนแต้มผลงานก็ไม่มีชิ้นไหนต่ำกว่า 300 แต้มเลย
“เลือกตามสบายเลย!”
ฉินจ้านเย่ผายมืออย่างป๋า
หลี่หมู่ก็ไม่เกรงใจ รีบกวาดสายตาหาของที่ถูกใจทันที
ไม่นาน เสื้อคลุมสีดำแดงตัวหนึ่งก็เตะตาหลี่หมู่เข้าอย่างจัง
เสื้อคลุมตัวนี้ขนาดกำลังดี ดูเหมือนจะทำมาจากหนังสัตว์นุ่ม ๆ
บนพื้นสีดำแดง มีลวดลายวงกลมสีเงินประดับอยู่ ดูเรียบหรูและสง่างาม
[เสื้อคลุมยืดหด: ราคา 3,400 แต้มสมทบ ซื้อได้เมื่อมีแต้มผลงาน 360 แต้มขึ้นไป]
“นี่มันคืออะไรครับ?” หลี่หมู่ถามอย่างตื่นเต้น
ฉินจ้านเย่หยิบคู่มืออธิบายออกมาจากหลังตู้กระจก
“เสื้อคลุมยืดหด: อบอุ่นและทนทาน สามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามต้องการ ขนาดใหญ่ที่สุดจะขยายขึ้นเรื่อย ๆ ตามพลังที่ดูดซับจากการสังหารศัตรูของผู้สวมใส่”
อ่านจบ ฉินจ้านเย่ก็พลิกดูเสื้อคลุมแล้วบ่นพึมพำ
“ถึงมันจะเป็นของวิเศษประเภทเติบโตได้ก็เถอะ แต่สำหรับระดับดีแล้ว ความสามารถมันก็แอบธรรมดาไปหน่อยนะ แน่ใจเหรอว่าจะเอาชิ้นนี้?”
หลี่หมู่พยักหน้า
เสื้อคลุมตัวนี้มีพลังลึกลับแฝงอยู่ แถมยังสวยถูกใจเขามาก
ของวิเศษประเภทเติบโตได้ มันก็เหมือนกับการเสี่ยงโชคนั่นแหละ
ช่วงแรก ๆ อาจจะยังไม่ค่อยมีประโยชน์กับผู้ใช้เท่าไหร่
แต่ถ้ามันเติบโตเต็มที่เมื่อไหร่ มูลค่ามันอาจจะทะลุระดับดีไปเลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะกากกว่าระดับดีก็ได้เหมือนกัน
แถมหลี่หมู่มีแต้มพิชิตที่สามารถเอาไปใช้ปรับแต่งของวิเศษได้ ของวิเศษทุกชิ้นก็สามารถเติบโตได้หมดแหละ ขอแค่หลี่หมู่ชอบก็พอแล้ว
ฉินจ้านเย่ไม่พูดพร่ำทำเพลง พยักหน้าแล้วไขกุญแจตู้กระจกเปิดออก
พร้อมกับผายมือเชิญ
หลี่หมู่ประคองเสื้อคลุมออกมาด้วยสองมือ
เนื้อผ้าของเสื้อคลุมนุ่มลื่นมือ มีพลังงานแปลกประหลาดไหลเวียนอยู่ มันค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของหลี่หมู่
หลี่หมู่ลองเอามาคลุมไหล่ดู
ขนาดกำลังพอดี ความยาวกำลังสวย ถ้าไม่ดึง มันก็จะคลุมไหล่และแขนเอาไว้หลวม ๆ
แต่พอลองดึงนิดเดียว มันก็สามารถคลุมตัวเขาได้มิดชิด ให้ความรู้สึกอุ่นสบายมาก
หลี่หมู่เผลอสะบัดเสื้อคลุมไปด้านหลังเบา ๆ
เสื้อคลุมสะบัดพลิ้วไปด้านหลัง พร้อมกับขยายขนาดกว้างขึ้นหลายเมตรในพริบตา!
พอสะบัดมืออีกครั้ง เสื้อคลุมก็หดกลับมาขนาดเท่าเดิม
ฉินจ้านเย่ที่ยืนดูอยู่ถึงกับอึ้งไปนิดนึง แอบชื่นชมโหงวเฮ้งของหลี่หมู่ในใจ
หลี่หมู่รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา แถมยังเป็นอัจฉริยะด้านกระบองอีก
ภาพตอนที่เขาสะบัดเสื้อคลุมเมื่อกี้
ทำให้ฉินจ้านเย่จินตนาการเห็นภาพขุนศึกหนุ่มควบม้าศึกถือทวนยาว เสื้อคลุมปลิวไสวไปตามสายลม ทะยานเข้าสู่สมรภูมิแดนเหวขึ้นมาเลย
เขาพยักหน้าด้วยความชื่นชม
“ไปเถอะ ถึงเวลาไปเลือกอาวุธของนายแล้ว!”