แย่งพรสวรรค์ข้า? ข้าฆ่าจนสะเทือนทั้งโลก! - บทที่ 12 อาวุธระดับดี ม้าศึกระดับพิเศษ!
ฉินจ้านเย่เดินนำหลี่หมู่ออกมาจากโซนของวิเศษ
ตลอดทาง ทหารกองทัพจิ้นหยวนทุกคนที่มีผลงานติดตัว พอเห็นฉินจ้านเย่ต่างก็หยุดยืนตรงทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
ไม่นาน ทั้งคู่ก็เดินมาถึงโซนอาวุธ
คราวนี้หลี่หมู่เลือกได้เร็วกว่าเดิมมาก
เพราะเดินวนจนทั่วทั้งโซนแล้ว มีพลองระดับดีอยู่แค่อันเดียวเท่านั้น!
ตัวพลองทำจากเหล็กกล้าทังสเตน ตรงกลางสลักลวดลายวิจิตร ปลายทั้งสองข้างค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น สลักลายเถาวัลย์หนามและดอกไม้ที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย
ดูทรงพลังและดุดันสุด ๆ!
เหล็กที่ใช้ทำอาวุธก็มีการแบ่งเกรดเหมือนกัน โดยเฉพาะหลังจากที่แดนเหวปรากฏขึ้น โลหะพลังงานสูงที่ขุดได้จากแดนเหวก็มีมากมายมหาศาล
มนุษย์จึงจัดระดับโลหะใหม่ตามพลังงานและความแข็งแกร่งที่มันมี
ตั้งแต่เหล็กธรรมดา ไปจนถึงเหล็กกล้า เหล็กผลึก เหล็กกล้าผลึก เหล็กผลึกมังกร และเหล็กกล้าผลึกมังกร
พวกนี้คือวัสดุหลักในการสร้างอาวุธ
แน่นอนว่าอาวุธระดับสูง ๆ ไม่ได้ทำจากวัสดุชนิดเดียวเพียว ๆ แต่มักจะผสมโน่นผสมนี่
ใส่ทั้งโลหะผสม ธาตุแปลก ๆ หรือโลหะพลังงานสูงอื่น ๆ เข้าไป
เวลาพูดถึงวัสดุของอาวุธ ก็มักจะหมายถึงวัสดุหลักที่มีสัดส่วนมากที่สุด
ถ้ามีส่วนผสมของเหล็กกล้าเยอะ ก็จะแข็งกว่า
ถ้ามีส่วนผสมของเหล็กธรรมดาเยอะ ก็จะยืดหยุ่นกว่า
ในมหาวิทยาลัยวูตาวจะมีคณะช่างตีเหล็กโดยเฉพาะ ช่างตีเหล็กเก่ง ๆ มีสถานะทางสังคมไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
หลี่หมู่ลองควงพลองในมือดู รู้สึกเข้ามือสุด ๆ
ปลายพลองทั้งสองข้างสลักลายเถาวัลย์หนามและดอกไม้ หลี่หมู่เลยตั้งชื่อให้มันเสร็จสรรพ
‘พลองดอกหนาม’
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของฉินจ้านเย่ หลี่หมู่ก็หดพลองดอกหนามเก็บเข้าหูไปหน้าตาเฉย
ความสามารถเฉพาะตัวจากพรสวรรค์ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหรือเครื่องมือไหนตรวจสอบได้
มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้
ดังนั้น พอหลี่หมู่บอกว่าเป็นความสามารถจากพรสวรรค์ ฉินจ้านเย่ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
