แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 9 ที่นี่มีกล้องวงจรปิดด้วยเหรอเนี่ย??
เสียงร้องโหยหวนของไอ้ผมแดงบวกกับดวงตาที่แดงก่ำ ทำให้มันดูเหมือนคนถูกใส่ร้ายจริง ๆ
ผู้บัญชาการพยัคฆ์หันไปมองหลี่หมู่
แต่ยังไม่ทันที่หลี่หมู่จะอ้าปากพูด เซียวหลิงถงที่อยู่ในกลุ่มนักเรียนก็ตะโกนขึ้นมาสุดเสียง
“ไม่ใช่นะครับท่านผู้บัญชาการ! ครูฝึกคนนี้อยู่ ๆ ก็มาทำร้ายร่างกายพวกเราโดยไม่มีเหตุผล!”
“เขาเข้ามาทำร้ายหลี่หมู่ หลี่หมู่ก็แค่หลบ เขาก็ยังตามราวีไม่เลิก!! หลี่หมู่ถึงได้ลงมือป้องกันตัวครับ!”
คำพูดนี้เหมือนก้อนหินโยนลงสระน้ำ
นักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยทุกคนเดือดดาลขึ้นมาทันที
“ใช่ครับ!!”
“ใช่ มันเป็นคนหาเรื่องพวกเราก่อน!”
“ท่านผู้บัญชาการต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วยนะครับ!”
“หุบปาก!! หุบปากให้หมด!!” ไอ้ผมแดงแผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง
มันไม่คิดเลยว่าตอนที่มันกำลังเพลี่ยงพล้ำ จะมีนักเรียนกล้าเหยียบซ้ำมันเยอะขนาดนี้
เพียะ!
ผู้บัญชาการพยัคฆ์ตบหน้ามันไปฉาดใหญ่
“แหกปากโวยวายอะไรของแก!”
จากนั้นเขาก็หันไปสั่งลูกน้อง “ไปเอากล้องวงจรปิดตรงนี้มาให้ฉันดูซิ!”
“ครับ!” ลูกน้องหยิบมือถือขึ้นมาจัดการทันที
ไอ้ผมแดงหน้าซีดเผือด
ที่นี่มีกล้องวงจรปิดด้วยเหรอ?
ทำไมมันไม่รู้เรื่องเลย??
ถ้ามันรู้ มันคงไม่กล้าทำกร่างแบบนี้หรอก
ที่มันกล้าทำแบบนี้ ก็เพราะเคยได้ยินมาว่ามีพวกครูฝึกทำตัวแบบนี้มาก่อน
แล้วพวกนักเรียนหญิงที่โดนลากไปรังแกก็ไม่กล้าปริปากพูดอะไรเลย
หนึ่งคือกลัวเสียชื่อเสียง สองคือกลัวอิทธิพลของกองทัพจิ้นหยวน
พวกนักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ยก็มองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง ไม่เห็นมีกล้องวงจรปิดตรงไหนเลยนี่นา
ตอนแรกพวกเขายังแอบกังวลกันอยู่เลย
ว่าถ้าไม่มีหลักฐาน แล้วเกิดผู้บัญชาการคนนี้เข้าข้างคนของตัวเอง พวกเขาก็คงทำอะไรไม่ได้
แต่ใครจะไปคิดว่าพอผู้บัญชาการพยัคฆ์ดูคลิปจบ แววตาเขาก็ลุกโชนไปด้วยความโกรธ
เขาหันไปจ้องหน้าไอ้ผมแดง แล้วพูดเสียงเหี้ยม
“ไปสืบมาให้ฉันที ว่าใครเป็นคนอนุมัติให้ไอ้สวะนี่มาเป็นครูฝึก!”
ทหารยามคนหนึ่งรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะ ๆ ออกไป
ไอ้ผมแดงกลัวจนตัวสั่นงันงก
“ไอ้ขยะเปียกอย่างแกนี่ ฉันกวาดล้างยังไงก็ไม่หมดสักทีนะ!”
“ลากตัวมันไป! เอาคลิปวงจรปิดนี่ส่งไปที่หน่วยสารวัตรทหารด้วย!”
ผู้บัญชาการพยัคฆ์สั่งเสียงเฉียบขาด
พอได้ยินคำว่า ‘หน่วยสารวัตรทหาร’ ขาซ้ายข้างที่เหลือของไอ้ผมแดงก็อ่อนยวบลงทันที
ของเหลวอุ่น ๆ ไหลทะลักรดกางเกงจนเปียกแฉะ
ผู้ช่วยครูฝึกสองคนรับคำสั่ง เตรียมจะหิ้วปีกมันไปส่งห้องพยาบาลก่อน
การแพทย์ในโลกไฮวูนั้นก้าวหน้ามาก ขอแค่อยู่ในระยะเวลาที่กำหนด
ต่อให้แขนขาขาดก็ต่อกลับได้สบาย ๆ
“ไม่ต้องพาไปห้องพยาบาล ส่งตัวไปหน่วยสารวัตรทหารเลย!”
ผู้บัญชาการพยัคฆ์ตวาดลั่น ความหวังสุดท้ายของไอ้ผมแดงดับวูบทันที
นี่กะจะไม่รักษาขาให้มันเลยเหรอ??
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ทรัพยากรทางการแพทย์มีจำกัด
ทหารผ่านศึกที่บาดเจ็บสาหัสตั้งมากมายยังรอคิวรักษาอยู่เลย
จะให้เอาทรัพยากรล้ำค่ามาเปลืองกับไอ้ขยะแบบนี้ได้ยังไง?
หลังจากผู้ช่วยครูฝึกสองคนลากตัวไอ้ผมแดงออกไป ผู้บัญชาการพยัคฆ์ก็หันมาถามหลี่หมู่
“นายชื่ออะไร?”
“หลี่หมู่ครับ!”
ผู้บัญชาการพยัคฆ์ดูเหมือนจะไม่รู้จักชื่อนี้ เลยไม่ได้มีท่าทีแปลกใจอะไร
“ฉันถามหน่อย เมื่อกี้ที่นายใช้ คือวิชา ‘หลิวหยุนสามสั่น’ ใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!” หลี่หมู่พยักหน้า
“แล้วทำไมถึงมีห้าสั่นล่ะ??” ผู้บัญชาการพยัคฆ์ยิงคำถามตรงประเด็น
“ผมฝึกเองแล้วมันพลิกแพลงได้เองครับ” หลี่หมู่ตอบอย่างมั่นใจ ไม่ได้มีท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่องแต่อย่างใด
ผู้บัญชาการพยัคฆ์พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปหานักเรียนโรงเรียนเฮยสุ่ย
“ทุกคน หยิบมือถือขึ้นมา เปิดโหมดอัดวิดีโอ!”
พวกนักเรียนถึงจะงง ๆ แต่ก็ทำตามอย่างว่าง่าย
พอทุกคนเปิดกล้องเสร็จ
ผู้บัญชาการพยัคฆ์ก็หันมาเผชิญหน้ากับหลี่หมู่ พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผู้บัญชาการพยัคฆ์แห่งกองทัพจิ้นหยวน ฉินจ้านเย่! ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนนายหน่อย นายช่วยตามฉันมาหน่อยได้ไหม?”
ตอนแรกหลี่หมู่ก็แอบสงสัยเหมือนกัน
แต่เขาก็เข้าใจเจตนาของฉินจ้านเย่ได้อย่างรวดเร็ว
ที่ให้ทุกคนอัดวิดีโอไว้
แล้วประกาศชื่อแซ่ของตัวเอง พร้อมกับเชิญเขาไปด้วยแบบนี้
ก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้จะพาเขาไปแก้แค้นเรื่องเมื่อกี้
แต่มีธุระอื่นจริง ๆ
ถ้าหลี่หมู่เป็นอะไรไป พวกนักเรียนก็เอาคลิปนี้ไปแฉได้เลย
ในเมื่อเขาเปิดเผยตรงไปตรงมาขนาดนี้ หลี่หมู่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
“ตกลงครับ!” หลี่หมู่พยักหน้า
“อืม เดี๋ยวให้คนไปจัดหาครูฝึกมาให้พวกเธอใหม่ ส่วนนายตามฉันมา!”