นักรบทุกคนต่างก็มีความลับของตัวเอง การไปละลาบละล้วงมากเกินไปถือเป็นการล้ำเส้น นี่เป็นกฎที่รู้กันดี
ออกจากโซนอาวุธ ก็มาถึงโซนวิชา
ตอนแรกฉินจ้านเย่รับปากว่าจะให้วิชาระดับสูงกับหลี่หมู่แค่ชุดเดียว
แต่เพราะเขาต้องชดใช้ค่ากระบองให้หลี่หมู่ด้วย บวกกับอาวุธที่รับปากไว้แต่แรก เท่ากับว่าต้องให้อาวุธสองชิ้น
แต่หลี่หมู่เอาอาวุธแค่ชิ้นเดียว ฉินจ้านเย่ก็เลยเปลี่ยนเป็นแถมวิชาระดับสูงให้หลี่หมู่อีกชุดแทน
เท่ากับว่าหลี่หมู่เลือกวิชาระดับสูงได้ถึงสองชุด
งานนี้หลี่หมู่กำไรเห็น ๆ
หลี่หมู่ก็ไม่เกรงใจ เลือกวิชาสายป้องกันมาหนึ่งชุด ชื่อ [มังกรคำรามดับสูญ]
และวิชาสายโจมตีอีกหนึ่งชุด ชื่อ [เพลงดาบตัดเหล็ก]
แต่หลี่หมู่ยังไม่กดใช้หินวิญญาณตอนนั้น เขาต้องรับของรางวัลให้ครบก่อน
สุดท้าย ก็คือม้าศึก
มาถึงคอกม้าของกองทัพจิ้นหยวน ฉินจ้านเย่ก็เดินไปคุยไป
“ตามกฎแล้ว ทรัพยากรพวกนี้ของกองทัพ ไม่อนุญาตให้แจกจ่ายให้คนนอกหรอกนะ”
“ของรางวัลของนายทั้งหมดเนี่ย ถือเป็นกรณีพิเศษสุด ๆ ถ้าไม่ได้ท่านหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวีคอยค้ำประกันให้ล่ะก็…”
“ลำพังฉันคนเดียวโดนด่าหูชาแน่”
“แต่ถ้านายรีบมาสมัครเป็นทหารกองหนุนของกองทัพจิ้นหยวนล่ะก็ ปัญหานี้ก็จะหมดไปทันที”
“ของรางวัลที่นายจะได้ จะมีแต่เยอะกว่านี้ แถมยังไม่ถือว่าผิดกฎด้วย”
หลี่หมู่ยิ้มแห้ง
“คุณนี่ไม่พลาดโอกาสหว่านล้อมคนให้มาเป็นทหารเลยนะครับ”
ฉินจ้านเย่ยิ้มขื่น
“เฮ้อ… ใคร ๆ ก็รู้ว่ามอนสเตอร์ในแดนเหวมันน่ากลัว ใคร ๆ ก็กลัวแดนเหวกันทั้งนั้น”
“นายก็ไม่เป็น ฉันก็ไม่เป็น แล้วใครจะไปเฝ้าชายแดนแดนเหวล่ะ?”
“บางสถิติ พวกนายไม่มีทางได้เห็นหรอก...”
พูดถึงตรงนี้ หัวคิ้วของฉินจ้านเย่ก็ขมวดเข้าหากัน เขาส่ายหน้าแล้วไม่พูดต่อ
“ท่านผู้บัญชาการฉินครับ ถ้าผมเป็นทหารกองหนุน จะต้องรับภารกิจลาดตระเวนกวาดล้างบ่อยไหมครับ?”
ถึงหลี่หมู่จะไม่ได้แสดงออกมาชัดเจน
แต่การเป็นทหาร ถือเป็นทางเลือกที่เขาต้องคว้าไว้
ไม่ใช่แค่เพื่ออำนาจบารมีล้นฟ้าเท่านั้น
แต่การจะปลดล็อกและอัปเกรดฤทธิ์มหาเทพ หลี่หมู่ต้องใช้แต้มพิชิตจำนวนมหาศาล
ยังมีฤทธิ์มหาเทพเจ๋ง ๆ อีกตั้งเยอะที่รอให้เขาปลดล็อกอยู่
คิดแล้วก็คันไม้คันมืออยากจะลุยเต็มแก่!
ฉินจ้านเย่กลัวหลี่หมู่จะปฏิเสธการเข้าร่วมกองทัพ รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ไม่ ๆ ๆ ทหารกองหนุนก็คือทหารกองหนุน จะถูกเรียกใช้งานก็ต่อเมื่อกำลังพลขาดแคลนวิกฤตจริง ๆ เท่านั้น”
“เวลาปกติ พวกนายก็แค่เรียนวิชาเฉพาะทางในโรงเรียนต่อไป”
“แต่ถ้าเป็นทหารกองหนุน ก็จะมีวิชาบังคับเพิ่มมาอีกสองสามวิชา”
“อย่างเช่น ยุทธวิธีบัญชาการรบ การวิเคราะห์พลังงานมอนสเตอร์ ภูมิศาสตร์แดนเหว อะไรพวกนี้”
“แถมทหารกองหนุนยังมีอภิสิทธิ์ด้วยนะ”
“ทหารกองทัพจิ้นหยวนทั่วไป ถ้าแต้มผลงานถึงเกณฑ์เลื่อนยศ ก็ต้องสอบข้อเขียนผ่านก่อนถึงจะเลื่อนได้”
“แต่ทหารกองหนุนอย่างพวกนายไม่ต้อง ขอแค่แต้มผลงานถึง ก็เลื่อนยศได้เลย ไม่ต้องสอบ”
“แถมในอนาคต ถ้าได้ติดยศ ก็จะสะดวกกว่าทหารทั่วไปเยอะ”
“ทหารกองหนุนสามารถติดยศ รับตำแหน่งในกองทัพได้ปกติ”
“และแน่นอน ถ้านายสมัครใจลงไปรับภารกิจเอง มันก็จะยิ่งดีมาก ๆ เลยล่ะ”
หลี่หมู่พยักหน้ารับ
เป็นทหารกองหนุน ไม่ต้องทนกฎระเบียบจุกจิกของกองทัพจิ้นหยวน แถมยังสะสมความดีความชอบได้ ก้าวหน้าในเส้นทางทหารได้อย่างสง่างาม
ลงไปสร้างผลงานในแดนเหว แล้วกลับมาใช้ชีวิตชิล ๆ ในเมือง โคตรจะเพอร์เฟกต์
คุยกันไปเดินกันไป ตอนนี้ทั้งสองคนมาถึงคอกม้าแล้ว
ลานฝึกม้ากว้างใหญ่ไพศาล ไกลออกไปเห็นเงาของม้าศึกจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังวิ่งควบตะบึง บางตัวก็มีคนขี่บังคับอยู่
ตรงทางเข้า มีนายทหารคนหนึ่งกำลังคุยหัวเราะร่วนเดินออกมากับผู้ช่วย
แต่พอเห็นฉินจ้านเย่เดินมาแต่ไกล นายทหารคนนั้นก็ชะงัก หดคอ แล้วดึงผู้ช่วยหันหลังเตรียมเผ่น
“เฮ้ย! เหล่าโจว! ฉันเห็นแกนะโว้ย!!”
ฉินจ้านเย่ตะโกนลั่น สาวเท้ายาว ๆ วิ่งเข้าไปหา คว้าหมับเข้าที่แขนของเหล่าโจว
เหล่าโจวหันขวับกลับมาทำหน้าบูดเบี้ยว
“มาทำไมอีกล่ะเนี่ย!?”
“แหม ดูทำหน้าเข้า ไม่ต้อนรับกันเลยนะ? ก็แค่เคยม้าดีของแกไปตัวนึงเองไม่ใช่รึไง?”
“ม้าดีก็ต้องคู่กับวีรบุรุษสิวะ”
เหล่าโจวเบ้ปากจนแทบจะถึงใบหู เห็นชัดเลยว่าหมั่นไส้ฉินจ้านเย่สุด ๆ
“นี่ไง ฉันพาวีรบุรุษคนใหม่มาให้แกดูหน้า! เอาม้าศึกระดับพิเศษของแกออกมาตัวนึงสิ”
ฉินจ้านเย่ชี้ไปที่หลี่หมู่
“อะไรนะ!!” เหล่าโจวแผดเสียงลั่น
ต้องรู้ก่อนนะว่า การเพาะพันธุ์ม้าศึกสายเลือดมอนสเตอร์น่ะมันไม่ง่ายเลย
นอกจากจะใช้เวลานานแล้ว อัตราการตายก็สูงปรี๊ด
กว่าจะฟูมฟัก ปรับตัว ฝึกฝนจนได้ม้าดี ๆ สักตัวออกมาได้ มันต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานขนาดไหน
ใครบ้างล่ะจะไม่อยากให้ม้าชั้นยอดพวกนี้ ไปปรากฏโฉมในงานมอบรางวัลระดับบิ๊กเบิ้ม ท่ามกลางแสงแฟลชและสายตาชื่นชมของผู้หลักผู้ใหญ่
มอบให้เป็นรางวัลเกียรติยศแก่ทหารหาญที่สร้างผลงานยิ่งใหญ่?