ฉินจ้านเย่พยักหน้า ประโยคแรกสั่งลูกน้อง ประโยคหลังบอกหลี่หมู่
จากนั้นก็เดินนำหน้าไปอย่างมาดมั่น
ทั่วทั้งร่างของเขาแผ่กลิ่นอายความซื่อตรงและน่าเกรงขาม
ตั้งแต่ที่เขาโผล่มา หลี่หมู่ก็สังเกตเห็นว่าเขาไม่พูดพล่ามทำเพลง หรือพูดจาไร้สาระเลยแม้แต่คำเดียว!
หลี่หมู่เดินตามฉินจ้านเย่มาหยุดอยู่หน้าป้อมปราการเหล็กกล้าแห่งหนึ่ง
ป้ายเหนือประตูเขียนไว้ว่า
[แผนกวิจัยวิชาการต่อสู้ระดับพื้นฐาน]
ทหารยามหน้าประตูยืนตรงทำความเคารพ
“ท่านผู้บัญชาการฉิน!”
ฉินจ้านเย่พยักหน้ารับ “ฉันพาคนมาพบท่านหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวี”
“เดี๋ยวผมเข้าไปแจ้งให้ครับ”
ทหารยามคนหนึ่งวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปข้างใน
หลี่หมู่แอบทึ่งในใจ เขาไม่รู้หรอกว่าไอ้แผนกวิจัยนี่มันทำอะไร
แต่ระดับผู้บัญชาการพยัคฆ์อย่างฉินจ้านเย่ก็ถือว่ามีอิทธิพลไม่เบานะ
แต่มาถึงที่นี่กลับเดินดุ่ม ๆ เข้าไปไม่ได้ ต้องให้คนเข้าไปรายงานก่อน!
ไม่นาน ทหารยามคนนั้นก็วิ่งกลับมา
“ท่านผู้บัญชาการเชิญด้านในครับ ท่านหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวีกำลังประชุมอยู่ ให้ท่านเข้าไปรอข้างในก่อน การประชุมใกล้จะเสร็จแล้วครับ”
“เข้าใจแล้ว!”
ฉินจ้านเย่กวักมือเรียกหลี่หมู่ แล้วเดินนำเข้าไปข้างใน
พอเดินเข้ามาในแผนกวิจัย หลี่หมู่ก็เข้าใจจุดประสงค์ของฉินจ้านเย่ทะลุปรุโปร่งทันที
คนที่เดินขวักไขว่ไปมาในแผนกวิจัยนี้ ส่วนใหญ่แต่งตัวด้วยชุดไปรเวทแบบเจ้าหน้าที่ธุรการ
ส่วนบนผนัง ก็มีรายชื่อวิชาระดับพื้นฐานทั่วไปแปะอยู่เต็มไปหมด
วิชาดาบ วิชาทวน วิชากระบี่ วิชากระบอง…
หลี่หมู่กวาดตามองผ่าน ๆ ตรงหมวดวิชาทวนและกระบอง ก็เห็นชื่อ ‘หลิวหยุนสามสั่น’ หราอยู่บนนั้น
วิชาทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่คนถ่ายทอดความเข้าใจในวิชาของตัวเองออกมาเป็นพลังงาน
และที่นี่ ก็คือโรงงานผลิตวิชาระดับพื้นฐานจำนวนมหาศาลของกองทัพจิ้นหยวนนั่นเอง
ฉินจ้านเย่พาหลี่หมู่มาหยุดอยู่หน้าห้องประชุมห้องหนึ่ง
ชายคนหนึ่งท่าทางเหมือนผู้ช่วยเดินเข้ามาต้อนรับ
เขาส่งยิ้มเจื่อน ๆ ให้ฉินจ้านเย่ แล้วกระซิบเสียงเบา
“ท่านผู้บัญชาการฉิน ท่านหัวหน้ากำลังประชุมอยู่ รบกวนรอสักครู่นะครับ”
ฉินจ้านเย่พยักหน้า
แล้วก็ยืนนิ่งเป็นสากกะเบืออยู่ตรงนั้น
ทำเอาหลี่หมู่เริ่มหงุดหงิด
“ท่านผู้บัญชาการฉิน ไม่คิดจะถามความสมัครใจของผมหน่อยเหรอครับ?” หลี่หมู่ถามขึ้นมาลอย ๆ
“หืม? ก็นายตกลงแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ฉินจ้านเย่ทำหน้างง
“ผมตกลงว่าจะเดินตามคุณมา แต่ไม่ได้ตกลงว่าจะยอมทำทุกอย่างที่คุณสั่งสักหน่อย!” หลี่หมู่ทำหน้าเซ็ง
“เออ...”