เพื่อให้ศูนย์เพาะพันธุ์ม้าของพวกเขาเป็นที่รู้จัก และได้รับงบประมาณสนับสนุนมากขึ้น
เพื่อให้คนเห็นถึงความเหนื่อยยากและความทุ่มเทของพวกเขา
แต่ไอ้ฉินจ้านเย่นี่สิ คราวก่อนอาศัยความดีความชอบพิเศษ หน้าด้านมาไถม้าศึกระดับพิเศษไปดื้อ ๆ ตัวนึง
ทำเอาเขาเสียดายจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ รู้สึกเหมือนเอาของดีไปโยนทิ้งน้ำ!
เรื่องนี้ฝังใจเขามาตลอด พอเห็นหน้าฉินจ้านเย่ทีไรก็ของขึ้นทุกที
ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะพาไอ้หนุ่มนี่มาไถม้าอีก
พอเห็นเหล่าโจวเตรียมจะปรี๊ดแตก ฉินจ้านเย่ก็รีบกระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูเขา
ตาของเหล่าโจวก็ลุกวาวขึ้นมาทันทีเมื่อมองมาที่หลี่หมู่
แต่ก็ยังแอบลังเล “แกไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม? พึ่งไอ้หนูนี่เนี่ยนะ?”
“เฮ้ย มันไม่เด็กแล้วนะเว้ย ตอนนี้ทั้งหัวหน้าซ่งและศาสตราจารย์สวีต่างก็ชมมันเปาะเลยล่ะ!”
“วันหน้าถ้ามันไปพูดชื่นชมแกต่อหน้าศาสตราจารย์สวีกับหัวหน้าซ่งสักประโยคสองประโยค”
“แล้วหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวีก็เอาไปพูดต่อให้แกอีกที น้ำหนักมันต่างกับที่ฉันพูดลิบลับเลยนะเว้ย”
“จริงไหมหลี่หมู่?”
ฉินจ้านเย่พูดจบก็ขยิบตาบุ้ยใบ้ให้หลี่หมู่
หลี่หมู่ยิ้มกริ่มพยักหน้ารับ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ฉินจ้านเย่บอกว่าจะให้ม้าศึกระดับดีนี่นา นี่เล่นขยับไซส์มาเป็นระดับพิเศษเลยเหรอเนี่ย
เหล่าโจวเริ่มหวั่นไหว ถ้าหัวหน้าซ่งกับศาสตราจารย์สวียอมพูดถึงศูนย์เพาะพันธุ์ม้าของพวกเขาให้ผู้ใหญ่ฟังจริง ๆ มันก็ถือว่าเป็นโอกาสทองฝังเพชรเลยนะ
“หึ! ถึงยังไงก็ใช่ว่าจะมาขอระดับพิเศษกันดื้อ ๆ แบบนี้ ไอ้เด็กนี่ไม่ใช่ลูกเมียน้อยแกใช่ไหมเนี่ย?”
“เหอะ ถ้าฉันมีลูกเก่งขนาดนี้ ฉันคงนอนหัวเราะจนตื่นเลยล่ะ” ฉินจ้านเย่หัวเราะร่วน
เหล่าโจวกลอกตาไปมา แผนการบางอย่างผุดขึ้นในหัว
“ถ้าอย่างนั้นก็ประจวบเหมาะเลย ตามฉันมาสิ ฉันมีม้าศึกระดับพิเศษตัวนึงเพิ่งฝึกเสร็จหมาด ๆ เลย เพียงแต่ว่า… มันมีตำหนินิดหน่อยน่ะนะ…”