ฉินจ้านเย่อึ้งไปพักนึง “ก็จริงแฮะ!”
ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมาแบบงง ๆ
“งั้นฉันขอถามนายก่อนเลยละกัน นายรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน?”
“ก็พอเดาออกบ้างครับ” หลี่หมู่ส่ายหน้า
ฉินจ้านเย่พยักหน้า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
“สงครามในแดนเหว อัตราการสูญเสียมันสูงลิ่วมาตลอด”
“อย่างพวกนักเรียนแบบพวกเธอ ยังมีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาในโรงเรียนจนแกร่งกล้า ถึงค่อยลงไปในแดนเหว”
“แต่ยังมีนักรบอีกตั้งมากมาย ที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง”
“บางคนตอนที่มาสมัครเข้ากองทัพจิ้นหยวน เป็นแค่วิชากำลังภายในอย่างเดียวด้วยซ้ำ!”
“กองทัพจิ้นหยวนเลยต้องแจกวิชาระดับต่ำพวกนี้ให้ฟรี ๆ เป็นจำนวนมหาศาล”
“และที่นี่ ก็คือแผนกวิจัยวิชาการต่อสู้ของกองทัพจิ้นหยวน”
“ในแผนกนี้ มีพวกนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเรื่องวิชาการต่อสู้โดยเฉพาะ พวกเขามีพรสวรรค์ในการทำความเข้าใจสูงส่ง ฝึกฝนวิชาจนชำนาญ และพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย ๆ”
“เพื่อผลิตวิชาระดับพื้นฐานออกมาในปริมาณมาก เปรียบเหมือนแม่ไก่ที่คอยออกไข่มาให้เรากินไม่ขาด”
“เป็นท่อน้ำเลี้ยงคอยบ่มเพาะกำลังรบหน้าใหม่ให้กองทัพจิ้นหยวนไงล่ะ”
ฉินจ้านเย่อธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่ผู้ช่วยที่ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ถึงกับมองบน
นี่แกเปรียบเทียบอะไรของแกเนี่ย?
ถ้าเปรียบเทียบไม่เป็นก็พูดมาตรง ๆ เถอะ ใครเป็นแม่ไก่วะ??
“สรุปที่เรียกผมมานี่ ก็เพื่อ…?”
หลี่หมู่ชงให้เขาพูดเข้าประเด็นสักที
“ในบรรดาวิชาระดับพื้นฐาน วิชาสายทวนคือหมวดใหญ่ที่สุด”
“และในหมวดวิชาสายทวน หลิวหยุนสามสั่นคือวิชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด”
“ฉันอยากให้นายลองแชร์ความเข้าใจของนายให้พวกเขาฟังหน่อย เผื่อจะช่วยให้พวกเขาพัฒนาวิชานี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้”
“แน่นอนว่า ถ้านายช่วยได้จริง ก็จะมีความดีความชอบ มีรางวัลให้ ไม่ให้นายเหนื่อยฟรีหรอก”
ในที่สุดฉินจ้านเย่ก็เข้าใจเจตนาของหลี่หมู่ รีบเสนอรางวัลล่อใจทันที
“ลองอธิบายเรื่องรางวัลให้ฟังหน่อยสิครับ…” หลี่หมู่กระแอมเบา ๆ